คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3154/2568 ฉบับเต็ม

#722848
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3154/2568 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. โจทก์ นาย ธ. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 91, มาตรา 350 จำเลยทั้งสองนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากผู้อื่นเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับชำระหนี้แก่ที่ดินพิพาท เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้สำเร็จนับแต่วันที่จดทะเบียนขายฝาก การที่จำเลยทั้งสองไถ่ที่ดินพิพาทจากการขายฝากแล้วจดทะเบียนขายฝากในครั้งต่อ ๆ มาด้วยเจตนามิให้โจทก์บังคับชำระหนี้แก่ที่ดินพิพาทได้ จึงเป็นการกระทำหลายกรรมในแต่ละครั้งที่จดทะเบียนขายฝาก ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกคนละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 18 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากนางอาภรณ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นเรื่องขอให้เจ้าพนักงานตำรวจไกล่เกลี่ย ผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ดังกล่าว โดยตกลงกันว่าโจทก์จะขยายระยะเวลาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยทั้งสองออกไปมีกำหนด 3 ปี และโจทก์จะจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยทั้งสองเพื่อนำที่ดินดังกล่าวไปขายนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ดังนั้น เมื่อโจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้แล้ว จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องนำที่ดินพิพาทออกขายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 จากนั้นมีการไถ่ถอนการขายฝาก แล้วนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 จากนั้นมีการไถ่ถอนการขายฝาก แล้วนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2564 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้นำเงินที่ได้จากการขายฝากทั้ง 3 ครั้ง ไปชำระหนี้แก่โจทก์ การจดทะเบียนขายฝากที่ดินทั้ง 3 ครั้ง แล้วไม่นำเงินที่ได้จากการขายฝากไปชำระหนี้แก่โจทก์จึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้สำเร็จแล้วทุกครั้ง เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันมิใช่กรรมเดียว แม้โจทก์ไม่ได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาในคำขอท้ายฟ้อง แต่มาตรา 91 ไม่ใช่กฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ก็มิได้ระบุให้โจทก์ต้องอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาในคำขอท้ายคำฟ้องด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิด 3 กรรม อันเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ศาลย่อมสามารถลงโทษจำเลยทั้งสองหลายกรรมได้ มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา รอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษนั้น เห็นว่า โจทก์ให้โอกาสจำเลยทั้งสองซึ่งผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โดยยอมจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองเพื่อให้จำเลยทั้งสองนำที่ดินพิพาทออกขายแล้วนำเงินมาชำระหนี้ตามที่จำเลยทั้งสองขอเจรจาไกล่เกลี่ย การที่จำเลยทั้งสองนำที่ดินพิพาทออกขายฝากแล้วไม่นำเงินที่ได้มาชำระหนี้ให้โจทก์ นอกจากเป็นการกระทำผิดจากข้อตกลงการไกล่เกลี่ยแล้ว ยังเป็นการกระทำที่ไม่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งอาจถือได้ว่าเป็นการขัดขวางการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษโดยวางโทษจำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 1 ปี ก่อนลดโทษให้ และไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน (สมจิตต์ สุขกมลวัฒนา-ระบิล จันทรภิรมย์-มาลี เตชะจันตะ) ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นางสาวทิพวัลย์ แสงอุไร ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวรยศ เอกะกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3553/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
722848
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด",
        "judge": "นางสาวทิพวัลย์ แสงอุไร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวรยศ เอกะกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1780599626414"
    }
}
date
2568
deka_no
3154/2568
deka_running_no
3154
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "สมจิตต์ สุขกมลวัฒนา",
    "ระบิล จันทรภิรมย์",
    "มาลี เตชะจันตะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91",
            "ม. 350"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ธ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกคนละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 18 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากนางอาภรณ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นเรื่องขอให้เจ้าพนักงานตำรวจไกล่เกลี่ย ผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ดังกล่าว โดยตกลงกันว่าโจทก์จะขยายระยะเวลาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยทั้งสองออกไปมีกำหนด 3 ปี และโจทก์จะจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยทั้งสองเพื่อนำที่ดินดังกล่าวไปขายนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ดังนั้น เมื่อโจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้แล้ว จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องนำที่ดินพิพาทออกขายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 จากนั้นมีการไถ่ถอนการขายฝาก แล้วนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 จากนั้นมีการไถ่ถอนการขายฝาก แล้วนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2564 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้นำเงินที่ได้จากการขายฝากทั้ง 3 ครั้ง ไปชำระหนี้แก่โจทก์ การจดทะเบียนขายฝากที่ดินทั้ง 3 ครั้ง แล้วไม่นำเงินที่ได้จากการขายฝากไปชำระหนี้แก่โจทก์จึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้สำเร็จแล้วทุกครั้ง เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันมิใช่กรรมเดียว แม้โจทก์ไม่ได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาในคำขอท้ายฟ้อง แต่มาตรา 91 ไม่ใช่กฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ก็มิได้ระบุให้โจทก์ต้องอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาในคำขอท้ายคำฟ้องด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิด 3 กรรม อันเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ศาลย่อมสามารถลงโทษจำเลยทั้งสองหลายกรรมได้ มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา รอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษนั้น เห็นว่า โจทก์ให้โอกาสจำเลยทั้งสองซึ่งผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โดยยอมจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองเพื่อให้จำเลยทั้งสองนำที่ดินพิพาทออกขายแล้วนำเงินมาชำระหนี้ตามที่จำเลยทั้งสองขอเจรจาไกล่เกลี่ย การที่จำเลยทั้งสองนำที่ดินพิพาทออกขายฝากแล้วไม่นำเงินที่ได้มาชำระหนี้ให้โจทก์ นอกจากเป็นการกระทำผิดจากข้อตกลงการไกล่เกลี่ยแล้ว ยังเป็นการกระทำที่ไม่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งอาจถือได้ว่าเป็นการขัดขวางการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษโดยวางโทษจำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 1 ปี ก่อนลดโทษให้ และไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260605_020002\000008.html
source_run
20260605_020002
supreme_black_case_no
อ.3553/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568