คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7400/2568 ฉบับเต็ม

#722845
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7400/2568 พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก โจทก์ นาย ว. ผู้ร้อง นาย ธ. จำเลย ป.อ. มาตรา 69, มาตรา 288 พฤติการณ์ที่ผู้ตายถอนเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของภริยาจำเลยกับที่ดินของบุตรผู้ตาย เมื่อจำเลยไปสอบถามผู้ตายแล้วเกิดปากเสียงโต้เถียงกัน ผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันจำเลย ถือว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแก่จำเลยแล้ว แม้ต่อมาจำเลยแย่งอาวุธมีดอีโต้ได้จากผู้ตายก็ตาม แต่ขณะนั้นผู้ตายยังคงอยู่บริเวณที่เกิดเหตุจึงมิใช่ภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่จำเลยหมดไปแล้ว ในสถานการณ์เช่นนั้นจำเลยย่อมไม่มีเวลาคิดว่าต้องวิ่งหลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอดหรือรอผู้ตายเข้ามาแย่งอาวุธมีดอีโต้จากจำเลย และไม่มีเหตุอันใดที่จำเลยจะเสี่ยงภัยต่อสู้กับผู้ตายอีก การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันและตีผู้ตายจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันและตีผู้ตายจนล้มลงแล้ว แสดงว่าภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของผู้ตายนั้นถูกจำเลยควบคุมมิให้ก่อให้เกิดอันตรายแก่จำเลยได้อีกได้ ถือว่าภยันตรายที่ผู้ตายจะก่อแก่จำเลยหมดไปแล้ว จำเลยจึงไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันผู้ตายอีก ดังนี้ การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้งในขณะที่ผู้ตายล้มลงแล้ว นับได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุตาม ป.อ. มาตรา 69 เพราะหากจำเลยไม่ใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้ง ผู้ตายคงไม่ถึงแก่ความตาย เพราะตามรายงานการตรวจศพเป็นการชัดแจ้งแล้วว่าสาเหตุการตายเกิดจากการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะจากของแข็งมีคมขนาดหนักหลายบาดแผล คดีจึงฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ฆ่าผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 และริบอาวุธมีดอีโต้ของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่โดยต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ระหว่างพิจารณา นายวิทยา บุตรของนายปิ่น ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการจัดงานศพผู้ตาย เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องตกลงประนีประนอมเรื่องค่าสินไหมทดแทนกับจำเลยแล้ว โดยจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ร้องเป็นเงิน 80,000 บาท ผู้ร้องจึงไม่ติดใจดำเนินคดีอีก ขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนแพ่งออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 6 ปี คำให้การของจำเลยชั้นสอบสวนตลอดจนชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ริบมีดอีโต้ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งศาลชั้นต้นให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา จำเลยเห็นนายปิ่น ผู้ตาย ถืออาวุธมีดอีโต้ของกลางเดินไปยังเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของนางสาววรวง ภริยาจำเลย กับที่ดินของนายวิทยา บุตรผู้ตาย แล้วผู้ตายถอนเสาปูนดังกล่าวออก จำเลยจึงไปถามผู้ตายถึงสาเหตุที่ถอนเสาปูน ทำให้ผู้ตายกับจำเลยมีปากเสียงโต้เถียงกัน จากนั้นผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันที่ศีรษะของจำเลย แต่จำเลยเอี้ยวตัวหลบไปด้านขวาแล้วยกมือซ้ายขึ้นกันอาวุธมีดอีโต้ของกลางไว้ ทำให้คมอาวุธมีดอีโต้ของกลางถูกนิ้วหัวแม่มือมือซ้ายของจำเลยได้รับอันตรายสาหัส จำเลยจึงใช้มือขวาจับข้อมือขวาของผู้ตายแล้วบิดทำให้อาวุธมีดอีโต้ของกลางหลุดจากมือขวาของผู้ตายตกลงไปที่พื้น จากนั้นจำเลยใช้มือขวาหยิบอาวุธมีดอีโต้ของกลางขึ้นมาและฟันไปที่ศีรษะผู้ตายหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุจำเลยไปมอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่ป้อมสายตรวจตำบลพันเสา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า นอกจากข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติดังกล่าวข้างต้นแล้ว ได้ความจากร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริ พนักงานสอบสวน ว่า จำเลยให้การชั้นสอบสวนว่า วันเวลาเกิดเหตุ ขณะจำเลยกำลังวิดน้ำเข้านา