ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4088 - 4089/2566
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์
นาย อ. กับพวก
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (3), มาตรา 5 (4)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ (1)...(2)...(3) มีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรมหรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว (4) จัดการ สั่งการ ช่วยเหลือ ยุยง อำนวยความสะดวก หรือให้คำปรึกษาในการกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว ผู้นั้นกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การกระทำที่จะมีความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามมาตรา 5 (3) และ (4) ผู้กระทำการดังกล่าวนั้นจะต้องรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าวด้วย
คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสามมีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการ จัดการ สั่งการ ช่วยเหลือ ยุยง อำนวยความสะดวก หรือให้คำปรึกษาในกิจกรรม การดำเนินการ หรือการกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเท่านั้น โดยมิได้ระบุว่าจำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวโดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นการบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามมาตรา 5 (3) และ (4) ได้
___________________________
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 3
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 25 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 7, 9, 10, 52 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 63, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 209, 210, 310, 312, 312 ตรี ริบของกลาง
จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (1) และ (2), 25 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) (2), 9 วรรคหนึ่ง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคแรก, 210 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 312 ตรี วรรคแรก พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานเป็นอั้งยี่ และฐานเป็นซ่องโจร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก คนละ 4 ปี ฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปและโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรม และโดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี และบุคคลอายุเกินสิบแปดปีขึ้นไป และฐานร่วมกันโดยทุจริตรับไว้ จำหน่าย เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งเด็กอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง และฐานให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าว เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 52 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ 9 ปี รวมจำคุกคนละ 13 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 6 เดือน ริบของกลาง
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามมีลักษณะเป็นการรับจ้างนำคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อส่งไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง จึงให้ลงโทษจำคุก คนละ 4 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางกล่ำ ได้รับข้อมูลจากนายถิรวัสส์หรือโอ๋ ผู้ต้องหากระทำความผิดในคดีค้ามนุษย์ของสถานีตำรวจภูธรควนมีดว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมานำไปซ่อนเร้นพักไว้ที่ป่าละเมาะที่เกิดเหตุ บริเวณทางเข้านิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ หมู่ที่ 5 เพื่อรอส่งต่อไปให้แก่นายจ้างที่ประเทศมาเลเซีย วันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจออกไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 8 คน คือ นายทุย อายุ 23 ปี นายโจเซน อายุ 30 ปี นายเซเมนาย อายุ 19 ปี นายลูซอ อายุ 43 ปี นางจีไว อายุ 42 ปี นางสาวแตโซ อายุ 16 ปี นางสาวปาอิ อายุ 18 ปี และนางสาวตินซา อายุ 18 ปี จึงช่วยเหลือนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางกล่ำ เพื่อคัดแยกว่าเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์หรือไม่ หลังจากนั้นศาลจังหวัดสงขลาออกหมายจับจำเลยทั้งสาม นายอ้าว นายประเสริฐหรือเชษฐ์ นายอ่าว หรือตัวเล็ก นางโย โย นายตะ นางสาวพลวรรธน์หรือบอยทอม และนายซอมไทหรือซอ โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน ฐานร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุกว่าสิบแปดปี และกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานเพื่อจะเอาคนลงเป็นทาสหรือให้มีฐานะคล้ายทาส นำเข้าในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พามาจากที่ใด ซื้อ ขาย