ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7563/2568
พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
โจทก์
นาย น.
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 218, มาตรา 221
คดีต้องห้ามไม่ให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หากจำเลยประสงค์จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 221 บัญญัติไว้ แต่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา โดยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างทั้งสองดังกล่าวอนุญาตให้ฎีกา คำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 221 ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกคำร้องได้ ทั้งคำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ แต่เป็นคำร้องที่จำเลยต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้โดยเฉพาะ กรณีมิใช่การตรวจรับคำคู่ความ ศาลจึงไม่อาจสั่งให้จำเลยแก้ไขในข้อที่มิชอบนั้นได้
___________________________
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 8 กระทง ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 7 ปี รวม 7 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 6 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุกกระทงละ 3 ปี 6 เดือน รวม 7 กระทง รวมจำคุก 37 ปี 96 เดือน พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีไม่มีเหตุรอการลงโทษ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2566 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกาได้ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2567 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ครั้งที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกาได้ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2567 และต่อมาเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 เรือนจำพิเศษเชียงรายส่งคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของจำเลย ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 มายังศาลชั้นต้น ในวันที่ 7 มีนาคม 2567 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลล่าง และให้ลงโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 219 การจะขออนุญาตฎีกาต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 จำเลยเขียนคำร้องมาไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงให้ยกคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า หากคำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลต้องสั่งให้จำเลยแก้ไขก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 37 ปี 96 เดือน แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว เว้นแต่ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งคดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไปมิได้มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 และมาตรา 221 ซึ่งจำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา โดยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างทั้งสองดังกล่าวอนุญาตให้ฎีกา คำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ในชั้นตรวจคำคู่ความ ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำคู่ความ ต้องคืนคำคู่ความที่ไม่ถูกต้องให้จำเลยกลับไปแก้ไขให้ถูกต้องก่อน หากจำเลยไม่ดำเนินการแก้ไข ศาลจึงมีคำสั่งให้ยกคำคู่ความดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า คำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ แต่เป็นคำร้องที่จำเลยต้องดำเนินการตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติให้ถูกต้องเพื่อให้ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามนั้น ซึ่งมีบทบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีมิใช่การตรวจรับคำคู่ความตามที่จำเลยอ้าง ศาลจึงไม่อาจสั่งให้จำเลยแก้ไขในข้อที่มิชอบดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 เมื่อจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง อันต้องห้ามฎีกาดังที่วินิจฉัยมาแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งฎีกาดังกล่าว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นควรสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน
พิพากษายืน
(โชคชัย รุจินินนาท-พรเทพ ศิริมหาพฤกษ์-กาญจนา ฤทธิทิศ)
ศาลจังหวัดเชียงราย - นางสาวณัฎฐิณี ตุวานนท์ เทียนหิรัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางสาวรัชนี ไชยแก้วเมรุ์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1294/2567
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