คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7201/2568 ฉบับเต็ม

#722847
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7201/2568 พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาว น. กับพวก ผู้ร้อง นาย ธ. หรือ ม. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 252 ป.วิ.อ. มาตรา 40, มาตรา 43, มาตรา 44/1, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 และค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่กายดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่ง อย่างไรก็ตามในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 เมื่อคดีอาญาศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 แม้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 10,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และของต้นเงินจำนวน 5,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 โดยไม่ระบุเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีนั้นไม่ถูกต้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ปัญหาการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288 และนับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7793/2552 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6315/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.466/2562 ของศาลอาญาธนบุรี ระหว่างพิจารณา นางสาวนุชรี ผู้เสียหายที่ 2 และนายสุเมธ ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินคนละ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 83 จำคุก 10 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7793/2552 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6315/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.466/2562 ของศาลอาญาธนบุรี เนื่องจากจำเลยได้รับโทษจำคุกทั้งสามคดีดังกล่าวครบถ้วนแล้ว คำขอส่วนนี้ให้ยก กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 (ที่ถูก ผู้ร้องที่ 1) 10,000 บาท และผู้เสียหายที่ 3 (ที่ถูก ผู้ร้องที่ 2) 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 (ที่ถูก ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2) ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และยกคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2547 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ขณะที่นายใหม่ ผู้เสียหายที่ 1 นายสุเมธ ผู้เสียหายที่ 3 และนางสาวดวงดาวหรืออุ๊ ซึ่งเป็นคนรักของจำเลย ร่วมดื่มสุรากับพวกรวมประมาณ 10 คน อยู่ในบ้านข้างร้าน ธ. นางสาวดวงดาวมีปากเสียงกับเด็กหญิงกุ๋ย ไม่ทราบชื่อสกุล ครู่ต่อมาจำเลยซึ่งสวมเสื้อแขนสั้นสีดำ กางเกงสีน้ำเงินดำ ขับรถจักรยานยนต์พร้อมพวกซึ่งขับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่ง ไปหานางสาวดวงดาวที่ร้าน ธ. มีกลุ่มชายออกมาพบโดยคนหนึ่งถือไม้เบสบอลออกมาด้วย จำเลยกับพวกเห็นเช่นนั้นจึงขับรถจักรยานยนต์กลับออกไป ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2547 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา ขณะที่นางสาวนุชรี ผู้เสียหายที่ 2 พี่ของผู้เสียหายที่ 1 ประคองผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีอาการเมาสุราจากฝั่งถนนด้านหนึ่งไปอยู่ริมถนนฝั่งเดียวกับร้าน ธ. ห่างจากร้านประมาณ 15 เมตร และผู้เสียหายที่ 3 อยู่หน้าร้าน มีกลุ่มวัยรุ่นขับรถจักรยานยนต์ประมาณ 10 คัน แล่นผ่านผู้เสียหายที่ 3 จากนั้นผ่านผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 แล้วไปหยุดห่างจากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ประมาณ 30 เมตร คนหนึ่งในกลุ่มนั้นถือมีดดาบ และขณะเดียวกันคนที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันหนึ่งในกลุ่มลงจากรถ ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงไปทางผู้เสียหายทั้งสาม 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับบาดเจ็บ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ในแผนที่เกิดเหตุแสดงสถานที่เกิดเหตุระบุว่า พิเชษฐ อยู่ที่จุดหมายเลข 4 บริเวณหน้าร้านขายของชำ เห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาพวกไปยิงปืนในที่เกิดเหตุบริเวณถนนฝั่งตรงข้ามหน้าร้านปะยางซึ่งเป็นจุดหมายเลข 5 แต่นายอภิชาติเบิกความยืนยันว่าตนเองคือผู้ที่ลงลายมือชื่อระบุว่าพิเชษฐ เหตุเพราะขณะนั้นอายุเพียง 17 ปี กลัวมารดาจะทราบเรื่องและถูกลงโทษจึงไม่ใช้ชื่อจริง ซึ่งคำเบิกความของนายอภิชาติก็ไม่ปรากฏข้อพิรุธใดให้น่าสงสัยว่านายอภิชาติมิได้เป็นผู้ที่ลงลายมือชื่อว่าพิเชษฐ อีกทั้ง นายอภิชาติยังให้การในชั้นสอบสวนตรงกับที่เบิกความไว้ว่า