ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำวินิจฉัยที่ 62/2568
ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้ส่งความเห็น
ศาลแพ่งมีนบุรี
ศาลผู้รับความเห็น
นางสาว พ.
ผู้ฟ้องคดี
การประปานครหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา
พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ.2510 มาตรา
ป.พ.พ. มาตรา
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องการประปานครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 บจก. ว. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 บริษัทประกันภัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างถังเก็บน้ำใสที่สถานีสูบจ่ายน้ำมีนบุรี พร้อมงานที่เกี่ยวข้องในโครงการปรับปรุงกิจการประปาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างก่อสร้าง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ร่วมกันกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้วัสดุหรือวิธีการอื่นใดในการก่อสร้าง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้การว่า ความเสียหายไม่ใช่ผลโดยตรงจากการก่อสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และไม่ได้เกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือคำสั่งที่ตนให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ทั้งการก่อสร้างดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้กระทำในที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการก่อสร้าง ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของเอกชน บ้านของผู้ฟ้องคดีมีความเสียหายอยู่ก่อนการก่อสร้าง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า เหตุละเมิดไม่อยู่ในความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดพิเศษ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดใด ๆ ต่อความเสียหาย การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นกรณีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ค่าเสียหายที่เรียกมาสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน มิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้การประปานครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6 กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการสำรวจ จัดหาแหล่งน้ำดิบ และจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา รวมทั้งผลิต จัดส่ง และจำหน่ายน้ำประปาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ ตลอดจนดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือเป็นประโยชน์แก่การประปา ทั้งการผลิต จัดส่งและจำหน่ายน้ำประปา และการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบโดยการประปานครหลวง เป็นกิจการสาธารณูปโภคตามที่มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันกำหนดไว้ก็ตาม แต่เนื่องจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรเท่านั้น เห็นว่า แม้การก่อสร้างถังเก็บน้ำใสที่สถานีสูบจ่ายน้ำมีนบุรี พร้อมงานที่เกี่ยวข้องในโครงการปรับปรุงกิจการประปาตามสัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มเสถียรภาพระบบสูบจ่ายน้ำประปาให้แก่ประชาชน อันเป็นไปเพื่อกิจการสาธารณูปโภคของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อันเป็นการดำเนินการเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 บรรลุผล แต่การกระทำซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างก่อสร้างกระทำละเมิดโดยการตอกเสาเข็มในการดำเนินการก่อสร้างถังเก็บน้ำใส เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและผู้อาศัยในโครงการหมู่บ้านได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน ทำให้บ้านของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันให้รับผิดในมูลละเมิด ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โดยบรรยายฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเจ้าของโครงการไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการก่อสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามโครงการดังกล่าว ก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ของฝ่ายปกครองที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ดังนั้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองซึ่งเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามความหมายของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งผู้ฟ้องคดีมีคำขอบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีประการสำคัญเกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จะต้องรับผิดร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ด้วยหรือไม่ เพียงใด ก็ย่อมเกี่ยวพันกับการวินิจฉัยความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่ต้องได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
___________________________
(ไม่มี -)
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
62/2568
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3)