คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7552/2568 ฉบับเต็ม

#722972
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7552/2568 บริษัท ท. โจทก์ นาย ภ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 887 กรมธรรม์ประกันภัย หมวดที่ 2 ข้อ 7 กำหนดข้อยกเว้นความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกว่า การประกันภัยตามหมวดนี้ ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 7.4 การใช้ลากจูงหรือผลักดัน เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย อันเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดที่ผู้รับประกันภัยจะยกขึ้นปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญเสียหรือความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหาย ข้อยกเว้นนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลภายนอก ย่อมต้องตีความโดยเคร่งครัด เมื่อพิจารณาว่าการประกันภัยมีหลายรูปแบบ ทั้งการประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและการประกันภัยประเภทสมัครใจ ข้อยกเว้นดังกล่าวไม่ได้ระบุเพิ่มเติมว่า การประกันภัยต้องเป็นการประกันภัยประเภทใด จึงไม่อาจตีความขยายความให้เป็นผลเสียต่อบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายว่าเฉพาะแต่กรณีรถที่ถูกลากจูงที่ได้เอาประกันภัยประเภทสมัครใจไว้กับจำเลยที่ 3 ดังนั้น เมื่อรถกระบะส่วนพ่วงที่จำเลยที่ 1 ขับได้เอาประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไว้กับจำเลยที่ 3 จึงต้องด้วยเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้นทั่วไปอันเป็นผลให้จำเลยที่ 3 ยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 175,895 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 171,605 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 44,362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยให้จำเลยที่ 1 รับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 3 รับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กรกฎาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 44,362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถบรรทุกและรถส่วนพ่วง จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถกระบะและรถส่วนพ่วง จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจรถกระบะที่จำเลยที่ 2 ครอบครอง มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2562 ถึงวันที่ 11 กันยายน 2563 และจำเลยที่ 3 ยังเป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับรถส่วนพ่วงที่จำเลยที่ 2 ครอบครอง มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 เวลา 10 นาฬิกา ภายในระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะลากจูงรถส่วนพ่วงดังกล่าวโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ผู้ครอบครองถือเสมือนจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยเฉี่ยวชนรถบรรทุกส่วนพ่วงของโจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เหตุเฉี่ยวชนเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 และของนายชำนาญศิลป์คนขับรถบรรทุกและรถส่วนพ่วงของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทมากกว่านายชำนาญศิลป์ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น พยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการหรือนายจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ คู่ความไม่อุทธรณ์ในประเด็นความประมาทของจำเลยที่ 1 และนายชำนาญศิลป์ และความรับผิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งฟังไม่ได้ว่ามีฐานะเป็นตัวการหรือนายจ้างของจำเลยที่ 1 คดีส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจของจำเลยที่ 3 หมวดที่ 2 ข้อ 7 กำหนดข้อยกเว้นความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกว่า การประกันภัยตามหมวดนี้ ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก... 7.4 การใช้ลากจูงหรือผลักดัน เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย ... อันเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดที่จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยจะยกขึ้นปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญเสียหรือความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 3 ข้อยกเว้นนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ย่อมต้องตีความโดยเคร่งครัด โดยพิเคราะห์ถึงความชัดเจนตามลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏเป็นสำคัญ ข้อยกเว้นความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกดังกล่าวระบุไว้ชัดแจ้งว่า ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการใช้ลากจูง เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย กรณีการเว้นข้อยกเว้นนั้น เมื่อพิจารณาว่า การประกันภัยมีหลายรูปแบบ ทั้งการประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและการประกันภัยประเภทสมัครใจ และข้อยกเว้นดังกล่าวมิได้ระบุเพิ่มเติมว่า การประกันภัยไว้กับบริษัทตามที่ระบุนั้น ต้องเป็นการประกันภัยประเภทใด อย่างไร จึงไม่อาจตีความขยายความให้เป็นผลเสียต่อบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายว่า เฉพาะแต่กรณีรถที่ถูกลากจูงได้เอาประกันภัยประเภทสมัครใจไว้กับจำเลยที่ 3 เท่านั้น จึงจะเข้าเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้นที่จำเลยที่ 3 ยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยได้ กรณีต้องตีความข้อยกเว้นดังกล่าวไปตามที่ปรากฏแห่งลายลักษณ์อักษรว่า หากรถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้เอาประกันภัยไว้กับบริษัทจำเลยที่ 3 ไม่ว่าเป็นประกันภัยประเภทใด ย่อมเข้าเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้น จำเลยที่ 3 ย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ไม่อาจยกข้อยกเว้นความคุ้มครอง ข้อ 7 ขึ้นปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ คดีนี้ เมื่อรถกระบะส่วนพ่วงที่จำเลยที่ 1 ขับได้เอาประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไว้กับจำเลยที่ 3 จึงต้องด้วยเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้นทั่วไปอันเป็นผลให้จำเลยที่ 3 ยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ข้อ 7.4 จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น จำเลยที่ 3 ไม่อุทธรณ์โต้แย้งจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นว่า จำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นเหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 44,362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ระบุความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปไม่ชัดเจน เมื่อศาลฎีกากำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดและกำหนดความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยที่ 3 จึงเห็นควรกำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้ชัดเจน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 44,362.50 บาท แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 รับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ส่วนจำเลยที่ 3 รับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และดอกเบี้ยก่อนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ต้องไม่เกิน 4,290 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง-ภัฏ วิภูมิรพี-อำนวย โอภาพันธ์) ศาลแขวงสระบุรี - นายไพรินทร์ ลาพระอินทร์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายชิโนรส ยงเกียรติกานต์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.53/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
