คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 399/2568 ฉบับเต็ม

#721968
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 399/2568 บริษัท ณ. โจทก์ นาย ก. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 448 การเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ และค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงถามทรัพย์คืนจากจำเลยในระหว่างที่จำเลยบังคับคดีนำทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ไปเก็บรักษาเป็นการเรียกร้องเอาค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิด มีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่กรณีที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะซึ่งต้องใช้อายุความทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ดังที่โจทก์ฎีกา ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,601,880.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้บริษัท ท. ชำระค่าจ้างแก่จำเลย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดหม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 1,000 KVA จำนวน 1 เครื่อง และตู้จ่ายกระแสไฟฟ้ายี่ห้อ ABB รุ่น SACE EMAX E2 จำนวน 1 ตู้ ของโจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์สินดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้วตามสำเนาคดีหมายเลขแดงที่ ข 3/2560 จำเลยนำทรัพย์สินทั้งสองรายการดังกล่าวคืนแก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ยึดถือทรัพย์สินของโจทก์ไว้โดยไม่มีสิทธิอันจะเป็นเหตุให้โจทก์สามารถใช้สิทธิติดตามและเอาคืนทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่อย่างใด กลับปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้อย่างชัดเจนว่า จำเลยนำหม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 1,000 KVA จำนวน 1 เครื่อง และตู้จ่ายกระแสไฟฟ้ายี่ห้อ ABB รุ่น SACE EMAX E2 จำนวน 1 ตู้ คืนแก่โจทก์โดยมิได้ติดตั้งทรัพย์ทั้งสองรายการให้กลับคืนสู่สภาพพร้อมใช้งานดังเดิม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายมีค่าใช้จ่ายที่โจทก์จะต้องดำเนินการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าและตู้จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กลับคืนสู่สภาพเดิมพร้อมใช้งานเป็นเงิน 3,802,121.95 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้งานเป็นเงิน 749,758.06 บาท ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์เป็นเวลานาน ค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงคืนทรัพย์เป็นเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น 4,601,880.01 บาท จึงไม่ใช่การฟ้องคดีเพื่อติดตามเอาทรัพย์สินของโจทก์คืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิยึดถือทรัพย์ของโจทก์ไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่เป็นการฟ้องคดีให้จำเลยรับผิดในการละเมิดของจำเลยต่อโจทก์ตามมาตรา 420 ซึ่งอยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายอนุชา รับหม้อแปลงไฟฟ้าและตู้จ่ายกระแสไฟฟ้าคืนจากจำเลยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีนี้ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 แล้ว ดังนั้นเมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2563 จึงล่วงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันดังกล่าวแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า ระหว่างที่จำเลยบังคับคดีนำทรัพย์ทั้งสองรายการตามฟ้องไปเก็บรักษา ย่อมทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้สอยทรัพย์ดังกล่าวได้ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากจำเลยและค่าเสียหายอื่น ๆ อันได้แก่ ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ ค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงทรัพย์คืนจากจำเลย ซึ่งมิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป คือ อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นั้น เห็นว่า การเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ และค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงถามทรัพย์คืนจากจำเลยในกรณีนี้เป็นการเรียกร้องเอาค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิด มีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่กรณีที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะซึ่งต้องใช้อายุความทั่วไปดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนฎีกาโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วยุรี วัฒนวรลักษณ์-วิชัย ตัญศิริ-ธนิต รัตนะผล) - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.104/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
721968
courts
[
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081938764"
    }
}
date
2568
deka_no
399/2568
deka_running_no
399
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "วยุรี วัฒนวรลักษณ์",
    "วิชัย ตัญศิริ",
    "ธนิต รัตนะผล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 448"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ณ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ก."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,601,880.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้บริษัท ท. ชำระค่าจ้างแก่จำเลย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดหม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 1,000 KVA จำนวน 1 เครื่อง และตู้จ่ายกระแสไฟฟ้ายี่ห้อ ABB รุ่น SACE EMAX E2 จำนวน 1 ตู้ ของโจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์สินดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้วตามสำเนาคดีหมายเลขแดงที่ ข 3/2560 จำเลยนำทรัพย์สินทั้งสองรายการดังกล่าวคืนแก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ยึดถือทรัพย์สินของโจทก์ไว้โดยไม่มีสิทธิอันจะเป็นเหตุให้โจทก์สามารถใช้สิทธิติดตามและเอาคืนทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่อย่างใด กลับปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้อย่างชัดเจนว่า จำเลยนำหม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 1,000 KVA จำนวน 1 เครื่อง และตู้จ่ายกระแสไฟฟ้ายี่ห้อ ABB รุ่น SACE EMAX E2 จำนวน 1 ตู้ คืนแก่โจทก์โดยมิได้ติดตั้งทรัพย์ทั้งสองรายการให้กลับคืนสู่สภาพพร้อมใช้งานดังเดิม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายมีค่าใช้จ่ายที่โจทก์จะต้องดำเนินการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าและตู้จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กลับคืนสู่สภาพเดิมพร้อมใช้งานเป็นเงิน 3,802,121.95 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้งานเป็นเงิน 749,758.06 บาท ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์เป็นเวลานาน ค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงคืนทรัพย์เป็นเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น 4,601,880.01 บาท จึงไม่ใช่การฟ้องคดีเพื่อติดตามเอาทรัพย์สินของโจทก์คืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิยึดถือทรัพย์ของโจทก์ไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่เป็นการฟ้องคดีให้จำเลยรับผิดในการละเมิดของจำเลยต่อโจทก์ตามมาตรา 420 ซึ่งอยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายอนุชา รับหม้อแปลงไฟฟ้าและตู้จ่ายกระแสไฟฟ้าคืนจากจำเลยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีนี้ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 แล้ว ดังนั้นเมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2563 จึงล่วงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันดังกล่าวแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า ระหว่างที่จำเลยบังคับคดีนำทรัพย์ทั้งสองรายการตามฟ้องไปเก็บรักษา ย่อมทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้สอยทรัพย์ดังกล่าวได้ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากจำเลยและค่าเสียหายอื่น ๆ อันได้แก่ ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ ค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงทรัพย์คืนจากจำเลย ซึ่งมิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป คือ อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นั้น เห็นว่า การเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ และค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงถามทรัพย์คืนจากจำเลยในกรณีนี้เป็นการเรียกร้องเอาค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิด มีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่กรณีที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะซึ่งต้องใช้อายุความทั่วไปดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนฎีกาโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000010.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.104/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568