คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3161/2568 ฉบับเต็ม

#723248
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3161/2568 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย ณ. จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 341 พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 11, มาตรา 13 พ.ร.บ. วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ไม่ว่าเวลาใดก่อนมีคำพิพากษา ศาลมีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจ อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของจำเลย ตลอดจนสภาพความผิดและเหตุอื่นอันควรปรานี พร้อมทั้ง ความเห็นตามมาตรา 6 (3) แล้วรายงานต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาได้" และมาตรา 13 บัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบ แต่ถ้าศาลจะใช้รายงานและความเห็นเช่นว่านั้นเป็นผลร้ายแก่จำเลย ให้ศาลแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้..." ข้อเท็จจริงในรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติในส่วนที่เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเหตุอื่นอันควรปรานีตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว และข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลย่อมมีอำนาจนำมารับฟังประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีได้โดยพนักงานคุมประพฤติไม่จำต้องนำพยานบุคคลมาสืบประกอบตามมาตรา 13 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 และให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 2,590,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 (ที่ถูก มาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83) จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 2,590,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 1,690,000 บาท แก่ผู้เสียหาย โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นนี้เพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติที่ว่า ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายแล้ว 900,000 บาท มาหักออกจากจำนวนเงิน 2,590,000 บาท ที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนแก่ผู้เสียหาย คงให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 1,690,000 บาท แก่ผู้เสียหาย เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ไม่ว่าเวลาใดก่อนมีคำพิพากษา ศาลมีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจ อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของจำเลย ตลอดจนสภาพความผิดและเหตุอื่นอันควรปรานี พร้อมทั้งความเห็นตามมาตรา 6 (3) แล้วรายงานต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาได้" และมาตรา 13 บัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมี พยานบุคคลประกอบ แต่ถ้าศาลจะใช้รายงานและความเห็นเช่นว่านั้นเป็นผลร้ายแก่จำเลย ให้ศาลแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้ ..." ข้อเท็จจริงในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติในส่วนที่เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเหตุอื่นอันควรปรานีตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลย่อมมีอำนาจนำมารับฟังประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีได้โดยพนักงานคุมประพฤติไม่จำต้องนำพยานบุคคลมานำสืบประกอบ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และแม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยเคยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จะนำเงินจำนวน 2,590,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 23 มีนาคม 2566 ตามที่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ดังที่โจทก์กล่าวในฎีกา แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวยังปรากฏด้วยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบเสาะและพินิจจำเลย และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไปยังผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 2 ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ต่อมาผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 2 ส่งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติมายังศาลชั้นต้น ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2566 โดยในส่วนที่เกี่ยวกับความเสียหายและการบรรเทาผลร้าย ข้อ 3.2 มีข้อความว่า "ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเป็นเงิน 2,590,000 บาท จำเลยรับว่าภายหลังจากที่จำเลยลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทฯ จำเลยยังไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายใดให้แก่ผู้เสียหาย แต่จำเลยให้ถ้อยคำว่ายินยอมชดใช้ หากผู้เสียหายเรียกค่าเสียหายจากจำเลย โดยผู้เสียหายให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติว่า ผู้เสียหายได้เจรจาเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายกับจำเลยหรือตัวแทนบริษัทฯ ว่า จำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 300,000 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายมาแล้ว จำนวน 3 เดือน เป็นเงินจำนวน 900,000 บาท ยังค้างชำระอีกจำนวน 1,690,000 บาท โดยผู้เสียหายประสงค์เรียกร้องค่าเสียหายตามจำนวนเงินที่ยังคงค้างชำระ" แสดงว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายแล้วเป็นเงิน 900,000 บาท เป็นข้อเท็จจริงที่พนักงานคุมประพฤติได้มาจากการให้ถ้อยคำของผู้เสียหายเอง ภายหลังจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจะนำเงินจำนวน 2,590,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 23 มีนาคม 2566 เป็นเวลาเดือนเศษ ประกอบกับในคำฟ้องฎีกาของโจทก์ โจทก์มิได้ยืนยันว่า ผู้เสียหายยังไม่ได้รับเงินจำนวน 900,000 บาท จากจำเลย กรณีจึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยแล้วเป็นเงิน 900,000 บาท ตามที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติ การที่ศาลอุทธรณ์นำจำนวนเงินดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนเงินค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้แก่ผู้เสียหายตามคำขอท้ายฟ้องเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (อธิคม อินทุภูติ-ประชา งามลำยวง-วรวิทย์ ฤทธิทิศ) ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายวชิระ แก้วภักดี ศาลอุทธรณ์ - นายภิญโญภัทร์ แสงภู่ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.825/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
