คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8184/2568 ฉบับเต็ม

#723543
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8184/2568 นางสาว ข. โจทก์ นาย ส. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1603 พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 8 วรรคสอง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก" ซึ่งการตกทอดโดยทางมรดกนั้น มี 2 กรณี คือ ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมและตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1603 เมื่อมาตรา 8 วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ใช้ถ้อยคำว่าตกทอดโดยมรดก จึงหมายถึงทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรมย่อมมีสิทธิตามมาตรานี้ เพราะหากกฎหมายประสงค์ให้หมายถึงเฉพาะทายาทโดยธรรมแล้ว ย่อมระบุให้ชัดแจ้ง เช่นตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2497 มาตรา 10 ว่า "ที่ดินที่ได้อนุญาตให้จับจองไปนั้น จะโอนไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมโดยทางมรดก" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านาย ผ. ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรมในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อรั้วออกจากที่ดินพิพาทได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินของโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากจำเลยเพิกเฉยให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยเสียค่าใช้จ่าย จำเลยให้การแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดิน ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน โจทก์ให้การ แก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2530 รัฐออกใบจอง (น.ส. 2) เลขที่ 999 ให้แก่นายผจญ แล้วนายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทตามใบจองดังกล่าวให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2565 โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทในฐานะผู้รับพินัยกรรม จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาทเนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาท มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก" ซึ่งการตกทอดโดยทางมรดกนั้นมี 2 กรณี คือ ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมและตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1603 เมื่อมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ใช้ถ้อยคำว่า ตกทอดโดยทางมรดก จึงหมายถึงทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรมย่อมมีสิทธิตามมาตรานี้ เพราะหากกฎหมายประสงค์ให้หมายถึงเฉพาะทายาทโดยธรรมแล้ว ย่อมระบุให้ชัดแจ้ง เช่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 มาตรา 10 ว่า "ที่ดินที่ได้อนุญาตให้จับจองไปนั้น จะโอนไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมโดยทางมรดก" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรมในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาทของนายผจญแต่เป็นบุคคลภายนอก การที่นายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้โจทก์เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า ที่ดินพิพาทมีใบจองซึ่งเป็นหนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินของรัฐชั่วคราว ไม่ใช่เอกสารสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เกี่ยวกับที่ดิน ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินมือเปล่า ฉะนั้น ระหว่างโจทก์กับจำเลย หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ผู้นั้นย่อมได้สิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท เนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวนั้นและมีสิทธิห้ามไม่ให้โจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลย โจทก์ย่อมไม่อาจฟ้องขอให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทส่วนนี้ได้ สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือซึ่งจำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์จึงมีสิทธิครอบครองนั้น จำเลยเบิกความเพียงว่า ภายหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความ นายผจญไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนของตนตามสัญญา นายวิเชษฐ์จึงเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วจำเลยครอบครองต่อจากนายวิเชษฐ์ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายวิเชษฐ์และจำเลยเข้าไปครอบครองทำประโยชน์อย่างไร แม้นางเพ็ญพร พี่ของจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ว่างเปล่า มีบ่อบาดาลและต้นไม้คลุมบ่อ นายวิเชษฐ์และจำเลยเข้าไปปลูกต้นไม้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่เมื่อพิจารณาประกอบแผนที่พิพาท ปรากฏว่าต้นไม้ส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวเท่านั้น ในที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือมีต้นไม้เพียง 1 ต้น ดังนี้ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนอื่นนอกเหนือจากส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท จำเลยจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทส่วนดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาทนั้น จำเลยไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นว่าโจทก์ปลูกสร้างสิ่งใดในบริเวณใดของที่ดินพิพาท จึงไม่อาจบังคับตามคำขอนี้ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามโจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งเป็นพับ (สุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์-ปิยนุช จรูญรัตนา-เพ็ญจันทร์ ไหลศิริกุล) ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน - นางสาวศรินลักษณ์ เกียรติยศเจริญ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางกาญจนา สิงห์ไฝแก้ว แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.242/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
723543
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน",
        "judge": "นางสาวศรินลักษณ์ เกียรติยศเจริญ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นางกาญจนา สิงห์ไฝแก้ว"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082667705"
    }
}
date
2568
deka_no
8184/2568
deka_running_no
8184
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "สุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์",
    "ปิยนุช จรูญรัตนา",
    "เพ็ญจันทร์ ไหลศิริกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1603"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497",
        "sections": [
            "ม. 8 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว ข."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ส."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินของโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากจำเลยเพิกเฉยให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยเสียค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดิน ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน

โจทก์ให้การ แก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2530 รัฐออกใบจอง (น.ส. 2) เลขที่ 999 ให้แก่นายผจญ แล้วนายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทตามใบจองดังกล่าวให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2565 โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทในฐานะผู้รับพินัยกรรม จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาทเนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก" ซึ่งการตกทอดโดยทางมรดกนั้นมี 2 กรณี คือ ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมและตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1603 เมื่อมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ใช้ถ้อยคำว่า ตกทอดโดยทางมรดก จึงหมายถึงทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรมย่อมมีสิทธิตามมาตรานี้ เพราะหากกฎหมายประสงค์ให้หมายถึงเฉพาะทายาทโดยธรรมแล้ว ย่อมระบุให้ชัดแจ้ง เช่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 มาตรา 10 ว่า "ที่ดินที่ได้อนุญาตให้จับจองไปนั้น จะโอนไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมโดยทางมรดก" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรมในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาทของนายผจญแต่เป็นบุคคลภายนอก การที่นายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้โจทก์เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า ที่ดินพิพาทมีใบจองซึ่งเป็นหนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินของรัฐชั่วคราว ไม่ใช่เอกสารสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เกี่ยวกับที่ดิน ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินมือเปล่า ฉะนั้น ระหว่างโจทก์กับจำเลย หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ผู้นั้นย่อมได้สิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท เนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวนั้นและมีสิทธิห้ามไม่ให้โจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลย โจทก์ย่อมไม่อาจฟ้องขอให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทส่วนนี้ได้ สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือซึ่งจำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์จึงมีสิทธิครอบครองนั้น จำเลยเบิกความเพียงว่า ภายหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความ นายผจญไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนของตนตามสัญญา นายวิเชษฐ์จึงเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วจำเลยครอบครองต่อจากนายวิเชษฐ์ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายวิเชษฐ์และจำเลยเข้าไปครอบครองทำประโยชน์อย่างไร แม้นางเพ็ญพร พี่ของจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ว่างเปล่า มีบ่อบาดาลและต้นไม้คลุมบ่อ นายวิเชษฐ์และจำเลยเข้าไปปลูกต้นไม้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่เมื่อพิจารณาประกอบแผนที่พิพาท ปรากฏว่าต้นไม้ส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวเท่านั้น ในที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือมีต้นไม้เพียง 1 ต้น ดังนี้ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนอื่นนอกเหนือจากส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท จำเลยจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทส่วนดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาทนั้น จำเลยไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นว่าโจทก์ปลูกสร้างสิ่งใดในบริเวณใดของที่ดินพิพาท จึงไม่อาจบังคับตามคำขอนี้ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามโจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งเป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000001.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
พ.242/2568
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568