คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7903/2568 ฉบับเต็ม

#723012
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7903/2568 นาง ย. โจทก์ นาย บ. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 744 ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม, มาตรา 179 วรรคท้าย โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์ และหนี้ผิดสัญญาโอนสิทธิการขายโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล กรณีโจทก์กับสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนที่มีจำเลยเป็นนายกสมาคม ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้แทนในการรับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากสมาคมไปจำหน่ายต่อ แต่ต่อมาสมาคมและจำเลยไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า หนี้ตามฟ้องทั้งสองรายการเป็นมูลหนี้เดียวกันเพราะหลังจากที่สมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ โจทก์เรียกค่าเสียหาย 700,000 บาท ต่อมาจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อเป็นประกันหนี้พร้อมดอกเบี้ยในวงเงิน 1,308,200 บาท การจดทะเบียนจำนองดังกล่าวจึงไม่ใช่การจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เพราะไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยและโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อโจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยก็ยังคงไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนองและจำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ประเด็นที่พิพาทในคดีจึงมีว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์หรือไม่และหนี้ตามสัญญาจำนองระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 หรือไม่ หากรับฟังได้ตามที่จำเลยให้การว่าไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลย เป็นผลให้โจทก์ไม่อาจบังคับจำนองโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ในคดีนี้ ส่วนที่จำเลยมีคำขอท้ายคำฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหรือระงับการจำนอง นั้น มีความหมายในทำนองว่าให้โจทก์ไปดำเนินการเพื่อไถ่ถอนจำนอง เนื่องจากจำนองระงับสิ้นไปโดยไม่มีภาระหนี้จำนองการประกันหนี้กู้ยืมเงินตามที่จำเลยให้การแล้ว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการเพื่อขอไถ่ถอนการจำนองเพื่อให้ได้โฉนดที่ดินส่งมอบกลับคืนมายังจำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่มิได้เป็นเงื่อนไข และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และ 179 วรรคท้าย ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 34539 จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง สัญญาจำนองลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมเงิน 1,308,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และหนี้ผิดสัญญาโอนสิทธิการขายโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล ตามที่โจทก์เคยทำบันทึกข้อตกลงกับสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนที่มีจำเลยเป็นนายกสมาคม ในการเป็นตัวแทนรับสลากกินแบ่งรัฐบาลไปจากสมาคมเพื่อนำไปจำหน่าย แต่ต่อมาสมาคมผิดสัญญาและเป็นหนี้โจทก์ และจำเลยได้ทำสัญญาจำนองประกันหนี้ดังกล่าวไว้ แต่สมาคมไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงยื่นฟ้องสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนเป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยเป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว และจำเลยร่วมกันชำระเงิน 497,390 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 393,750 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนอง ซึ่งผู้ซื้อต้องรับภาระหนี้จำนองไปด้วย จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้จากการขายทอดตลาด แต่ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ จึงต้องชำระหนี้จำนองต้นเงิน 1,308,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาจำนอง (วันที่ 6 พฤษภาคม 2557) จนถึงวันฟ้อง รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 2,289,350 บาท โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินและไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 34539 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นเงิน 2,289,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,308,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนและไม่ไถ่ถอนจำนอง ขอให้ทรัพย์จำนองหลุดเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหรือระงับการจำนองโฉนดที่ดินเลขที่ 34539 หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยนั้น เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จึงไม่รับฟ้องแย้ง (ที่ถูก ศาลชั้นต้นต้องสั่งด้วยว่า จำเลยไม่ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง จึงไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งที่จะต้องมีคำสั่ง) จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์ และหนี้ผิดสัญญาโอนสิทธิการขายโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาล กรณีโจทก์กับสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนที่มีจำเลยเป็นนายกสมาคม ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้แทนในการรับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากสมาคมไปจำหน่ายต่อ แต่ต่อมาสมาคมและจำเลยไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า หนี้ตามฟ้องทั้งสองรายการเป็นมูลหนี้เดียวกัน เพราะหลังจากที่สมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ โจทก์เรียกค่าเสียหาย 700,000 บาท ต่อมาจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อเป็นประกันหนี้พร้อมดอกเบี้ยในวงเงิน 1,308,200 บาท การจดทะเบียนจำนองดังกล่าวจึงไม่ใช่การจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เพราะไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย และโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อโจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยก็ยังคงไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนอง และจำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ประเด็นที่พิพาทในคดีจึงมีว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์หรือไม่ และหนี้ตามสัญญาจำนองระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 หรือไม่ หากศาลพิจารณาพยานหลักฐานแล้วรับฟังได้ตามที่จำเลยให้การว่าไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลย เป็นผลให้โจทก์ไม่อาจบังคับจำนองโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ในคดีนี้ ส่วนที่จำเลยมีคำขอท้ายคำฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหรือระงับการจำนอง นั้น มีความหมายในทำนองว่าให้โจทก์ไปดำเนินการเพื่อไถ่ถอนจำนอง เนื่องจากจำนองระงับสิ้นไป โดยไม่มีภาระหนี้จำนองการประกันหนี้กู้ยืมเงินตามที่จำเลยให้การแล้ว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการเพื่อขอไถ่ถอนการจำนอง เพื่อให้ได้โฉนดที่ดินส่งมอบกลับคืนมายังจำเลย หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยจะต้องเป็นผู้ดำเนินการเป็นคดีใหม่ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่มิได้เป็นเงื่อนไข และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม พอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และ 179 วรรคท้าย ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้น ที่ไม่รับฟ้องแย้งนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ปฏิญญา สูตรสุวรรณ-ธีระศักดิ์ วริวงศ์-ธนกฤต กมลวัทน์) ศาลจังหวัดลำพูน - นางสาวศศิเพ็ญ จันทโสภีพันธ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางสาวรัชนี ไชยแก้วเมรุ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.154/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
