คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2567 ฉบับเต็ม

#723395
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2567 นาย ว. โจทก์ นาย พ. กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 280 ป.วิ.พ. มาตรา 280 วรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าการส่งเอกสารไม่สามารถจะทำได้ดังที่บัญญัติไว้ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจสั่งให้ส่งโดยวิธีอื่นแทนได้ กล่าวคือ ปิดเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของบุคคลผู้มีชื่อระบุไว้ในเอกสาร..." การปิดเอกสารจึงต้องปิดไว้ในที่แลเห็นได้ง่ายเพื่อให้ผู้รับเอกสารได้ทราบถึงมีสิทธิหน้าที่ตามประกาศดังกล่าว การที่พนักงานเดินหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีนำประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีไปส่งให้แก่โจทก์โดยใส่ไว้ในตู้รับจดหมาย ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ จึงมิใช่การปิดเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่ายตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี การส่งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทราบประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี เรื่อง ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมว่าจำเลยทั้งสองตกลงยอมรับว่าเป็นหนี้เงินกู้แก่โจทก์เป็นต้นเงิน 5,700,000 บาท จำเลยทั้งสองตกลงชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นรายวันในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว เริ่มชำระวันแรกในวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 จนกว่าจะชำระต้นเงินคืนทั้งหมด หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระดอกเบี้ยรายวันรวมกันไม่น้อยกว่า 10 วัน ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีจากต้นเงิน 5,700,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม โจทก์ขอออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 128252 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 128252 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดี ดำเนินการประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวใหม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 โจทก์ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 128252 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยระบุในคำขอว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 392/51 ตามสำเนาคำขอยึดอสังหาริมทรัพย์ ณ ที่ทำการเอกสารหมาย ร.1 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามคำขอของโจทก์และประกาศขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในวันที่ 16 ตุลาคม 2564 ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยส่งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี เรื่อง ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่บ้านเลขที่ 392/51 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 และรายงานว่าส่งโดยวิธีปิดไว้ตามคำสั่ง แต่เจ้าพนักงานเดินหมายส่งประกาศให้โจทก์โดยใส่ไว้ในตู้รับจดหมาย เมื่อถึงวันขายทอดตลาดโจทก์ไม่ได้ไปดูแลการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยการจำนองติดไป ปลายเดือนตุลาคม 2564 โจทก์กลับไปที่บ้านเลขที่ 392/51 จึงทราบว่ามีการส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ซึ่งในวันดังกล่าวโจทก์มีภูมิลำเนาทางทะเบียนบ้านอยู่ที่บ้านเลขที่ 519/101 หมู่ที่ 7 โดยย้ายมาจากบ้านเลขที่ 3/17 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ตามรายการเกี่ยวกับบ้านและแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร สำหรับปัญหาว่า การส่งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่โจทก์ที่บ้านเลขที่ 392/51 เป็นการส่งให้ ณ ภูมิลำเนาของโจทก์หรือไม่ นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตามสำเนาคำขอยึดอสังหาริมทรัพย์ ณ ที่ทำการเอกสารหมาย ร.1 โจทก์ระบุที่อยู่คือบ้านเลขที่ 392/51 หมู่ที่ 6 เป็นกรณีที่โจทก์มีถิ่นที่อยู่หลายแห่งสับเปลี่ยนกันไป จึงให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 37 และมาตรา 38 ถือว่าเป็นการส่งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่โจทก์ยังภูมิลำเนาแล้ว คู่ความมิได้อุทธรณ์ในเรื่องดังกล่าว จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าบ้านเลขที่ 392/51 เป็นภูมิลำเนาแห่งหนึ่งของโจทก์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยด้วยก็เป็นเพียงการนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์เท่านั้น ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เคยแจ้งเปลี่ยนภูมิลำเนาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ แต่เมื่อก่อนการส่งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่โจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบพบแล้วว่าภูมิลำเนาของโจทก์เปลี่ยนไปเป็นบ้านเลขที่ 519/101 หมู่ที่ 7 จึงควรสอบถามโจทก์ก่อนการส่งประกาศหรือควรส่งประกาศดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้ง 2 แห่ง นั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การส่งประกาศเรื่อง ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่โจทก์เป็นการส่งโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 วรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าการส่งเอกสารไม่สามารถจะทำได้ดังที่บัญญัติไว้ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจสั่งให้ส่งโดยวิธีอื่นแทนได้ กล่าวคือ ปิดเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของบุคคลผู้มีชื่อระบุไว้ในเอกสาร..." การปิดเอกสารจึงต้องปิดไว้ในที่แลเห็นได้ง่ายเพื่อให้ผู้รับเอกสารได้ทราบถึงสิทธิหน้าที่ตามประกาศดังกล่าว การที่พนักงานเดินหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีนำประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีไปส่งให้แก่โจทก์โดยใส่ไว้ในตู้รับจดหมาย ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ จึงมิใช่การปิดเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่ายตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี การส่งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทราบประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี เรื่อง ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ระบุให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกคนต้องไปดูแลการขายทอดตลาดตามกำหนดนัด และมีสิทธิเข้าสู้ราคาหรือหาบุคคลอื่นเข้าสู้ราคาเพื่อให้ได้ราคาตามที่ต้องการ และหากไม่ไปดูแลการขายถือว่าไม่ติดใจในการเข้าสู้ราคา การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 128252 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดี ดำเนินการประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (สันทัด สุจริต-อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์-นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ) ศาลจังหวัดพัทยา - นายกรรษทร จิรกอบสกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.702/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