722972
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงสระบุรี",
        "judge": "นายไพรินทร์ ลาพระอินทร์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายชิโนรส ยงเกียรติกานต์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082669569"
    }
}
date
2568
deka_no
7552/2568
deka_running_no
7552
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง",
    "ภัฏ วิภูมิรพี",
    "อำนวย โอภาพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 887"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ท."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ภ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 175,895 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 171,605 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 44,362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยให้จำเลยที่ 1 รับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 3 รับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กรกฎาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 44,362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถบรรทุกและรถส่วนพ่วง จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถกระบะและรถส่วนพ่วง จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจรถกระบะที่จำเลยที่ 2 ครอบครอง มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2562 ถึงวันที่ 11 กันยายน 2563 และจำเลยที่ 3 ยังเป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับรถส่วนพ่วงที่จำเลยที่ 2 ครอบครอง มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 เวลา 10 นาฬิกา ภายในระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะลากจูงรถส่วนพ่วงดังกล่าวโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ผู้ครอบครองถือเสมือนจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยเฉี่ยวชนรถบรรทุกส่วนพ่วงของโจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เหตุเฉี่ยวชนเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 และของนายชำนาญศิลป์คนขับรถบรรทุกและรถส่วนพ่วงของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทมากกว่านายชำนาญศิลป์ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น พยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการหรือนายจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ คู่ความไม่อุทธรณ์ในประเด็นความประมาทของจำเลยที่ 1 และนายชำนาญศิลป์ และความรับผิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งฟังไม่ได้ว่ามีฐานะเป็นตัวการหรือนายจ้างของจำเลยที่ 1 คดีส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจของจำเลยที่ 3 หมวดที่ 2 ข้อ 7 กำหนดข้อยกเว้นความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกว่า การประกันภัยตามหมวดนี้ ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก... 7.4 การใช้ลากจูงหรือผลักดัน เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย ... อันเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดที่จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยจะยกขึ้นปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญเสียหรือความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 3 ข้อยกเว้นนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ย่อมต้องตีความโดยเคร่งครัด โดยพิเคราะห์ถึงความชัดเจนตามลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏเป็นสำคัญ ข้อยกเว้นความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกดังกล่าวระบุไว้ชัดแจ้งว่า ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการใช้ลากจูง เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย กรณีการเว้นข้อยกเว้นนั้น เมื่อพิจารณาว่า การประกันภัยมีหลายรูปแบบ ทั้งการประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและการประกันภัยประเภทสมัครใจ และข้อยกเว้นดังกล่าวมิได้ระบุเพิ่มเติมว่า การประกันภัยไว้กับบริษัทตามที่ระบุนั้น ต้องเป็นการประกันภัยประเภทใด อย่างไร จึงไม่อาจตีความขยายความให้เป็นผลเสียต่อบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายว่า เฉพาะแต่กรณีรถที่ถูกลากจูงได้เอาประกันภัยประเภทสมัครใจไว้กับจำเลยที่ 3 เท่านั้น จึงจะเข้าเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้นที่จำเลยที่ 3 ยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยได้ กรณีต้องตีความข้อยกเว้นดังกล่าวไปตามที่ปรากฏแห่งลายลักษณ์อักษรว่า หากรถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้เอาประกันภัยไว้กับบริษัทจำเลยที่ 3 ไม่ว่าเป็นประกันภัยประเภทใด ย่อมเข้าเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้น จำเลยที่ 3 ย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ไม่อาจยกข้อยกเว้นความคุ้มครอง ข้อ 7 ขึ้นปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ คดีนี้ เมื่อรถกระบะส่วนพ่วงที่จำเลยที่ 1 ขับได้เอาประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไว้กับจำเลยที่ 3 จึงต้องด้วยเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้นทั่วไปอันเป็นผลให้จำเลยที่ 3 ยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ข้อ 7.4 จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น จำเลยที่ 3 ไม่อุทธรณ์โต้แย้งจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นว่า จำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นเหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 44,362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ระบุความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปไม่ชัดเจน เมื่อศาลฎีกากำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดและกำหนดความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยที่ 3 จึงเห็นควรกำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้ชัดเจน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 44,362.50 บาท แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 รับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ส่วนจำเลยที่ 3 รับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และดอกเบี้ยก่อนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ต้องไม่เกิน 4,290 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000002.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
พณ.53/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568