จำหน่าย รับหรือหน่วงเหนี่ยวซึ่งบุคคลหนึ่งบุคคลใด ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ฐานร่วมกันโดยทุจริตรับไว้ หรือพาไปซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ฐานร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ฐานเป็นอั้งยี่ ฐานเป็นซ่องโจร และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายอ้าว ที่จังหวัดชุมพร ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 และอายัดตัวจำเลยที่ 3 ไว้ พร้อมกับยึดได้บัตรกดเงินสดอัตโนมัติ (ATM) ธนาคาร M. (มาเลเซีย) หมายเลข 5491 8620 xxxx xxxx และหมายเลข 4283 3220 xxxx xxxx บัตรกดเงินสดอัตโนมัติ (ATM) ธนาคาร B. (มาเลเซีย) หมายเลข 4799 6890 xxxx xxxx โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อซัมซุง หมายเลขอีมี่ 1 หมายเลขอีมี่ 2 พร้อมเบอร์โทรศัพท์ (DTAC) และเบอร์โทรศัพท์ (MY MAXIS) และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย พร้อมเบอร์โทรศัพท์ (DIGI) จากจำเลยที่ 2 เป็นของกลาง สำหรับคดีของจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำเลยทั้งสามมิได้ฎีกา ความผิดฐานนี้จึงเป็นอันยุติ
คดีนี้โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานอื่นนอกจากฐานที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษไปแล้ว และฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานอื่นด้วย เห็นว่า แม้พยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกับคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอ้าว ตามบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหา ทั้งยังได้ความจากพันตำรวจเอกศักดา ผู้ทำการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 9313 xxxx ของนายอ้าว พบว่าในช่วงวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2561 มีการโทรศัพท์ติดต่อกับนายประเสริฐ ที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 08 8831 xxxx จำนวน 144 ครั้ง ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 3743 xxxx จำนวน 3 ครั้ง ติดต่อกับนายถิรวัสส์ที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 3754 xxxx จำนวน 65 ครั้ง ติดต่อกับนายอ่าว ที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 06 3619 xxxx จำนวน 8 ครั้ง และติดต่อกับจำเลยที่ 3 ที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 06 3079 xxxx จำนวน 169 ครั้ง ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 08 8831 xxxx ของนายประเสริฐจดทะเบียนในชื่อนางภาวดี เมื่อตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์นอกจากจะพบการติดต่อกับนายอ้าว ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีการติดต่อกับนายอ่าว จำนวน 1 ครั้ง ติดต่อกับจำเลยที่ 1 จำนวน 8 ครั้ง ติดต่อกับนายถิรวัสส์ จำนวน 3 ครั้ง และติดต่อกับจำเลยที่ 3 จำนวน 12 ครั้ง ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 09 3754 xxxx ของนายถิรวัสส์จดทะเบียนในชื่อนางสาวน้ำฝน เมื่อตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์นอกจากจะพบการติดต่อกับนายประเสริฐและนายอ้าว ดังกล่าวแล้ว ยังมีการติดต่อกับจำเลยที่ 1 จำนวน 65 ครั้ง ตามบันทึกข้อความ เรื่อง รายงานผลการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงโทรศัพท์เคลื่อนที่คดีค้ามนุษย์ และหมายเรียกพยาน และได้ความจากพันตำรวจตรีหญิงนภาภรณ์ ผู้ทำการวิเคราะห์เส้นทางการเงินว่า จากการสอบปากคำนายอ้าว ให้การว่าเงินที่ตนโอนให้จำเลยที่ 3 นั้นเป็นค่าจ้างนายอ่าว ขนคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาจากเกาะสองข้ามฟากมาจังหวัดระนอง และค่าจ้างจำเลยที่ 3 ขนคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาจากจังหวัดระนองไปจังหวัดชุมพร โดยเงินดังกล่าวโกจวยนายหน้าที่อยู่ประเทศมาเลเซียให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้โอนเงินมาให้นายอ้าว ผ่านร้านรับแลกเปลี่ยนเงินของนายวรสิทธิ์ ที่ตั้งอยู่อำเภอสุไหง โก - ลก พร้อมกับมีแผนผังข้อมูลเส้นทางการโอนเงินจากบัญชีที่นายวรสิทธิ์ใช้ ไปยังบัญชีธนาคาร ก. หมายเลข 666 – 2 – xxxxx - x และหมายเลข 011 – 1 – 6xxxx - x อันเป็นบัญชีที่เปิดในชื่อนายอ้าว และ MRS. MEE ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอ้าว มานำสืบสนับสนุนก็ตาม แต่การที่จะเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์นั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับขณะที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิด บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) เป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งบุคคลใด โดยข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ ลักพาตัว ฉ้อฉล หลอกลวง ใช้อำนาจโดยมิชอบ ใช้อำนาจครอบงำบุคคลด้วยเหตุที่อยู่ในภาวะอ่อนด้อยทางร่างกาย จิตใจ การศึกษา หรือทางอื่นใดโดยมิชอบ ขู่เข็ญว่าจะใช้กระบวนการทางกฎหมายโดยมิชอบ หรือโดยให้เงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นแก่ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลบุคคลนั้นเพื่อให้ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลให้ความยินยอมแก่ผู้กระทำความผิดในการแสวงหาประโยชน์จากบุคคลที่ตนดูแล หรือ (2) เป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ซึ่งในวรรคสอง ให้นิยามคำว่า การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หมายความว่า ...