คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2585/2568 ฉบับเต็ม

#721957
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2585/2568 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร โจทก์ นาง ว. กับพวก ผู้ร้อง นาย ช. กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225, มาตรา 245 วรรคสอง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง บัญญัติว่า คำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบากว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดเพียงประการเดียว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็จำต้องพิจารณาและวินิจฉัยคดีเสียก่อนว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานดังกล่าวจริงหรือไม่ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาก็ตาม แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพียงแต่พิจารณาตามปัญหาที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น สมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไป ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 288, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ และจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ระหว่างพิจารณา นางวารุณี ผู้ร้องที่ 1 เด็กชายกฤษณะ และเด็กหญิงณัฏฐณิชา โดยนางวารุณี ผู้แทนโดยชอบธรรมผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 25,000 บาท ค่าปลงศพและค่าจัดงานศพ 30,000 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 15,000 บาท ค่าเสื่อมราคารถจักรยานยนต์ 20,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะสำหรับผู้ร้องที่ 1 เดือนละ 8,000 บาท เป็นเวลา 32 ปี เป็นเงิน 3,072,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะสำหรับผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน 2,000,000 บาท ค่าเสียหายต่อร่างกาย จิตใจ และค่าทำขวัญ 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,162,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสาม จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณา มารดาของจำเลยที่ 1 มอบเงินค่าปลงศพ 10,000 บาท ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 แล้วผู้ร้องที่ 1 ถอนคำขอในส่วนที่ขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปลงศพและค่าจัดงานศพ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 500 บาท รวมสองกระทง คงจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,027,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 ชำระเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2 และชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ (ที่ถูก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก) จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง บัญญัติว่า คำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบากว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดเพียงประการเดียว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็จำต้องพิจารณาและวินิจฉัยคดีเสียก่อนว่าจำเลยที่ 1ได้กระทำความผิดฐานดังกล่าวจริงหรือไม่ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาก็ตาม แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพียงแต่พิจารณาตามปัญหาที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น สมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์-ฉัตรชัย ไทรโชต-สุพิชญ์ กรอบคำ) - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.147/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
721957
courts
[
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081938154"
    }
}
date
2568
deka_no
2585/2568
deka_running_no
2585
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์",
    "ฉัตรชัย ไทรโชต",
    "สุพิชญ์ กรอบคำ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225",
            "ม. 245 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาง ว. กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ช. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 288, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ และจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ระหว่างพิจารณา นางวารุณี ผู้ร้องที่ 1 เด็กชายกฤษณะ และเด็กหญิงณัฏฐณิชา โดยนางวารุณี ผู้แทนโดยชอบธรรมผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 25,000 บาท ค่าปลงศพและค่าจัดงานศพ 30,000 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 15,000 บาท ค่าเสื่อมราคารถจักรยานยนต์ 20,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะสำหรับผู้ร้องที่ 1 เดือนละ 8,000 บาท เป็นเวลา 32 ปี เป็นเงิน 3,072,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะสำหรับผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน 2,000,000 บาท ค่าเสียหายต่อร่างกาย จิตใจ และค่าทำขวัญ 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,162,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา มารดาของจำเลยที่ 1 มอบเงินค่าปลงศพ 10,000 บาท ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 แล้วผู้ร้องที่ 1 ถอนคำขอในส่วนที่ขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปลงศพและค่าจัดงานศพ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 500 บาท รวมสองกระทง คงจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,027,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 ชำระเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2 และชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ (ที่ถูก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง บัญญัติว่า คำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบากว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดเพียงประการเดียว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็จำต้องพิจารณาและวินิจฉัยคดีเสียก่อนว่าจำเลยที่ 1ได้กระทำความผิดฐานดังกล่าวจริงหรือไม่ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาก็ตาม แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพียงแต่พิจารณาตามปัญหาที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น สมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000005.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.147/2568
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568