723248
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครเหนือ",
        "judge": "นายวชิระ แก้วภักดี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายภิญโญภัทร์ แสงภู่"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082676810"
    }
}
date
2568
deka_no
3161/2568
deka_running_no
3161
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "อธิคม อินทุภูติ",
    "ประชา งามลำยวง",
    "วรวิทย์ ฤทธิทิศ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 341"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 11",
            "ม. 13"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ณ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 และให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 2,590,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 (ที่ถูก มาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83) จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 2,590,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 1,690,000 บาท แก่ผู้เสียหาย โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นนี้เพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติที่ว่า ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายแล้ว 900,000 บาท มาหักออกจากจำนวนเงิน 2,590,000 บาท ที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนแก่ผู้เสียหาย คงให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 1,690,000 บาท แก่ผู้เสียหาย เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ไม่ว่าเวลาใดก่อนมีคำพิพากษา ศาลมีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจ อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของจำเลย ตลอดจนสภาพความผิดและเหตุอื่นอันควรปรานี พร้อมทั้งความเห็นตามมาตรา 6 (3) แล้วรายงานต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาได้" และมาตรา 13 บัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมี

พยานบุคคลประกอบ แต่ถ้าศาลจะใช้รายงานและความเห็นเช่นว่านั้นเป็นผลร้ายแก่จำเลย ให้ศาลแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้ ..." ข้อเท็จจริงในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติในส่วนที่เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเหตุอื่นอันควรปรานีตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลย่อมมีอำนาจนำมารับฟังประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีได้โดยพนักงานคุมประพฤติไม่จำต้องนำพยานบุคคลมานำสืบประกอบ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และแม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยเคยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จะนำเงินจำนวน 2,590,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 23 มีนาคม 2566 ตามที่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ดังที่โจทก์กล่าวในฎีกา แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวยังปรากฏด้วยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบเสาะและพินิจจำเลย และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไปยังผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 2 ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ต่อมาผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 2 ส่งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติมายังศาลชั้นต้น ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2566 โดยในส่วนที่เกี่ยวกับความเสียหายและการบรรเทาผลร้าย ข้อ 3.2 มีข้อความว่า "ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเป็นเงิน 2,590,000 บาท จำเลยรับว่าภายหลังจากที่จำเลยลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทฯ จำเลยยังไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายใดให้แก่ผู้เสียหาย แต่จำเลยให้ถ้อยคำว่ายินยอมชดใช้ หากผู้เสียหายเรียกค่าเสียหายจากจำเลย โดยผู้เสียหายให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติว่า ผู้เสียหายได้เจรจาเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายกับจำเลยหรือตัวแทนบริษัทฯ ว่า จำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 300,000 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายมาแล้ว จำนวน 3 เดือน เป็นเงินจำนวน 900,000 บาท ยังค้างชำระอีกจำนวน 1,690,000 บาท โดยผู้เสียหายประสงค์เรียกร้องค่าเสียหายตามจำนวนเงินที่ยังคงค้างชำระ" แสดงว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายแล้วเป็นเงิน 900,000 บาท เป็นข้อเท็จจริงที่พนักงานคุมประพฤติได้มาจากการให้ถ้อยคำของผู้เสียหายเอง ภายหลังจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจะนำเงินจำนวน 2,590,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 23 มีนาคม 2566 เป็นเวลาเดือนเศษ ประกอบกับในคำฟ้องฎีกาของโจทก์ โจทก์มิได้ยืนยันว่า ผู้เสียหายยังไม่ได้รับเงินจำนวน 900,000 บาท จากจำเลย กรณีจึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยแล้วเป็นเงิน 900,000 บาท ตามที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติ การที่ศาลอุทธรณ์นำจำนวนเงินดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนเงินค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้แก่ผู้เสียหายตามคำขอท้ายฟ้องเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000006.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
อ.825/2568
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568