การเอาคนลงเป็นทาสหรือให้มีฐานะคล้ายทาส ... การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ หรือการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม หากแต่กลับได้ความจากนายลูซอ นางจีไว นางสาวมิมิแตโซหรือแตโซ นายเซเมนาย และนางสาวปาอิว่า พวกตนต้องการไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียโดยเสียค่าใช้จ่ายให้นายหน้า โดยเฉพาะนายลูซอซึ่งเกี่ยวพันเป็นสามีนางจีไวและเป็นบิดานางสาวมิมิแตโซ กับเป็นญาติของนายเซเมนาย เบิกความถึงมูลเหตุที่พวกตนเดินทางออกจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่า ตนเคยทำงานที่ประเทศมาเลเซียกับนายจวนคนสัญชาติเมียนมา จึงได้ขอให้นายจวนติดต่อนายหน้านำพวกตนไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย และได้ความจากนางสาวตินซาว่า ตนตัดสินใจมาทำงานต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือมารดา ส่วนนายทุยและนายโจเซนก็ตอบข้อซักถามของเจ้าพนักงานในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และให้การในชั้นสอบสวนยืนยันว่าพวกตนต้องการมาทำงานในประเทศไทยจึงจ่ายเงินให้นายหน้าเพื่อให้พามาทำงานตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน และแบบสัมภาษณ์เบื้องต้นสำหรับคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ แม้นายอับดุลฆอนีย์หรือรอนิง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่รับจ้างขนคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาจะให้การในชั้นสอบสวนยืนยันว่ามีการเขียนตัวเลขที่ท้องแขนหรือบางครั้งก็มีการผูกเชือกสีที่ข้อมือคนสัญชาติเมียนมา หรือมีการใช้สรรพนามเรียกคนต่างด้าวแต่ละคนว่า ชิ้น หรือหากคนต่างด้าวดังกล่าวเดินทางมาแล้ว ไม่มีเงินชำระค่านายหน้าก็อาจถูกนำไปขายเพื่อใช้แรงงานทดแทนค่านายหน้านั้น นายอับดุลฆอนีย์ก็ให้การอธิบายถึงข้อเท็จจริงส่วนนี้ว่า การเขียนตัวเลขที่ท้องแขนหรือการผูกเชือกสีที่ข้อมือคนต่างด้าวนั้นเป็นเพียงการแบ่งกลุ่มคนต่างด้าวว่าต้องนำคนต่างด้าวกลุ่มดังกล่าวไปส่งที่ใดเท่านั้น พร้อมกับยืนยันว่า ในขณะที่คนต่างด้าวนั่งโดยสารในรถที่พยานขับ คนต่างด้าวที่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถโทรศัพท์ติดต่อกับญาติได้ ส่วนเรื่องที่ว่ามีการขายคนต่างด้าวนั้น นายอับดุลฆอนีย์ก็ให้การเพียงว่าอาจถูกนำไปขายเท่านั้น ซึ่งในชั้นพิจารณานายอับดุลฆอนีย์ก็มิได้เบิกความยืนยันถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด หากแต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากนายลูซอ นางจีไว นางสาวมิมิแตโซ นายเซเมนาย นางสาวปาอิ และนางสาวตินซาว่า ระหว่างที่พวกตนหลบซ่อนอยู่ในป่าละเมาะที่เกิดเหตุนั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำอาหารและน้ำดื่มมาให้รับประทาน เมื่อจำเลยที่ 1 พูดคุยกับนายทุยเสร็จก็กลับไป ซึ่งในชั้นสอบสวนคนต่างด้าวทั้งแปดต่างให้การตรงกันว่า ระหว่างหลบซ่อนอยู่ในป่าละเมาะที่เกิดเหตุพวกตนออกเงินกันให้นายลูซอและนายทุยเดินไปซื้ออาหารที่ร้านขายข้าวแกงซึ่งอยู่ห่างออกไป 2 ถึง 3 กิโลเมตร โดยเฉพาะนายลูซอให้การยืนยันว่าตนมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดตัวมาด้วยสามารถใช้โทรติดต่อในประเทศไทยได้ ซึ่งนายถิรวัสส์ก็ให้การในชั้นสอบสวนว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 นายอ้าว โทรศัพท์ติดต่อว่ามีคนต่างด้าวไม่สบายให้พาไปหาหมอ พร้อมกับโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ร. ชื่อบัญชี นางสาวน้ำฝน ภริยาของพยาน จำนวน 2,000 บาท เพื่อเป็นค่ายาและค่าใช้จ่ายในการพาคนต่างด้าวไปหาหมอ พยานจึงโอนเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 1,500 บาท ไว้ดูแลคนต่างด้าวดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าคนต่างด้าวทั้งแปดสมัครใจเดินทางเข้าประเทศไทยโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อไปทำงานที่ประเทศมาเลเชีย และนับแต่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยจนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจช่วยเหลือออกมาจากป่าละเมาะที่เกิดเหตุ คนต่างด้าวทั้งแปดมิได้ถูกบังคับขู่เข็ญ หน่วงเหนี่ยวกักขัง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายแต่อย่างใด การที่คนต่างด้าวทั้งแปดต้องอยู่อย่างหลบซ่อนในประเทศไทย