คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8274/2568 ฉบับเต็ม

#723022
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8274/2568 บริษัท ด. โจทก์ บริษัท ฟ. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 91 พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ความผิดต่อ พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 กำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดไว้ว่า ต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด... จึงจะลงโทษฐานเป็นตัวการกระทำความผิดได้ แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน การที่จำเลยที่ 2 เปลี่ยนให้ตนเองเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดต่อโจทก์ผู้ถือหุ้นที่แท้จริงและจำเลยที่ 1 บริษัทซึ่งมีหุ้นนั้นเป็นทุนจดทะเบียน จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน และการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำในขอบวัตถุประสงค์หรือทำเพื่อประโยชน์อย่างใดของจำเลยที่ 1 ทั้งยังทำให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ขาดลักษณะหรือคุณสมบัติเฉพาะตัวอันเป็นองค์ประกอบความผิด จึงไม่อาจเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ได้ แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 และเห็นสมควรยกฟ้องโจทก์เฉพาะแต่จำเลยที่ 1 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (1), (2) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยทั้งสองกระทำความผิดรวม 2 กระทง เฉพาะจำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 50,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นปรับ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาพิเศษ เพื่อลวงให้โจทก์ในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นนั้นขาดประโยชน์หรือเงินปันผลอันควรได้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 วรรคท้าย ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกหรือลงโทษสถานเบาแก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติว่า ก่อนเกิดเหตุหุ้นของจำเลยที่ 1 มี 1,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท บริษัท ร. ถือหุ้น 450,000 หุ้น นายสมชัย ถือหุ้น 100,000 หุ้น โจทก์ถือหุ้น 450,000 หุ้น จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการขาดทุนตลอดมา ปี 2562 มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเพิ่มทุน โจทก์ไม่ยอมเพิ่มทุน วันที่ 27 สิงหาคม 2562 โจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ให้จำเลยที่ 2 ว่าหากจำเลยที่ 2 ต้องการถอนหุ้น จำเลยที่ 2 จะได้รับเงินจากโจทก์ 21,262,152 บาท และโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 ทั้งหมดให้โจทก์ หากโจทก์ต้องการถอนหุ้น โจทก์ต้องจ่ายเงินแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 2,290,704 บาท และโอนหุ้นของโจทก์ทั้งหมดให้จำเลยที่ 2 หลังจากนั้นโจทก์เงียบหายไป จนกระทั่งต้นปี 2564 โจทก์โทรศัพท์เจรจาตกลงกับจำเลยที่ 2 โดยขอถอนหลักประกันที่โจทก์วางเงินค้ำประกันผลงานของจำเลยที่ 1 ไว้กับธนาคาร ย. สาขาถนนวิทยุ จำนวน 7,000,000 บาทเศษ ซึ่งในการขอถอนหลักประกันดังกล่าวโจทก์ตกลงจะให้เงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 2,000,000 บาท เพื่อเป็นหลักประกันแทนหลักประกันที่โจทก์ขอถอนไป แต่โจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คแก่จำเลยที่ 2 เพียงบางส่วนเป็นเงิน 1,060,000 บาท เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงดำเนินกิจการต่อไปและยื่นขอกู้เงินจากธนาคาร ย. เพื่อนำเงินมาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 ธนาคารได้ตรวจสอบหลักฐานพบว่าโจทก์ติดแบล็คลิสต์ต่อสถาบันการเงินที่ประเทศสิงคโปร์ทำให้ธนาคารไม่อนุมัติให้กู้เงิน จำเลยที่ 2 คิดว่าการที่โจทก์ขอถอนหลักประกันเป็นการไม่สนใจที่จะดำเนินกิจการต่อแล้ว จำเลยที่ 2 เข้าใจว่าโจทก์ต้องการถอนหุ้นออก วันที่ 19 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการเอาชื่อโจทก์ออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยโอนหุ้นของโจทก์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 และแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นแทน วันที่ 20 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 ได้ส่งสำเนารายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียน จากนั้นเปลี่ยนชื่อบริษัท ด. เป็นบริษัท ฟ. ซึ่งก็คือจำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์ไม่ประสงค์โอนหุ้น จำเลยที่ 2 โอนหุ้นกลับคืนมาให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2565 ก่อนโจทก์ฟ้อง เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างตรงไปตรงมา การที่โจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ให้จำเลยที่ 2 ว่าหากจำเลยที่ 2 ต้องการถอนหุ้น จำเลยที่ 2 จะได้รับเงินจากโจทก์ 21,262,152 บาท และโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 ทั้งหมดให้โจทก์ หากโจทก์ต้องการถอนหุ้น โจทก์ต้องจ่ายเงินแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 2,290,704 บาท และโอนหุ้นของโจทก์ทั้งหมดให้จำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์โทรศัพท์เจรจาตกลงกับจำเลยที่ 2 โดยขอถอนหลักประกันที่โจทก์วางเงินค้ำประกันผลงานของจำเลยที่ 1 ไว้กับธนาคาร ย. สาขาถนนวิทยุ จำนวน 7,000,000 บาทเศษ โดยโจทก์ตกลงจะให้เงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 2,000,000 บาท