ผู้ตายเดินมาตามทุ่งนาของผู้ตายแล้วถอนเสาปูนที่ปักแสดงแนวเขตระหว่างที่ดินของภริยาจำเลยกับที่ดินของบุตรผู้ตาย จำเลยจึงเข้าไปหาผู้ตายแล้วถามว่า เจ้าพนักงานมารังวัดแล้วปักเสาปูนแล้ว มาถอนเสาออกทำไม ผู้ตายพูดว่า กูจะทำ มีปัญหาไหม มึงจะเอายังไงกับกู แล้วผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ที่ถือมาฟันจำเลยที่บริเวณลำตัว จำเลยหลบ แต่ไม่พ้นคมมีดจึงฟันถูกนิ้วมือของจำเลย จำเลยจับแขนขวาของผู้ตายซึ่งถืออาวุธมีดอีโต้อยู่ บิดแขนของผู้ตายทำให้อาวุธมีดอีโต้ร่วงลงพื้น แล้วจำเลยหยิบอาวุธมีดอีโต้ดังกล่าวขึ้นมาฟันไปที่บริเวณศีรษะของผู้ตายและหันอาวุธมีดอีโต้แล้วใช้ด้านข้างตีผู้ตายที่แขนขวาจนแขนหัก กับใช้ด้านคมมีดฟันไปที่ศีรษะของผู้ตายจนล้มลง เมื่อผู้ตายล้มลงแล้ว จำเลยใช้ด้านคมมีดฟันที่ศีรษะของผู้ตายอีก 2 ครั้ง แต่จำเลยเบิกความเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายเพียงว่า เมื่อจำเลยหยิบอาวุธมีดอีโต้ของกลางที่พื้นแล้วฟันศีรษะผู้ตายประมาณ 3 ครั้งติดต่อกัน ผู้ตายล้มลงหน้าคว่ำลงกับพื้น เห็นได้ว่าจำเลยให้การชั้นสอบสวนถึงรายละเอียดในการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายต่างจากคำเบิกความ แต่เมื่อจำเลยให้การต่อร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริหลังเกิดเหตุ 1 วัน และให้การเพิ่มเติมหลังเกิดเหตุ 4 วัน ย่อมไม่มีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองปรึกษาหารือกับบุคคลอื่นก่อนว่าจะให้การต่อสู้คดีอย่างไร กับจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยนั้น ร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริได้จัดทำขึ้นไม่ถูกต้องอย่างไร และคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายมีรายละเอียดมากกว่าที่จำเลยเบิกความ หากจำเลยไม่ได้ให้การตามความเป็นจริงก็ยากที่ร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริจะจัดทำขึ้นมาปรักปรำจำเลยได้ ทั้งลักษณะการฟันและตีผู้ตายตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยสอดคล้องกับร่องรอยบาดแผลต่าง ๆ ของผู้ตายที่ปรากฏตามรายงานการตรวจศพไว้ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยในส่วนนี้จึงรับฟังได้ ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติดังกล่าว พฤติการณ์ที่ผู้ตายถอนเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของภริยาจำเลยกับที่ดินของบุตรผู้ตาย เมื่อจำเลยไปสอบถามผู้ตายแล้วเกิดปากเสียงโต้เถียงกัน ผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันจำเลย ถือว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแก่จำเลยแล้ว แม้ต่อมาจำเลยแย่งอาวุธมีดอีโต้ของกลางได้จากผู้ตายก็ตาม แต่ขณะนั้นผู้ตายยังคงอยู่บริเวณที่เกิดเหตุจึงมิใช่ภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่จำเลยหมดไปแล้ว ในสถานการณ์เช่นนั้นจำเลยย่อมไม่มีเวลาคิดว่าต้องวิ่งหลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอดหรือรอผู้ตายเข้ามาแย่งอาวุธมีดอีโต้ของกลางจากจำเลย และไม่มีเหตุอันใดที่จำเลยจะเสี่ยงภัยต่อสู้กับผู้ตายอีก การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายจนล้มลงแล้ว แสดงว่าภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของผู้ตายนั้นถูกจำเลยควบคุมมิให้ก่อให้เกิดอันตรายแก่จำเลยได้อีกได้ ถือว่าภยันตรายที่ผู้ตายจะก่อแก่จำเลยหมดไปแล้ว จำเลยจึงไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายอีก ดังนี้ การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้งในขณะที่ผู้ตายล้มลงแล้ว นับได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 เพราะหากจำเลยไม่ใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้ง ผู้ตายคงไม่ถึงแก่ความตาย เพราะตามรายงานการตรวจศพ เป็นการชัดแจ้งแล้วว่าสาเหตุการตายเกิดจากการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะจากของแข็งมีคมขนาดหนักหลายบาดแผล คดีจึงฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฆ่าผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายสืบเนื่องจากผู้ตายไปถอนเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของนางสาววรวง ภริยาจำเลย กับนายวิทยา บุตรผู้ตาย แล้วใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันจำเลยก่อน นับว่าผู้ตายมีส่วนผิดอยู่ด้วยที่ทำให้เกิดเหตุในคดีนี้ขึ้น ประกอบกับจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 