723395
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพัทยา",
        "judge": "นายกรรษทร จิรกอบสกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082725196"
    }
}
date
2567
deka_no
1336/2567
deka_running_no
1336
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "สันทัด สุจริต",
    "อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์",
    "นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 280"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ว."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย พ. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมว่าจำเลยทั้งสองตกลงยอมรับว่าเป็นหนี้เงินกู้แก่โจทก์เป็นต้นเงิน 5,700,000 บาท จำเลยทั้งสองตกลงชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นรายวันในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว เริ่มชำระวันแรกในวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 จนกว่าจะชำระต้นเงินคืนทั้งหมด หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระดอกเบี้ยรายวันรวมกันไม่น้อยกว่า 10 วัน ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีจากต้นเงิน 5,700,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม โจทก์ขอออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 128252 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 128252 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดี ดำเนินการประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวใหม่

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 โจทก์ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 128252 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยระบุในคำขอว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 392/51 ตามสำเนาคำขอยึดอสังหาริมทรัพย์ ณ ที่ทำการเอกสารหมาย ร.1 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามคำขอของโจทก์และประกาศขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในวันที่ 16 ตุลาคม 2564 ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยส่งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี เรื่อง ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่บ้านเลขที่ 392/51 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 และรายงานว่าส่งโดยวิธีปิดไว้ตามคำสั่ง แต่เจ้าพนักงานเดินหมายส่งประกาศให้โจทก์โดยใส่ไว้ในตู้รับจดหมาย เมื่อถึงวันขายทอดตลาดโจทก์ไม่ได้ไปดูแลการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยการจำนองติดไป ปลายเดือนตุลาคม 2564 โจทก์กลับไปที่บ้านเลขที่ 392/51 จึงทราบว่ามีการส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ซึ่งในวันดังกล่าวโจทก์มีภูมิลำเนาทางทะเบียนบ้านอยู่ที่บ้านเลขที่ 519/101 หมู่ที่ 7 โดยย้ายมาจากบ้านเลขที่ 3/17 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ตามรายการเกี่ยวกับบ้านและแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร สำหรับปัญหาว่า การส่งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่โจทก์ที่บ้านเลขที่ 392/51 เป็นการส่งให้ ณ ภูมิลำเนาของโจทก์หรือไม่ นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตามสำเนาคำขอยึดอสังหาริมทรัพย์ ณ ที่ทำการเอกสารหมาย ร.1 โจทก์ระบุที่อยู่คือบ้านเลขที่ 392/51 หมู่ที่ 6 เป็นกรณีที่โจทก์มีถิ่นที่อยู่หลายแห่งสับเปลี่ยนกันไป จึงให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 37 และมาตรา 38 ถือว่าเป็นการส่งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่โจทก์ยังภูมิลำเนาแล้ว คู่ความมิได้อุทธรณ์ในเรื่องดังกล่าว จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าบ้านเลขที่ 392/51 เป็นภูมิลำเนาแห่งหนึ่งของโจทก์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยด้วยก็เป็นเพียงการนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์เท่านั้น ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เคยแจ้งเปลี่ยนภูมิลำเนาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ แต่เมื่อก่อนการส่งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่โจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบพบแล้วว่าภูมิลำเนาของโจทก์เปลี่ยนไปเป็นบ้านเลขที่ 519/101 หมู่ที่ 7 จึงควรสอบถามโจทก์ก่อนการส่งประกาศหรือควรส่งประกาศดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้ง 2 แห่ง นั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การส่งประกาศเรื่อง ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่โจทก์เป็นการส่งโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 วรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าการส่งเอกสารไม่สามารถจะทำได้ดังที่บัญญัติไว้ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจสั่งให้ส่งโดยวิธีอื่นแทนได้ กล่าวคือ ปิดเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของบุคคลผู้มีชื่อระบุไว้ในเอกสาร..." การปิดเอกสารจึงต้องปิดไว้ในที่แลเห็นได้ง่ายเพื่อให้ผู้รับเอกสารได้ทราบถึงสิทธิหน้าที่ตามประกาศดังกล่าว การที่พนักงานเดินหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีนำประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีไปส่งให้แก่โจทก์โดยใส่ไว้ในตู้รับจดหมาย ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ จึงมิใช่การปิดเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่ายตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี การส่งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทราบประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี เรื่อง ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ระบุให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกคนต้องไปดูแลการขายทอดตลาดตามกำหนดนัด และมีสิทธิเข้าสู้ราคาหรือหาบุคคลอื่นเข้าสู้ราคาเพื่อให้ได้ราคาตามที่ต้องการ และหากไม่ไปดูแลการขายถือว่าไม่ติดใจในการเข้าสู้ราคา การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 128252 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดี ดำเนินการประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000032.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
พ.702/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567