เพื่อเป็นหลักประกันแทนหลักประกันที่โจทก์ขอถอนไป แต่โจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คแก่จำเลยที่ 2 เพียงบางส่วนเป็นเงิน 1,060,000 บาท ดังนั้น การที่โจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือโทรศัพท์เจรจากับจำเลยที่ 2 ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ขอถอนหุ้น การที่จำเลยที่ 2 นำส่งงบการเงินพร้อมแนบสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจึงเป็นการกระทำโดยพลการนอกเหนือเจตนาของโจทก์ หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะกู้เงินจากธนาคาร ย. เพื่อนำเงินมาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 แต่ติดขัดเกี่ยวกับเครดิตของโจทก์ จำเลยที่ 2 ควรสอบถามโจทก์ให้ชัดเจนก่อนว่าจะขอถอนหุ้นหรือไม่ การที่จำเลยที่ 2 ไม่สอบถาม และการที่จำเลยที่ 2 ส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความเท็จย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 แจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครว่าโจทก์ยังเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,500,000 บาท ถือเป็นการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ว่า ไม่ติดใจว่ากล่าวเอาความกับจำเลยที่ 2 และขอให้ศาลรอการลงโทษ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และนับถึงวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำเลยที่ 2 มีอายุมากถึง 69 ปี ทั้งยังมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว จึงมีเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 กำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดไว้ว่า ต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด... จึงจะลงโทษฐานเป็นตัวการกระทำผิดได้ แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน การที่จำเลยที่ 2 เปลี่ยนให้ตนเองเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดต่อโจทก์ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง และจำเลยที่ 1 บริษัทซึ่งมีหุ้นเป็นทุนจดทะเบียนจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน และการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำในขอบวัตถุประสงค์หรือทำเพื่อประโยชน์อย่างใดของจำเลยที่ 1 ทั้งยังทำให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ขาดลักษณะหรือคุณสมบัติเฉพาะตัวอันเป็นองค์ประกอบความผิด จึงไม่อาจเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 มาด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นสมควรยกฟ้องโจทก์เฉพาะแต่จำเลยที่ 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี ปรับกระทงละ 100,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน ปรับกระทงละ 50,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 100,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ประชา งามลำยวง-วรวิทย์ ฤทธิทิศ-ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน) ศาลอาญาพระโขนง - นายอนันต์ ลิขิตธนบัติ ศาลอุทธรณ์ - นายณภชนก บุญสิทธิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1321/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
723022
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญาพระโขนง",
        "judge": "นายอนันต์ ลิขิตธนบัติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายณภชนก บุญสิทธิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082667697"
    }
}
date
2568
deka_no
8274/2568
deka_running_no
8274
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "ประชา งามลำยวง",
    "วรวิทย์ ฤทธิทิศ",
    "ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499",
        "sections": [
            "ม. 42"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ด."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ฟ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (1), (2) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยทั้งสองกระทำความผิดรวม 2 กระทง เฉพาะจำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 50,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นปรับ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาพิเศษ เพื่อลวงให้โจทก์ในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นนั้นขาดประโยชน์หรือเงินปันผลอันควรได้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 วรรคท้าย ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกหรือลงโทษสถานเบาแก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติว่า ก่อนเกิดเหตุหุ้นของจำเลยที่ 1 มี 1,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท บริษัท ร. ถือหุ้น 450,000 หุ้น นายสมชัย ถือหุ้น 100,000 หุ้น โจทก์ถือหุ้น 450,000 หุ้น จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการขาดทุนตลอดมา ปี 2562 มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเพิ่มทุน โจทก์ไม่ยอมเพิ่มทุน วันที่ 27 สิงหาคม 2562 โจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ให้จำเลยที่ 2 ว่าหากจำเลยที่ 2 ต้องการถอนหุ้น จำเลยที่ 2 จะได้รับเงินจากโจทก์ 21,262,152 บาท และโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 ทั้งหมดให้โจทก์ หากโจทก์ต้องการถอนหุ้น โจทก์ต้องจ่ายเงินแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 2,290,704 บาท และโอนหุ้นของโจทก์ทั้งหมดให้จำเลยที่ 2 หลังจากนั้นโจทก์เงียบหายไป จนกระทั่งต้นปี 2564 