723012
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดลำพูน",
        "judge": "นางสาวศศิเพ็ญ จันทโสภีพันธ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นางสาวรัชนี ไชยแก้วเมรุ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1780945205700"
    }
}
date
2568
deka_no
7903/2568
deka_running_no
7903
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "ปฏิญญา สูตรสุวรรณ",
    "ธีระศักดิ์ วริวงศ์",
    "ธนกฤต กมลวัทน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 744"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177 วรรคสาม",
            "ม. 179 วรรคท้าย"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง ย."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย บ."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 34539 จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง สัญญาจำนองลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมเงิน 1,308,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และหนี้ผิดสัญญาโอนสิทธิการขายโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล ตามที่โจทก์เคยทำบันทึกข้อตกลงกับสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนที่มีจำเลยเป็นนายกสมาคม ในการเป็นตัวแทนรับสลากกินแบ่งรัฐบาลไปจากสมาคมเพื่อนำไปจำหน่าย แต่ต่อมาสมาคมผิดสัญญาและเป็นหนี้โจทก์ และจำเลยได้ทำสัญญาจำนองประกันหนี้ดังกล่าวไว้ แต่สมาคมไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงยื่นฟ้องสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนเป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยเป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว และจำเลยร่วมกันชำระเงิน 497,390 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 393,750 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนอง ซึ่งผู้ซื้อต้องรับภาระหนี้จำนองไปด้วย จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้จากการขายทอดตลาด แต่ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ จึงต้องชำระหนี้จำนองต้นเงิน 1,308,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาจำนอง (วันที่ 6 พฤษภาคม 2557) จนถึงวันฟ้อง รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 2,289,350 บาท โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินและไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 34539 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นเงิน 2,289,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,308,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนและไม่ไถ่ถอนจำนอง ขอให้ทรัพย์จำนองหลุดเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหรือระงับการจำนองโฉนดที่ดินเลขที่ 34539 หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยนั้น เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จึงไม่รับฟ้องแย้ง (ที่ถูก ศาลชั้นต้นต้องสั่งด้วยว่า จำเลยไม่ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง จึงไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งที่จะต้องมีคำสั่ง)

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์ และหนี้ผิดสัญญาโอนสิทธิการขายโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาล กรณีโจทก์กับสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนที่มีจำเลยเป็นนายกสมาคม ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้แทนในการรับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากสมาคมไปจำหน่ายต่อ แต่ต่อมาสมาคมและจำเลยไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า หนี้ตามฟ้องทั้งสองรายการเป็นมูลหนี้เดียวกัน เพราะหลังจากที่สมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ โจทก์เรียกค่าเสียหาย 700,000 บาท ต่อมาจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อเป็นประกันหนี้พร้อมดอกเบี้ยในวงเงิน 1,308,200 บาท การจดทะเบียนจำนองดังกล่าวจึงไม่ใช่การจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เพราะไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย และโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อโจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยก็ยังคงไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนอง และจำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ประเด็นที่พิพาทในคดีจึงมีว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์หรือไม่ และหนี้ตามสัญญาจำนองระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 หรือไม่ หากศาลพิจารณาพยานหลักฐานแล้วรับฟังได้ตามที่จำเลยให้การว่าไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลย เป็นผลให้โจทก์ไม่อาจบังคับจำนองโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ในคดีนี้ ส่วนที่จำเลยมีคำขอท้ายคำฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหรือระงับการจำนอง นั้น มีความหมายในทำนองว่าให้โจทก์ไปดำเนินการเพื่อไถ่ถอนจำนอง เนื่องจากจำนองระงับสิ้นไป โดยไม่มีภาระหนี้จำนองการประกันหนี้กู้ยืมเงินตามที่จำเลยให้การแล้ว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการเพื่อขอไถ่ถอนการจำนอง เพื่อให้ได้โฉนดที่ดินส่งมอบกลับคืนมายังจำเลย หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยจะต้องเป็นผู้ดำเนินการเป็นคดีใหม่ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่มิได้เป็นเงื่อนไข และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม พอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และ 179 วรรคท้าย ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้น ที่ไม่รับฟ้องแย้งนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260609_020000\000002.html
source_run
20260609_020000
supreme_black_case_no
พ.154/2568
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568