80,000 บาท ให้แก่นายวิทยาบุตรผู้ตาย จนไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย เห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 จำคุก 6 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 4 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 4 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ต่อปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 (เทพ อิงคสิทธิ์-ธนาคม ลิ้มภักดี-ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร) ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นางสาวจันทร ตันทวีวงค์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายคมกริช ภัทรพิทักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1158/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
722845
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพิษณุโลก",
        "judge": "นางสาวจันทร ตันทวีวงค์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายคมกริช ภัทรพิทักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1779303608844"
    }
}
date
2568
deka_no
7400/2568
deka_running_no
7400
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "เทพ อิงคสิทธิ์",
    "ธนาคม ลิ้มภักดี",
    "ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 69",
            "ม. 288"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาย ว."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ธ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 และริบอาวุธมีดอีโต้ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่โดยต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นายวิทยา บุตรของนายปิ่น ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการจัดงานศพผู้ตาย เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องตกลงประนีประนอมเรื่องค่าสินไหมทดแทนกับจำเลยแล้ว โดยจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ร้องเป็นเงิน 80,000 บาท ผู้ร้องจึงไม่ติดใจดำเนินคดีอีก ขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนแพ่งออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 6 ปี คำให้การของจำเลยชั้นสอบสวนตลอดจนชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ริบมีดอีโต้ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา จำเลยเห็นนายปิ่น ผู้ตาย ถืออาวุธมีดอีโต้ของกลางเดินไปยังเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของนางสาววรวง ภริยาจำเลย กับที่ดินของนายวิทยา บุตรผู้ตาย แล้วผู้ตายถอนเสาปูนดังกล่าวออก จำเลยจึงไปถามผู้ตายถึงสาเหตุที่ถอนเสาปูน ทำให้ผู้ตายกับจำเลยมีปากเสียงโต้เถียงกัน จากนั้นผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันที่ศีรษะของจำเลย แต่จำเลยเอี้ยวตัวหลบไปด้านขวาแล้วยกมือซ้ายขึ้นกันอาวุธมีดอีโต้ของกลางไว้ ทำให้คมอาวุธมีดอีโต้ของกลางถูกนิ้วหัวแม่มือมือซ้ายของจำเลยได้รับอันตรายสาหัส จำเลยจึงใช้มือขวาจับข้อมือขวาของผู้ตายแล้วบิดทำให้อาวุธมีดอีโต้ของกลางหลุดจากมือขวาของผู้ตายตกลงไปที่พื้น จากนั้นจำเลยใช้มือขวาหยิบอาวุธมีดอีโต้ของกลางขึ้นมาและฟันไปที่ศีรษะผู้ตายหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุจำเลยไปมอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่ป้อมสายตรวจตำบลพันเสา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า นอกจากข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติดังกล่าวข้างต้นแล้ว ได้ความจากร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริ พนักงานสอบสวน ว่า จำเลยให้การชั้นสอบสวนว่า วันเวลาเกิดเหตุ ขณะจำเลยกำลังวิดน้ำเข้านา ผู้ตายเดินมาตามทุ่งนาของผู้ตายแล้วถอนเสาปูนที่ปักแสดงแนวเขตระหว่างที่ดินของภริยาจำเลยกับที่ดินของบุตรผู้ตาย จำเลยจึงเข้าไปหาผู้ตายแล้วถามว่า เจ้าพนักงานมารังวัดแล้วปักเสาปูนแล้ว มาถอนเสาออกทำไม ผู้ตายพูดว่า กูจะทำ มีปัญหาไหม มึงจะเอายังไงกับกู แล้วผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ที่ถือมาฟันจำเลยที่บริเวณลำตัว จำเลยหลบ แต่ไม่พ้นคมมีดจึงฟันถูกนิ้วมือของจำเลย จำเลยจับแขนขวาของผู้ตายซึ่งถืออาวุธมีดอีโต้อยู่ บิดแขนของผู้ตายทำให้อาวุธมีดอีโต้ร่วงลงพื้น