คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7591/2568 ฉบับเต็ม

#722839
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7591/2568 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ธ. โจทก์ นาย ศ. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 738 คดีนี้จำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนโดยซื้อทรัพย์สินซึ่งจำนองจากการขายทอดตลาดซึ่งมีเงื่อนไขให้ติดจำนองมาด้วย โดยไม่ได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 โจทก์ไม่อาจอ้างข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันมาเพื่อบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยนอกเหนือไปจากทรัพย์สินที่จำนองได้ ประกอบกับเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์จำนองไว้ 770,392 บาท และสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันระบุชัดเจนว่าจำนองเป็นประกัน 900,000 บาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดในภาระจำนองตามสัญญาจำนองในวงเงิน 900,000 บาท นอกจากนี้ แม้หนังสือสัญญาจำนองระบุว่าไม่คิดดอกเบี้ยก็เป็นแนวปฏิบัติของธนาคาร อ. แต่บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ข้อ ๑ วรรคสอง ระบุว่า "...ผู้จำนองยินยอมรับผิดชดใช้เงินต้นพร้อมค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ ค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้..." ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันถึงจำเลยผู้ซื้อทรัพย์โดยติดจำนองด้วย เมื่อคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 วินิจฉัยให้ผู้จำนองซึ่งเป็นผู้ขอสินเชื่อรับผิดในกำไรค้างชำระ และค่าชดเชยผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งกำไรและค่าชดเชยผิดนัดตามสัญญาจำนองในกรณีนี้ ก็คืออุปกรณ์แห่งหนี้ตามสัญญาจำนอง แม้จำเลยไม่ใช่ผู้ขอสินเชื่อและผู้จำนองก็ต้องรับผิดชำระอุปกรณ์แห่งหนี้ดังกล่าวตามสัญญาจำนองจากวงเงิน 900,000 บาท พร้อมค่าชดเชยผิดนัดอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,044,494.54 บาท พร้อมค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 964,032.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์หากจำเลยไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13799 ตำบลคลองสองต้นนุ่น อำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 900,000 บาท แก่โจทก์ และหากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 13799 ตำบลคลองสองต้นนุ่น อำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์อีก แต่หากขายทอดตลาดและเหลือเงินสุทธิเท่าใดให้คืนแก่จำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายประพัฒหรือนายประพัฒน์ จำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 ของศาลจังหวัดตรัง ซึ่งพิพากษาให้นายประพัฒชำระเงิน 1,770,337.19 บาท พร้อมค่าชดเชยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 964,032.55 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 ตุลาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวร่วมรับผิดบางส่วน หากไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13799 ออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้ หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของนายประพัฒกับพวกจนครบ กับให้นายประพัฒกับพวกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์จำนองขณะยึดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.5561/2559 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2560 เป็นเงิน 770,392 บาท ส่วนจำเลยคดีนี้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองโดยการจำนองติดไปจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.5561/2559 ของศาลชั้นต้น โดยสัญญาจำนองระบุจำนองเป็นประกันหนี้เป็นเงิน 900,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ของนายประพัฒ หรือนายประพัฒน์ ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 ของศาลจังหวัดตรัง หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 ที่บัญญัติให้ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนองต้องบอกกล่าวความประสงค์นั้นแก่ผู้เป็นลูกหนี้ชั้นต้น และต้องส่งคำเสนอไปยังบรรดาเจ้าหนี้ที่ได้จดทะเบียน ไม่ว่าในทางจำนองหรือประการอื่น ว่าจะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น และ (6) บัญญัติว่า คำนวณยอดจำนวนเงินที่ค้างชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่ง ๆ รวมทั้งอุปกรณ์และจำนวนเงินที่จะจัดเป็นส่วนใช้แก่บรรดาเจ้าหนี้ตามลำดับกัน ซึ่งการคำนวณภาระหนี้ให้จำเลยต้องรับผิดในคดีนี้เป็นการคำนวณ ภาระหนี้ที่นายประพัฒนำที่ดินโฉนดเลขที่ 13799 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดตรัง คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 และก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไถ่ถอนจำนองและแจ้งจำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ไม่ไถ่ถอนจำนองภายในกำหนดเวลา โจทก์จึงมีสิทธิบังคับจำนอง ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้รับโอนทรัพย์ซึ่งจำนองและหากประสงค์จะไถ่ถอนจำนอง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตามยอดจำนวนเงินที่นายประพัฒค้างชำระ ตามคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 เห็นว่า คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 โจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องนายประพัฒหรือนายประพัฒน์ กับพวกเป็นจำเลย แต่คดีนี้จำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนโดยซื้อทรัพย์สินซึ่งจำนองจากการขายทอดตลาดซึ่งมีเงื่อนไขให้ติดจำนองมาด้วย โดยไม่ได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โจทก์คงมีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองโดยไม่อาจอ้างข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันมาเพื่อบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยนอกเหนือไปจากทรัพย์สินที่จำนองได้ ประกอบกับเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์จำนองไว้ 770,392 บาท และสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันระบุชัดเจนว่าจำนองเป็นประกัน 900,000 บาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดในภาระจำนองตามสัญญาจำนองในวงเงิน 900,000 บาท นอกจากนี้ แม้หนังสือสัญญาจำนองระบุว่าไม่คิดดอกเบี้ยก็เป็นแนวปฏิบัติของธนาคาร อ. แต่บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ข้อ 1 วรรคสอง ระบุว่า "...ผู้จำนองยินยอมรับผิดชดใช้เงินต้นพร้อมค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ ค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้…" ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันถึงจำเลยผู้ซื้อทรัพย์โดยติดจำนองด้วย เมื่อคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 วินิจฉัยให้ผู้จำนองซึ่งเป็นผู้ขอสินเชื่อรับผิดในกำไรค้างชำระ และค่าชดเชยผิดนัด จนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งกำไรและค่าชดเชยผิดนัดตามสัญญาจำนองในกรณีนี้ ก็คืออุปกรณ์แห่งหนี้ตามสัญญาจำนอง แม้จำเลยไม่ใช่ผู้ขอสินเชื่อและผู้จำนองก็ต้องรับผิดชำระอุปกรณ์แห่งหนี้ดังกล่าวตามสัญญาจำนองจากวงเงิน 900,000 บาท เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วเห็นควรกำหนดกำไรค้างชำระและค่าชดเชยผิดนัดจนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2562 ตามสัดส่วนต้นเงินที่เหลือ 900,000 บาท เป็นจำนวน 752,748.62 บาท พร้อมค่าชดเชยผิดนัดอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 900,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับจำนองขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 13799 ตำบลคลองสองต้นนุ่นอำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยเพื่อชำระหนี้จำนอง 1,652,748.62 บาท พร้อมค่าชดเชยผิดนัดในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2562 ของต้นเงิน 900,000 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากขายทอดตลาดได้เงินสุทธิล้ำจำนองดังกล่าวให้คืนส่วนที่ล้ำแก่จำเลย ถ้าได้เงินสุทธิไม่พอจำเลยไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์อีก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์-สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล-ตุล เมฆยงค์) ศาลแพ่งมีนบุรี - นายชาตรี ใหม่วิจิตร ศาลอุทธรณ์ - นายประมวล สุขสมพร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.21/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