ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3161/2568
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์
นาย ณ.
จำเลย
ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 341
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 11, มาตรา 13
พ.ร.บ. วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ไม่ว่าเวลาใดก่อนมีคำพิพากษา ศาลมีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจ อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของจำเลย ตลอดจนสภาพความผิดและเหตุอื่นอันควรปรานี พร้อมทั้ง ความเห็นตามมาตรา 6 (3) แล้วรายงานต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาได้" และมาตรา 13 บัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบ แต่ถ้าศาลจะใช้รายงานและความเห็นเช่นว่านั้นเป็นผลร้ายแก่จำเลย ให้ศาลแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้..." ข้อเท็จจริงในรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติในส่วนที่เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเหตุอื่นอันควรปรานีตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว และข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลย่อมมีอำนาจนำมารับฟังประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีได้โดยพนักงานคุมประพฤติไม่จำต้องนำพยานบุคคลมาสืบประกอบตามมาตรา 13
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 และให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 2,590,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 (ที่ถูก มาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83) จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 2,590,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 1,690,000 บาท แก่ผู้เสียหาย โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นนี้เพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติที่ว่า ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายแล้ว 900,000 บาท มาหักออกจากจำนวนเงิน 2,590,000 บาท ที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนแก่ผู้เสียหาย คงให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 1,690,000 บาท แก่ผู้เสียหาย เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ไม่ว่าเวลาใดก่อนมีคำพิพากษา ศาลมีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจ อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของจำเลย ตลอดจนสภาพความผิดและเหตุอื่นอันควรปรานี พร้อมทั้งความเห็นตามมาตรา 6 (3) แล้วรายงานต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาได้" และมาตรา 13 บัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมี
พยานบุคคลประกอบ แต่ถ้าศาลจะใช้รายงานและความเห็นเช่นว่านั้นเป็นผลร้ายแก่จำเลย ให้ศาลแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้ ..." ข้อเท็จจริงในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติในส่วนที่เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเหตุอื่นอันควรปรานีตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลย่อมมีอำนาจนำมารับฟังประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีได้โดยพนักงานคุมประพฤติไม่จำต้องนำพยานบุคคลมานำสืบประกอบ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และแม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยเคยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จะนำเงินจำนวน 2,590,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 23 มีนาคม 2566 ตามที่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ดังที่โจทก์กล่าวในฎีกา แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวยังปรากฏด้วยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบเสาะและพินิจจำเลย และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไปยังผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 2 ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ต่อมาผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 2 ส่งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติมายังศาลชั้นต้น ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2566 โดยในส่วนที่เกี่ยวกับความเสียหายและการบรรเทาผลร้าย ข้อ 3.2 มีข้อความว่า "ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเป็นเงิน 2,590,000 บาท จำเลยรับว่าภายหลังจากที่จำเลยลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทฯ จำเลยยังไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายใดให้แก่ผู้เสียหาย แต่จำเลยให้ถ้อยคำว่ายินยอมชดใช้ หากผู้เสียหายเรียกค่าเสียหายจากจำเลย โดยผู้เสียหายให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติว่า ผู้เสียหายได้เจรจาเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายกับจำเลยหรือตัวแทนบริษัทฯ ว่า จำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 300,000 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายมาแล้ว จำนวน 3 เดือน เป็นเงินจำนวน 900,000 บาท ยังค้างชำระอีกจำนวน 1,690,000 บาท โดยผู้เสียหายประสงค์เรียกร้องค่าเสียหายตามจำนวนเงินที่ยังคงค้างชำระ" แสดงว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายแล้วเป็นเงิน 900,000 บาท เป็นข้อเท็จจริงที่พนักงานคุมประพฤติได้มาจากการให้ถ้อยคำของผู้เสียหายเอง ภายหลังจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจะนำเงินจำนวน 2,590,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 23 มีนาคม 2566 เป็นเวลาเดือนเศษ ประกอบกับในคำฟ้องฎีกาของโจทก์ โจทก์มิได้ยืนยันว่า ผู้เสียหายยังไม่ได้รับเงินจำนวน 900,000 บาท จากจำเลย กรณีจึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยแล้วเป็นเงิน 900,000 บาท ตามที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติ การที่ศาลอุทธรณ์นำจำนวนเงินดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนเงินค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้แก่ผู้เสียหายตามคำขอท้ายฟ้องเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
(อธิคม อินทุภูติ-ประชา งามลำยวง-วรวิทย์ ฤทธิทิศ)
ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายวชิระ แก้วภักดี
ศาลอุทธรณ์ - นายภิญโญภัทร์ แสงภู่
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.825/2568
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