แล้วจำเลยหยิบอาวุธมีดอีโต้ดังกล่าวขึ้นมาฟันไปที่บริเวณศีรษะของผู้ตายและหันอาวุธมีดอีโต้แล้วใช้ด้านข้างตีผู้ตายที่แขนขวาจนแขนหัก กับใช้ด้านคมมีดฟันไปที่ศีรษะของผู้ตายจนล้มลง เมื่อผู้ตายล้มลงแล้ว จำเลยใช้ด้านคมมีดฟันที่ศีรษะของผู้ตายอีก 2 ครั้ง แต่จำเลยเบิกความเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายเพียงว่า เมื่อจำเลยหยิบอาวุธมีดอีโต้ของกลางที่พื้นแล้วฟันศีรษะผู้ตายประมาณ 3 ครั้งติดต่อกัน ผู้ตายล้มลงหน้าคว่ำลงกับพื้น เห็นได้ว่าจำเลยให้การชั้นสอบสวนถึงรายละเอียดในการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายต่างจากคำเบิกความ แต่เมื่อจำเลยให้การต่อร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริหลังเกิดเหตุ 1 วัน และให้การเพิ่มเติมหลังเกิดเหตุ 4 วัน ย่อมไม่มีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองปรึกษาหารือกับบุคคลอื่นก่อนว่าจะให้การต่อสู้คดีอย่างไร กับจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยนั้น ร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริได้จัดทำขึ้นไม่ถูกต้องอย่างไร และคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายมีรายละเอียดมากกว่าที่จำเลยเบิกความ หากจำเลยไม่ได้ให้การตามความเป็นจริงก็ยากที่ร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริจะจัดทำขึ้นมาปรักปรำจำเลยได้ ทั้งลักษณะการฟันและตีผู้ตายตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยสอดคล้องกับร่องรอยบาดแผลต่าง ๆ ของผู้ตายที่ปรากฏตามรายงานการตรวจศพไว้ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยในส่วนนี้จึงรับฟังได้ ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติดังกล่าว พฤติการณ์ที่ผู้ตายถอนเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของภริยาจำเลยกับที่ดินของบุตรผู้ตาย เมื่อจำเลยไปสอบถามผู้ตายแล้วเกิดปากเสียงโต้เถียงกัน ผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันจำเลย ถือว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแก่จำเลยแล้ว แม้ต่อมาจำเลยแย่งอาวุธมีดอีโต้ของกลางได้จากผู้ตายก็ตาม แต่ขณะนั้นผู้ตายยังคงอยู่บริเวณที่เกิดเหตุจึงมิใช่ภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่จำเลยหมดไปแล้ว ในสถานการณ์เช่นนั้นจำเลยย่อมไม่มีเวลาคิดว่าต้องวิ่งหลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอดหรือรอผู้ตายเข้ามาแย่งอาวุธมีดอีโต้ของกลางจากจำเลย และไม่มีเหตุอันใดที่จำเลยจะเสี่ยงภัยต่อสู้กับผู้ตายอีก การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายจนล้มลงแล้ว แสดงว่าภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของผู้ตายนั้นถูกจำเลยควบคุมมิให้ก่อให้เกิดอันตรายแก่จำเลยได้อีกได้ ถือว่าภยันตรายที่ผู้ตายจะก่อแก่จำเลยหมดไปแล้ว จำเลยจึงไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายอีก ดังนี้ การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้งในขณะที่ผู้ตายล้มลงแล้ว นับได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 เพราะหากจำเลยไม่ใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้ง ผู้ตายคงไม่ถึงแก่ความตาย เพราะตามรายงานการตรวจศพ เป็นการชัดแจ้งแล้วว่าสาเหตุการตายเกิดจากการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะจากของแข็งมีคมขนาดหนักหลายบาดแผล คดีจึงฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฆ่าผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายสืบเนื่องจากผู้ตายไปถอนเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของนางสาววรวง ภริยาจำเลย กับนายวิทยา บุตรผู้ตาย แล้วใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันจำเลยก่อน นับว่าผู้ตายมีส่วนผิดอยู่ด้วยที่ทำให้เกิดเหตุในคดีนี้ขึ้น ประกอบกับจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 80,000 บาท ให้แก่นายวิทยาบุตรผู้ตาย จนไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย เห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 จำคุก 6 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 4 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 4 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ต่อปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260521_020000\000003.html
source_run
20260521_020000
supreme_black_case_no
อ.1158/2568
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568