ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4980/2567
ธนาคาร ก.
โจทก์
นาย ส. กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 215
คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวัดเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ จึงเป็นการฟ้องให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแห่งการนั้นก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,253,738.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 เมษายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ในคดีก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 2,450,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.5605/2561 ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2562 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ เมื่อโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดแล้วได้เงิน 1,196,261.68 บาท ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองนำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้ชำระราคารถยนต์ส่วนที่ขาดนั้น เห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ จึงเป็นการฟ้องให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดี
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถ โดยคำนวณจากส่วนต่างของราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อนกับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เป็นเงิน 1,253,738.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ราคารถที่ได้จากการขายทอดตลาดขึ้นอยู่กับความต้องการ และความพอใจของผู้ที่เข้าประมูลซื้อทอดตลาด และสภาพทั่วไปของรถ เช่น ปีที่ผลิตรถ ความนิยมของรถ การใช้งานและความสมบูรณ์ของรถ ดังนั้น ค่าขาดราคาที่คำนวณจากส่วนต่างของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดกับราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อน จึงไม่อาจใช้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความชำรุดทรุดโทรมของรถได้ เพราะมิใช่ความเสียหายที่แท้จริงอันเกิดจากความชำรุดทรุดโทรมของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่เกิดจากการใช้รถโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ ค่าขาดราคารถที่โจทก์ขอมาในฎีกาจึงมิใช่ค่าเสียหายอันเนื่องจากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามคำพิพากษาในคดีก่อน จึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถตามคำฟ้องของโจทก์ได้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ใช้และดูแลรถเป็นอย่างดีเช่นวิญญูชนทั่วไปพึงกระทำ รถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนแก่โจทก์ใช้งานได้ตามปกติ ไม่มีความบกพร่อง เท่ากับจำเลยที่ 1 โต้แย้งว่าได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนด้วยการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีแล้ว จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนแก่โจทก์นั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ เมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดีคืนแก่ตัวแทนของโจทก์ โจทก์จึงมีภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง พยานโจทก์คงมีนายกิตติพงษ์ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์และทนายความโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความแต่เพียงว่า เมื่อนำรถออกขายทอดตลาดแล้วหักกลบกับราคารถใช้แทนที่ศาลกำหนดคงเหลือเงินจำนวน 1,253,738.82 บาท และตอบคำถามค้านว่า ตามบันทึกการตรวจสภาพและส่งมอบรถคืน เอกสารหมาย จ.10 ที่ระบุว่า กันชนหน้าบุบ, ขีดข่วนรอบคัน, ด้านหลังบุบ นั้น สืบเนื่องมาจากหลังจากมีการรับรถคืนแล้วได้นำไปตรวจเพื่อเข้าลานประมูลจึงมีการระบุเพิ่มเติมในภายหลังซึ่งแตกต่างจากสำเนาคู่ฉบับบันทึกการตรวจสภาพและส่งมอบรถคืน เอกสารหมาย ล.2 ที่ไม่ได้ระบุสภาพรถดังกล่าวไว้ อันแสดงว่าบันทึกการตรวจสภาพและส่งมอบรถคืน เอกสารหมาย จ.10 ฝ่ายโจทก์ได้บันทึกสภาพรถเพิ่มเติมเองโดยลำพัง ส่วนพยานจำเลยทั้งสอง มีจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองได้ติดต่อกับตัวแทนโจทก์เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา วันที่ 5 กันยายน 2562 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ตามที่นัดหมาย รถยนต์บรรทุกที่คืนอยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และจำเลยที่ 2 ยังได้ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 124,090 บาท แก่โจทก์ และได้ความจากนายเอษณะพยานจำเลยเบิกความว่า พยานส่งมอบรถให้แก่โจทก์ที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. แล้วตัวแทนของโจทก์ยังให้พยานขับรถไปที่โรงเก็บรถของโจทก์ ที่ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร รถมีสภาพใช้งานได้ตามปกติ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาสภาพรถตามภาพถ่าย ก็ไม่ปรากฏว่ารถอยู่ในสภาพที่เสียหายถึงขนาดชำรุดทรุดโทรมจนไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จึงมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าสภาพรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ นำไปคืนแก่โจทก์นั้นอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี แม้มีรอยขีดข่วนหรือบุบเล็กน้อย ก็เป็นสภาพการใช้งานตามปกติ ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าเป็นการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า สภาพรถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนแก่โจทก์นั้นมีความชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จึงมีผลเท่ากับว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีอันเป็นการชำระหนี้ที่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่ง มูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าเสียหาย 30,000 บาท ให้แก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น
ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคารถอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองไม่นำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในเวลาอันสมควรภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นเงิน 200,000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษานั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดราคารถอันเนื่องมาจากความชำรุดของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่เกิดจากการใช้โดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าเสื่อมราคารถเพราะเหตุที่ไม่คืนรถในเวลาอันสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 200,000 บาท เนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่นำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในเวลาอันสมควรมานั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายนอกฟ้องจึงไม่ชอบ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า โจทก์ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัด เป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน มิได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน ซึ่งจะต้องชำระหนี้อย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ถือเป็นการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดตามฟ้องแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ว่าการขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่ชอบจึงไม่เป็นสาระแก่คดีเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย
พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(สมชาย อุดมศรีสำราญ-ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์-ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล)
ศาลจังหวัดพัทลุง - นายสมพร ศรีกฤษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นางสาวมาลี เตชะจันตะ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ผบ.(พ)537/2565
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