ขณะเกิดเหตุนายอภิชาติซื้อของอยู่ตรงร้านขายของชำและเห็นจำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์มาจอดบริเวณถนนฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นร้านปะยางอีกด้วย ดังนี้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 3 และนายอภิชาติจึงสอดคล้องต้องกันและสมต่อเหตุผลมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์คันเดียวกับที่ขับไปร้าน ธ. ก่อนเกิดเหตุ โดยมีคนนั่งซ้อนท้ายไปในที่เกิดเหตุพร้อมกับกลุ่มรถจักรยานยนต์ประมาณ 10 คัน สำหรับคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 3 ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน ที่ผู้เสียหายที่ 3 ให้การว่า ผู้เสียหายที่ 3 เห็นจำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์ไปจอดหน้าร้านปะยาง คนที่นั่งซ้อนท้ายจำเลยใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้เสียหายที่ 1 แล้วยิงออกไป 1 นัด ถูกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับบาดเจ็บนั้น เป็นการให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนทันทีในวันเกิดเหตุ ซึ่งผู้เสียหายที่ 3 แทบจะไม่มีโอกาสได้ปรึกษาหารือผู้อื่นหรือคิดหาทางแต่งเติมเรื่องราวให้ผิดไปจากความจริง คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 3 จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ส่วนคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอภิชาติตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน ซึ่งนายอภิชาติให้การยืนยันว่า คนที่นั่งซ้อนท้ายจำเลยได้ลงจากรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยขับ ใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้เสียหายที่ 1 แล้วยิงออกไป 1 นัด นายอภิชาติไม่ทราบว่ากระสุนถูกใครหรือไม่ ขณะนั้นมีเจ้าพนักงานตำรวจออกตรวจมาถึงที่เกิดเหตุพอดี คนร้ายที่ยิงปืนดังกล่าวจึงวิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จำเลยติดเครื่องรออยู่และได้ขับหลบหนีไปนั้น ถึงแม้นายอภิชาติจะให้การไว้ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเกิดเหตุ 6 เดือนเศษก็ตาม แต่ปรากฏว่าในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งนายอภิชาติซึ่งลงลายมือชื่อว่าพิเชษฐนั้น ทำขึ้นในวันเกิดเหตุนั้นเอง โดยในแผนที่ดังกล่าวมีคำอธิบายจุดต่าง ๆ ในบริเวณที่เกิดเหตุสรุปความได้ว่า ขณะเกิดเหตุ นายอภิชาติเห็นจำเลยซึ่งอยู่ห่างเพียง 13 เมตร และจำได้ว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาพวกมายิงปืนในบริเวณที่เกิดเหตุ การที่นายอภิชาติลงลายมือชื่อยืนยันคำอธิบายดังกล่าวไว้ในวันเกิดเหตุอันเป็นระยะเวลากระชั้นชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ นายอภิชาติแทบไม่มีโอกาสปรึกษาผู้อื่นหรือคิดหาวิธีแต่งเติมถ้อยคำที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนด้วยข้อมูลที่ผิดไปจากความจริงเพื่อปรักปรำจำเลยซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน อีกทั้งนายอภิชาติย่อมจดจำเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้แม่นยำเพราะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่นาน เมื่อคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอภิชาติมีสาระสำคัญสอดคล้องต้องกันกับคำอธิบายเหตุการณ์ในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายไปยิงปืนในที่เกิดเหตุ คำให้การในชั้นสอบสวนของนายอภิชาติรวมทั้งแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์รวม 2 คัน ไปที่ร้าน ธ. เพื่อพบคนรักของจำเลย แต่มีผู้เสียหายที่ 1 กับพวก ซึ่งคนหนึ่งถือไม้เบสบอลออกมาเผชิญหน้า จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์กลับออกไป โดยโจทก์ยังมีคำให้การในชั้นสอบสวนของนายคมศักดิ์ ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษหรือพยาน อันได้ความสอดคล้องต้องกันด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยตั้งใจไปหานางสาวอุ๊โดยนายคมศักดิ์ไปกับจำเลย ขณะที่จำเลยจอดรถจักรยานยนต์เลยร้าน ธ. ไปเล็กน้อย มีชายออกมาทางร้านนั้น โต้เถียงกับจำเลย แล้วกลับเข้าไปในซอย จากนั้นพาเพื่อนประมาณ 7 ถึง 10 คน วิ่งถือไม้ออกมาไล่ตีจำเลย นายคมศักดิ์จึงให้พวกขับรถจักรยานยนต์พาตนเองออกไป ส่วนจำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามหลัง จากเหตุการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นที่ชัดเจนว่าต้องสร้างความไม่พอใจให้แก่จำเลย เพราะมีลักษณะที่ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกจะใช้ไม้เป็นอาวุธรุมทำร้ายจำเลยทั้งที่จำเลยมิได้มีท่าทีเข้าไปหาเรื่องทะเลาะวิวาท หลังจากนั้นอีกเพียงไม่เกิน 2 ชั่วโมง จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาพวกซ้อนท้ายพร้อมด้วยกลุ่มรถจักรยานยนต์อีกประมาณ 10 คัน เข้าไปในที่เกิดเหตุซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับร้าน ธ. ที่จำเลยกับพวกไปในครั้งแรก พวกของจำเลยคนหนึ่งถือมีดยาวออกมากวัดแกว่ง โดยไม่ปรากฏว่าในคืนนั้นมีใครอื่นอีกที่มีเรื่องบาดหมางกับทางฝ่ายผู้เสียหายที่ 1 กับพวก นอกจากจำเลยเท่านั้นที่รู้สึกไม่พอใจผู้เสียหายที่ 1 กับพวกด้วยเหตุดังกล่าว พฤติการณ์เช่นนี้เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นได้ว่า หลังจากจำเลยเผชิญหน้ากับผู้เสียหายที่ 1 กับพวกที่สร้างความไม่พอใจให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยไปตามสมัครพรรคพวกแล้วพากันขับรถจักรยานยนต์ประมาณ 10 คัน พร้อมทั้งพาอาวุธมีดและอาวุธปืนกลับมาที่เดิมเพื่อตอบโต้และวิวาทกับทางฝ่ายผู้เสียหายที่ 1 กับพวก และประการสำคัญคือคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงนั้นจงใจเล็งยิงไปที่ผู้เสียหายที่ 1 ทั้งที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ใกล้ชิดกับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นมาก่อนแต่อย่างใด อันแสดงให้เห็นว่าคนร้ายเจาะจงยิงผู้เสียหายที่ 1 เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นและกระทันหันโดยไม่ปรากฏว่าทางฝ่ายผู้เสียหายทั้งสามมีใครเคยรู้จักหรือเห็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงมาก่อน ซึ่งยากที่คนร้ายนั้นจะรู้ว่าคนไหนในที่เกิดเหตุคือผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ยิ่งแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าเหตุที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 ได้ถูกตัวก็เพราะจำเลยเป็นคนบอกคนร้ายที่ยิงปืนซึ่งอยู่ใกล้ชิดกันในเวลานั้นนั่นเอง ด้วยเหตุดังกล่าว ถึงแม้ว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 3 กับนายอภิชาติตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน รวมทั้งแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ที่ผู้เสียหายที่ 3 กับนายอภิชาติยืนยันตรงกันว่าเห็นคนร้ายที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยลงจากรถแล้วใช้อาวุธปืนยิงจะเป็นพยานบอกเล่า แต่ก็นับว่าเป็นพยานหลักฐานที่มีเหตุผลอันหนักแน่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ที่รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ให้คนร้ายที่ซ้อนท้ายลงจากรถใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นซึ่งเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรง และกระสุนปืนอาจถูกผู้อื่นที่อยู่ในวิถีกระสุนได้เกินกว่า 1 คน ยิงผู้เสียหายที่ 1 แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 1 ส่วนผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ถูกกระสุนปืนแต่ไม่ถึงแก่ความตาย แสดงว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับคนร้ายนั้นประสงค์ต่อผลในการฆ่าผู้เสียหายทั้งสาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ทางนำสืบของจำเลยที่รับว่า วันก่อนเกิดเหตุ เวลาประมาณ 23 นาฬิกา จำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์ไปหาคนรักของจำเลยที่ร้าน ธ. พบกลุ่มชายออกมาจะใช้ไม้ตี จำเลยกับพวกจึงขับรถจักรยานยนต์หนีออกไปนั้น เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 และค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุที่ได้รับอันตรายแก่กายดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่ง อย่างไรก็ตามในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อคดีอาญาศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 แม้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 10,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และของต้นเงินจำนวน 5,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 โดยไม่ระบุเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีนั้นไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ปัญหาการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 83 ให้จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน คดีส่วนแพ่งให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับดอกเบี้ยค่าสินไหมทดแทน หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อภิชาต ภมรบุตร-นุกูลกิจ เศรษฐกิจนุกูล-พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์) ศาลอาญาตลิ่งชัน - นายนที ศรีสอาด ศาลอุทธรณ์ - นายจิระศักดิ์ จันทร์สว่าง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.212/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