คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568 ฉบับเต็ม

#722236
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568 บริษัท ฮ. โจทก์ นางสาว ค. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง, มาตรา 349 วรรคสาม เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก พ. ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้นและทำสัญญาใหม่เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. เป็นโจทก์ โดยมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ต่อ พ. และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้เป็นประกันหนี้โจทก์โดยใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน แสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ตกลงทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรง โดยจำเลยยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. มาเป็นโจทก์ การทำสัญญาจำนองจึงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่จะต้องมีการทำเป็นหนังสือหรือทำคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงิน 927,173 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 727,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 477,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยได้รับการยกเว้น ให้โจทก์นำมาชำระต่อศาลในนามของจำเลย โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนางพรรณี และนายภาณุวัชร เป็นกรรมการ จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้คือกรรมการคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยกู้ยืมเงินจากนางพรรณี 350,000 บาท และจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 เป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้น 477,000 บาท และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินจากนางพรรณี และจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ไว้แก่โจทก์ โดยถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้เงินโจทก์ 727,000 บาท ส่วนหนี้เงินต้น 250,000 บาท ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินเพิ่มไปจากโจทก์ในวันจดทะเบียนจำนองนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนหนี้เงินกู้ดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การกู้เงินตามฟ้องเป็นแปลงหนี้ใหม่หรือโอนสิทธิเรียกร้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจากนางพรรณีกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ต่อมาจึงมีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้นและทำสัญญาใหม่เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จากนางพรรณีเป็นโจทก์ การตกลงกันดังกล่าวนั้นมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ต่อนางพรรณี และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้เป็นประกันหนี้ต่อโจทก์โดยใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ซึ่งกฎหมายให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยโอนสิทธิเรียกร้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคสาม ก็ตาม แต่จำเลยให้การต่อสู้คดีนี้แต่เพียงว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ การโอนหนี้ระหว่างนางพรรณีกับโจทก์เป็นการโอนหนี้อันพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงแต่นางพรรณีและโจทก์มิได้มีคำบอกกล่าวเป็นหนังสือหรือได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลย โดยจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าการโอนหนี้ระหว่างนางพรรณีกับโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสือจึงไม่สมบูรณ์ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการโอนหนี้ระหว่างนางพรรณีกับโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสืออันจะทำให้การโอนหนี้ไม่สมบูรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 349 วรรคสาม แต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่านางพรรณีในฐานะส่วนตัว โจทก์โดยนางพรรณีในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และจำเลยตกลงกันให้นำมูลหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระที่จำเลยเป็นลูกหนี้นางพรรณีตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับนางพรรณีเป็นเงินต้นตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์ มูลหนี้ตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย และถือได้ว่าจำเลยได้รับเงินกู้ตามสัญญากู้ไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว สัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์ซึ่งเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จึงมีผลบังคับตามกฎหมาย และการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินกับโจทก์และใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมระหว่างจำเลยกับโจทก์ โดยจำเลยลงชื่อในฐานะผู้จำนองและลงชื่อในช่องผู้รับจำนองในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ตกลงทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรง โดยจำเลยยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จากนางพรรณีมาเป็นโจทก์แล้ว การทำสัญญาจำนองจึงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่จะต้องมีการทำเป็นหนังสือหรือทำคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ และโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยให้ชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองภายใน 60 วัน ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาต้องรับผิดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 654 ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ (พรชัย พุ่มกำพล-ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล-ชวลิต อิศรเดช) ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นายพงศ์พัฒน์ ตาชูชาติ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายอนุสรณ์ จิวัธยากูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)103/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
722236
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุรินทร์",
        "judge": "นายพงศ์พัฒน์ ตาชูชาติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายอนุสรณ์ จิวัธยากูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082671311"
    }
}
date
2568
deka_no
6631/2568
deka_running_no
6631
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "พรชัย พุ่มกำพล",
    "ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล",
    "ชวลิต อิศรเดช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 306 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 349 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ฮ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ค."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงิน 927,173 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 727,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 477,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยได้รับการยกเว้น ให้โจทก์นำมาชำระต่อศาลในนามของจำเลย

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนางพรรณี และนายภาณุวัชร เป็นกรรมการ จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้คือกรรมการคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยกู้ยืมเงินจากนางพรรณี 350,000 บาท และจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 เป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้น 477,000 บาท และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินจากนางพรรณี และจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ไว้แก่โจทก์ โดยถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้เงินโจทก์ 727,000 บาท ส่วนหนี้เงินต้น 250,000 บาท ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินเพิ่มไปจากโจทก์ในวันจดทะเบียนจำนองนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนหนี้เงินกู้ดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การกู้เงินตามฟ้องเป็นแปลงหนี้ใหม่หรือโอนสิทธิเรียกร้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจากนางพรรณีกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ต่อมาจึงมีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้นและทำสัญญาใหม่เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จากนางพรรณีเป็นโจทก์ การตกลงกันดังกล่าวนั้นมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ต่อนางพรรณี และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้เป็นประกันหนี้ต่อโจทก์โดยใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ซึ่งกฎหมายให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยโอนสิทธิเรียกร้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคสาม ก็ตาม แต่จำเลยให้การต่อสู้คดีนี้แต่เพียงว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ การโอนหนี้ระหว่างนางพรรณีกับโจทก์เป็นการโอนหนี้อันพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงแต่นางพรรณีและโจทก์มิได้มีคำบอกกล่าวเป็นหนังสือหรือได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลย โดยจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าการโอนหนี้ระหว่างนางพรรณีกับโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสือจึงไม่สมบูรณ์ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการโอนหนี้ระหว่างนางพรรณีกับโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสืออันจะทำให้การโอนหนี้ไม่สมบูรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 349 วรรคสาม แต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่านางพรรณีในฐานะส่วนตัว โจทก์โดยนางพรรณีในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และจำเลยตกลงกันให้นำมูลหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระที่จำเลยเป็นลูกหนี้นางพรรณีตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับนางพรรณีเป็นเงินต้นตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์ มูลหนี้ตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย และถือได้ว่าจำเลยได้รับเงินกู้ตามสัญญากู้ไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว สัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์ซึ่งเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จึงมีผลบังคับตามกฎหมาย และการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินกับโจทก์และใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมระหว่างจำเลยกับโจทก์ โดยจำเลยลงชื่อในฐานะผู้จำนองและลงชื่อในช่องผู้รับจำนองในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ตกลงทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรง โดยจำเลยยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จากนางพรรณีมาเป็นโจทก์แล้ว การทำสัญญาจำนองจึงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่จะต้องมีการทำเป็นหนังสือหรือทำคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ และโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยให้ชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองภายใน 60 วัน ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาต้องรับผิดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 654 ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000003.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)103/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568