คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8421/2568 ฉบับเต็ม

#723545
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8421/2568 นางสาว ป. โจทก์ นางสาวหรือนาง บ. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง, มาตรา 224 ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์ของจำเลยว่า สั่งในอุทธรณ์แล้ว และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยในอุทธรณ์ โดยหาได้มีข้อความใดที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งรับรองว่าคดีของจำเลยมีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้เลย แม้เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสาม แต่ก็เป็นการสั่งไปโดยผิดหลงของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม เป็นการผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดและให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่เสียให้ถูกต้อง กรณียังไม่อาจที่จะให้ถือว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีคำสั่งไม่รับรองให้จำเลยอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2202 และที่ดินโฉนดเลขที่ 171890 พร้อมส่งมอบที่ดินคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินแล้วเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2202 และที่ดินโฉนดเลขที่ 171890 และส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงของจำเลยเพียงว่า "สั่งในอุทธรณ์แล้ว" ถือว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นพิจารณาไม่รับรองให้อุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และการขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม ครั้นจำเลยยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 จำเลยก็ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในส่วนที่เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้พร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น อันเป็นการปฏิบัติครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม แล้ว จึงชอบที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะพึงมีคำสั่งให้ถูกต้องเสียก่อนว่าจะรับรองให้จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ แต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งในคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์ของจำเลยว่า "สั่งในอุทธรณ์แล้ว" และมีคำสั่งในอุทธรณ์ว่า "จำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ศาลสั่ง รับอุทธรณ์ของจำเลย สำเนาให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับอุทธรณ์ ให้จำเลยนำส่งโดยเจ้าพนักงานศาล การส่งหากไม่พบหรือไม่มีผู้รับแทนโดยชอบให้ปิดได้ หากส่งไม่ได้ให้จำเลยแถลงภายใน 7 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์" โดยก่อนที่จะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย หาได้มีข้อความใดที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งรับรองว่าคดีของจำเลยมีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้เลย แม้เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสาม แต่ก็เป็นเพียงการมีคำสั่งไปโดยผิดหลงของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม เป็นการผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดและให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่เสียให้ถูกต้อง กรณียังไม่อาจที่จะให้ถือว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีคำสั่งไม่รับรองให้จำเลยอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อันจะมีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์โดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ได้สั่งในคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์และในอุทธรณ์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เสียทั้งหมด ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาว่าจะรับรองให้อุทธรณ์หรือไม่ แล้วจึงดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย ส่วนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิจารณาเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแล้วแต่กรณี (ปรีชา เชิดชู-อัจฉรา วริวงศ์-ณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์) ศาลแพ่ง - นายวุฒิชัย วงศ์วรรณา ศาลอุทธรณ์ - นายปรัชญา โกไศยกานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.363/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
723545
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายวุฒิชัย วงศ์วรรณา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายปรัชญา โกไศยกานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082667693"
    }
}
date
2568
deka_no
8421/2568
deka_running_no
8421
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "ปรีชา เชิดชู",
    "อัจฉรา วริวงศ์",
    "ณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 27 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 224"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว ป."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวหรือนาง บ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2202 และที่ดินโฉนดเลขที่ 171890 พร้อมส่งมอบที่ดินคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินแล้วเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2202 และที่ดินโฉนดเลขที่ 171890 และส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงของจำเลยเพียงว่า "สั่งในอุทธรณ์แล้ว" ถือว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นพิจารณาไม่รับรองให้อุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และการขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม ครั้นจำเลยยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 จำเลยก็ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในส่วนที่เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้พร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น อันเป็นการปฏิบัติครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม แล้ว จึงชอบที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะพึงมีคำสั่งให้ถูกต้องเสียก่อนว่าจะรับรองให้จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ แต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งในคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์ของจำเลยว่า "สั่งในอุทธรณ์แล้ว" และมีคำสั่งในอุทธรณ์ว่า "จำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ศาลสั่ง รับอุทธรณ์ของจำเลย สำเนาให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับอุทธรณ์ ให้จำเลยนำส่งโดยเจ้าพนักงานศาล การส่งหากไม่พบหรือไม่มีผู้รับแทนโดยชอบให้ปิดได้ หากส่งไม่ได้ให้จำเลยแถลงภายใน 7 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์" โดยก่อนที่จะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย หาได้มีข้อความใดที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งรับรองว่าคดีของจำเลยมีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้เลย แม้เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสาม แต่ก็เป็นเพียงการมีคำสั่งไปโดยผิดหลงของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม เป็นการผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดและให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่เสียให้ถูกต้อง กรณียังไม่อาจที่จะให้ถือว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีคำสั่งไม่รับรองให้จำเลยอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อันจะมีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์โดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ได้สั่งในคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์และในอุทธรณ์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เสียทั้งหมด ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาว่าจะรับรองให้อุทธรณ์หรือไม่ แล้วจึงดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย ส่วนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิจารณาเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแล้วแต่กรณี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000001.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
พ.363/2568
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568