ก็เนื่องจากคนต่างด้าวทั้งแปดเดินทางเข้าประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่าการนำคนต่างด้าวทั้งแปดเดินทางไปประเทศมาเลเซียนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเอาไปเป็นทาสหรือให้มีฐานะคล้ายทาส หรือนำไปบังคับใช้แรงงานอื่นใดอันจะถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ กรณีจึงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานค้ามนุษย์ การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่จัดหาที่หลบซ่อน อาหารและน้ำดื่มให้คนต่างด้าวทั้งแปดซึ่งมีนางสาวมิมิแตโซอายุไม่ถึงสิบแปดปีรวมอยู่ด้วย หรือการที่จำเลยที่ 3 รับจ้างขนคนต่างด้าวดังกล่าวจากจังหวัดระนองมายังจังหวัดชุมพร หรือการที่จำเลยที่ 2 โอนเงินให้นายอ้าว เพื่อเป็นค่าจ้างในการขนคนต่างด้าวโดยได้รับค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 1 จากยอดเงินที่โอนในแต่ละครั้งนั้น ก็มีลักษณะเป็นเพียงการรับจ้างทำงานให้โดยมุ่งหวังได้รับค่าจ้างตอบแทนแยกต่างหากจากกันเท่านั้น ทั้งโจทก์ก็ฎีกายอมรับว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวกไม่มีพยานหลักฐานยืนยันถึงขั้นเป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายในขบวนการลักลอบขนคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน ฐานร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุกว่าสิบแปดปี และกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานเพื่อจะเอาคนลงเป็นทาสหรือให้มีฐานะคล้ายทาส นำเข้าในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พามาจากที่ใด ซื้อ ขาย จำหน่าย รับหรือหน่วงเหนี่ยวซึ่งบุคคลหนึ่งบุคคลใด และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ฐานเป็นอั้งยี่ ฐานเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันโดยทุจริตรับไว้ หรือพาไปซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม สำหรับความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมายนั้น เห็นว่า ความผิดฐานนี้จะต้องปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเป็นคนนำหรือพาคนต่างด้าวจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวจากนอกราชอาณาจักรให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามมีส่วนเกี่ยวข้องในการพาคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาทั้งแปดจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวจากนอกราชอาณาจักรให้เข้ามาในราชอาณาจักร จำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดฐานนี้เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ (1)...(2)...(3) มีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรมหรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว (4) จัดการ สั่งการ ช่วยเหลือ ยุยง อำนวยความสะดวก หรือให้คำปรึกษาในการกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว ผู้นั้นกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การกระทำที่จะมีความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามมาตรา 5 (3) และ (4) ผู้กระทำการดังกล่าวนั้นจะต้องรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าวด้วย คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสามมีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการ จัดการ สั่งการ ช่วยเหลือ ยุยง อำนวยความสะดวก หรือให้คำปรึกษาในกิจกรรม การดำเนินการ หรือการกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเท่านั้น โดยมิได้ระบุว่าจำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวโดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นการบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามมาตรา 5 (3) และ (4) ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานอื่น ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 3 มิได้อุทธรณ์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ข้อเท็จจริงแห่งการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เกี่ยวพันกับจำเลยที่ 2 เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เป็นความผิดฐานอื่นนอกเหนือความผิดฐานร่วมกันช่วยด้วยประการใด ๆ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเพื่อให้พ้นจากการจับกุมดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา กับทั้งปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้พ้นจากความผิดฐานอื่นนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 42 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน
(รัชนี สุขใจ-พอพันธุ์ คิดจิตต์-ปฏิญญา สูตรสุวรรณ)
ศาลอาญา - นายชัยรัตน์ ชุมพล
ศาลอุทธรณ์ - นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
คม.27-28/2565
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