ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 915/2566
พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์
นาง ช.
โจทก์ร่วม
นางสาว ส.
จำเลย
ป.อ. มาตรา 341
ป.วิ.อ. มาตรา 47
ปัญหาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2564 มีใจความว่า โจทก์ร่วมและจำเลยยินยอมตกลงกันโดยให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ นอกจากข้อเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ร่วมกับจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีกทั้งทางแพ่งและอาญา ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ อีกทั้งภายหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้จากจำเลยตามข้อตกลงดังกล่าวรวม 2 งวด ถือได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานฉ้อโกงทั้งสองกระทงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) แม้ภายหลังโจทก์ร่วมจะแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยังคงติดใจดำเนินคดีอาญา โดยจะตกลงยอมความในทางอาญาและถอนคำร้องทุกข์ก็ต่อเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ก็หามีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องซึ่งได้ระงับไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกลับเป็นไม่ระงับไปไม่ และเมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้ว ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท แก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย แต่เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คดีส่วนแพ่งย่อมเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268, 341 ให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท แก่ผู้เสียหาย และริบของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง
ระหว่างพิจารณา นางชนันญา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฉ้อโกงและข้อหาใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม ส่วนข้อหาปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและปลอมเอกสารราชการนั้น โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,161,501 บาท นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คดีส่วนแพ่งโจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 28 มกราคม 2564 ขอให้พิพากษาตามยอม
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 341 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกงกระทงแรก จำคุก 2 ปี ฐานฉ้อโกงกระทงหลัง ฐานปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการ และฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการปลอม การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการและเป็นผู้ใช้เอกสารปลอมดังกล่าว จึงลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) ตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานฉ้อโกง คงจำคุก 1 ปี ฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการปลอม คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับคดีส่วนแพ่งพิพากษาตามยอม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่ต้องมีการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยหลอกลวงบุตรของโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบเงินแก่จำเลย 561,501 บาท และจำเลยปลอมโฉนดที่ดิน สำเนาหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินของกลางมาใช้อ้างแสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อขอกู้ยืมเงิน เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบเงินแก่จำเลยอีก 600,000 บาท โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 แล้วโจทก์ร่วมกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีส่วนแพ่งว่าจำเลยตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วม 800,000 บาท โดยชำระในวันทำสัญญา 50,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 750,000 บาท จะผ่อนชำระรวม 15 งวด งวดที่ 1 ถึงที่ 5 ชำระงวดละ 30,000 บาท งวดที่ 6 ถึงที่ 15 งวดละ 60,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 งวดต่อไปทุกวันสิ้นเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้บังคับคดีได้ทันทีในยอดเงินจำนวน 1,161,501 บาท โดยหักเงินที่ชำระแล้วพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากข้อเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ร่วมกับจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีกทั้งทางแพ่งและอาญา ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมในงวดเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม 2564 อีกงวดละ 30,000 บาท ส่วนงวดเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2564 จำเลยผิดนัด ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2564 จำเลยแถลงต่อศาลว่าขอชำระเงินงวดเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2564 ในวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เมื่อถึงวันนัดโจทก์ร่วมแถลงว่าจำเลยไม่ชำระเงินแก่โจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นจึงพิพากษา หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วม 60,000 บาท และหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษา จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมอีก 80,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์ร่วมทั้งสิ้น 250,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2564 มีใจความว่า โจทก์ร่วมและจำเลยยินยอมตกลงกัน โดยให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ นอกจากข้อเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ร่วมกับจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีกทั้งทางแพ่งและอาญา ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ อีกทั้งภายหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้จากจำเลยตามข้อตกลงดังกล่าวรวม 2 งวด ถือได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานฉ้อโกงทั้งสองกระทงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) แม้ภายหลังโจทก์ร่วมจะแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยังคงติดใจดำเนินคดีอาญา โดยจะตกลงยอมความในทางอาญาและถอนคำร้องทุกข์ก็ต่อเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ก็หามีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องซึ่งได้ระงับไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกลับเป็นไม่ระงับไปไม่ และเมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปแล้ว ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท แก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย แต่เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คดีส่วนแพ่งย่อมเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินแล้วนำมาใช้หลอกลวงขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมอีก เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่เคารพและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ซึ่งนอกจากจะทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายแล้ว ยังทำให้สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาบ้านนา อันเป็นหน่วยงานราชการได้รับความเสียหายด้วย พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน มีภาระต้องอุปการะบุตรผู้เยาว์ 2 คน รวมทั้งมารดา หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้รับเงินจากจำเลยแล้ว 250,000 บาท เห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการปลอม จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน จำหน่ายคดีความผิดฐานฉ้อโกงจากสารบบความ และให้ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
(อุทัย โสภาโชติ-เศรณี ศิริมังคละ-ประชา งามลำยวง)
ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายปรมัตถ์ สุวรรณเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายพิทยา มูลศาสตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2886/2565
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