โจทก์โทรศัพท์เจรจาตกลงกับจำเลยที่ 2 โดยขอถอนหลักประกันที่โจทก์วางเงินค้ำประกันผลงานของจำเลยที่ 1 ไว้กับธนาคาร ย. สาขาถนนวิทยุ จำนวน 7,000,000 บาทเศษ ซึ่งในการขอถอนหลักประกันดังกล่าวโจทก์ตกลงจะให้เงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 2,000,000 บาท เพื่อเป็นหลักประกันแทนหลักประกันที่โจทก์ขอถอนไป แต่โจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คแก่จำเลยที่ 2 เพียงบางส่วนเป็นเงิน 1,060,000 บาท เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงดำเนินกิจการต่อไปและยื่นขอกู้เงินจากธนาคาร ย. เพื่อนำเงินมาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 ธนาคารได้ตรวจสอบหลักฐานพบว่าโจทก์ติดแบล็คลิสต์ต่อสถาบันการเงินที่ประเทศสิงคโปร์ทำให้ธนาคารไม่อนุมัติให้กู้เงิน จำเลยที่ 2 คิดว่าการที่โจทก์ขอถอนหลักประกันเป็นการไม่สนใจที่จะดำเนินกิจการต่อแล้ว จำเลยที่ 2 เข้าใจว่าโจทก์ต้องการถอนหุ้นออก วันที่ 19 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการเอาชื่อโจทก์ออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยโอนหุ้นของโจทก์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 และแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นแทน วันที่ 20 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 ได้ส่งสำเนารายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียน จากนั้นเปลี่ยนชื่อบริษัท ด. เป็นบริษัท ฟ. ซึ่งก็คือจำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์ไม่ประสงค์โอนหุ้น จำเลยที่ 2 โอนหุ้นกลับคืนมาให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2565 ก่อนโจทก์ฟ้อง เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างตรงไปตรงมา การที่โจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ให้จำเลยที่ 2 ว่าหากจำเลยที่ 2 ต้องการถอนหุ้น จำเลยที่ 2 จะได้รับเงินจากโจทก์ 21,262,152 บาท และโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 ทั้งหมดให้โจทก์ หากโจทก์ต้องการถอนหุ้น โจทก์ต้องจ่ายเงินแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 2,290,704 บาท และโอนหุ้นของโจทก์ทั้งหมดให้จำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์โทรศัพท์เจรจาตกลงกับจำเลยที่ 2 โดยขอถอนหลักประกันที่โจทก์วางเงินค้ำประกันผลงานของจำเลยที่ 1 ไว้กับธนาคาร ย. สาขาถนนวิทยุ จำนวน 7,000,000 บาทเศษ โดยโจทก์ตกลงจะให้เงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 2,000,000 บาท เพื่อเป็นหลักประกันแทนหลักประกันที่โจทก์ขอถอนไป แต่โจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คแก่จำเลยที่ 2 เพียงบางส่วนเป็นเงิน 1,060,000 บาท ดังนั้น การที่โจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือโทรศัพท์เจรจากับจำเลยที่ 2 ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ขอถอนหุ้น การที่จำเลยที่ 2 นำส่งงบการเงินพร้อมแนบสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจึงเป็นการกระทำโดยพลการนอกเหนือเจตนาของโจทก์ หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะกู้เงินจากธนาคาร ย. เพื่อนำเงินมาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 แต่ติดขัดเกี่ยวกับเครดิตของโจทก์ จำเลยที่ 2 ควรสอบถามโจทก์ให้ชัดเจนก่อนว่าจะขอถอนหุ้นหรือไม่ การที่จำเลยที่ 2 ไม่สอบถาม และการที่จำเลยที่ 2 ส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความเท็จย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 แจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครว่าโจทก์ยังเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,500,000 บาท ถือเป็นการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ว่า ไม่ติดใจว่ากล่าวเอาความกับจำเลยที่ 2 และขอให้ศาลรอการลงโทษ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และนับถึงวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำเลยที่ 2 มีอายุมากถึง 69 ปี ทั้งยังมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว จึงมีเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 กำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดไว้ว่า ต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด... จึงจะลงโทษฐานเป็นตัวการกระทำผิดได้ แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน การที่จำเลยที่ 2 เปลี่ยนให้ตนเองเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดต่อโจทก์ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง และจำเลยที่ 1 บริษัทซึ่งมีหุ้นเป็นทุนจดทะเบียนจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน และการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำในขอบวัตถุประสงค์หรือทำเพื่อประโยชน์อย่างใดของจำเลยที่ 1 ทั้งยังทำให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ขาดลักษณะหรือคุณสมบัติเฉพาะตัวอันเป็นองค์ประกอบความผิด จึงไม่อาจเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 มาด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นสมควรยกฟ้องโจทก์เฉพาะแต่จำเลยที่ 1

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี ปรับกระทงละ 100,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน ปรับกระทงละ 50,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 100,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000001.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
อ.1321/2568
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568