คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8247/2568 ฉบับเต็ม

#723547
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8247/2568 นาย ก. โจทก์ บริษัท ค. จำเลย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 เมื่อศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างและกรรมการลูกจ้างได้ การที่ต่อมาจำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาต จึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์สิ้นสุดลงแล้วนับแต่วันที่การแสดงเจตนาเลิกจ้างมีผล แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 และให้ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อันมีผลทำให้คำสั่งของศาลแรงงานภาค 1 ที่อนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์สิ้นผลไปก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษดังกล่าวมิได้มีผลทำให้จำเลยกับโจทก์กลับมามีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานกันอีกในทันที จำเลยกับโจทก์จะต้องแสดงเจตนาผูกนิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างลูกจ้างกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภายหลังจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์มิได้แสดงเจตนากลับเข้าทำงานกับจำเลยและจำเลยยังมิได้แสดงเจตนารับโจทก์กลับเข้าทำงาน จำเลยกับโจทก์จึงยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานเรื่อยมา การที่ต่อมาศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาคดีใหม่มีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อจำเลยกับโจทก์ยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างกับลูกจ้างตลอดมา จำเลยจึงไม่จำต้องแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตอีก โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยในช่วงระยะเวลาตามคำฟ้องย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสตามฟ้องจากจำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 265,989 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คิดเป็นเงิน 31,029 บาท เงินโบนัส 58,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จ่ายค่าจ้างเดือนละ 16,764 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป หากไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้เสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน ของต้นเงินที่ค้างชำระจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงขอสละสิทธิเรียกร้องเงินเพิ่มตามฟ้อง ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยและเป็นกรรมการลูกจ้าง จำเลยขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์ต่อศาลแรงงานภาค 1 ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในวันดังกล่าวโดยโจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบไว้ ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์กระทำอนาจารโดยถือตามคำพิพากษาส่วนอาญา โดยมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 ให้ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี วันที่ 31 มีนาคม 2563 ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาคดีใหม่แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน คดีถึงที่สุด จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงานกะรัตสุขภัณฑ์ ฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2564 ตกลงจ่ายเงินรางวัลหรือโบนัสในปี 2562 ถึงปี 2564 รวมปีละ 101 วัน และเงินอีกจำนวน 1,850 บาท ตั้งแต่จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เป็นต้นมา โจทก์ไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน หรือไม่ เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังเป็นยุติว่า ตั้งแต่จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 28 สิงหาคม 2562 เป็นต้นมา โจทก์ไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลย การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นมาประกอบการวินิจฉัยโดยเห็นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างและเงินโบนัสตามฟ้องจากจำเลย จึงชอบแล้ว ส่วนเหตุที่โจทก์โต้แย้งตามฎีกาที่ว่า จำเลยมีคำสั่งไม่ให้โจทก์เข้าไปทำงานตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2562 มิใช่โจทก์สมัครใจที่จะไม่เข้าทำงานกับจำเลย ก็เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังเป็นยุติดังกล่าว จึงหาใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนดังที่โจทก์ได้ฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า จำเลยจะต้องมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อีกครั้งหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานภาค 1 มีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างและกรรมการลูกจ้างได้ การที่ต่อมาจำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2562 ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาต จึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์สิ้นสุดลงแล้วนับแต่วันที่การแสดงเจตนาเลิกจ้างมีผล แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 และให้ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อันมีผลทำให้คำสั่งของศาลแรงงานภาค 1 ที่อนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์สิ้นผลไปก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษดังกล่าวมิได้มีผลทำให้จำเลยกับโจทก์กลับมามีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานกันอีกในทันที จำเลยกับโจทก์จะต้องแสดงเจตนาผูกนิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างลูกจ้างกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภายหลังจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์มิได้แสดงเจตนากลับเข้าทำงานกับจำเลยและจำเลยยังมิได้แสดงเจตนารับโจทก์กลับเข้าทำงาน จำเลยกับโจทก์จึงยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานเรื่อยมา การที่ต่อมาศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาคดีใหม่และมีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อจำเลยกับโจทก์ยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างกับลูกจ้างตลอดมา จำเลยจึงไม่จำต้องแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตอีก โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยในช่วงระยะเวลาตามคำฟ้อง ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสตามฟ้องจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล-พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น-เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์) ศาลแรงงานภาค 1 - นายชัยเทพ จันทนจุลกะ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นายเกื้อ วุฒิปวัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.140/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
723547
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานภาค 1",
        "judge": "นายชัยเทพ จันทนจุลกะ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ",
        "judge": "นายเกื้อ วุฒิปวัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778180404295"
    }
}
date
2568
deka_no
8247/2568
deka_running_no
8247
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล",
    "พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น",
    "เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 52"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ก."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ค."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 265,989 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คิดเป็นเงิน 31,029 บาท เงินโบนัส 58,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จ่ายค่าจ้างเดือนละ 16,764 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป หากไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้เสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน ของต้นเงินที่ค้างชำระจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงขอสละสิทธิเรียกร้องเงินเพิ่มตามฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยและเป็นกรรมการลูกจ้าง จำเลยขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์ต่อศาลแรงงานภาค 1 ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในวันดังกล่าวโดยโจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบไว้ ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์กระทำอนาจารโดยถือตามคำพิพากษาส่วนอาญา โดยมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 ให้ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี วันที่ 31 มีนาคม 2563 ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาคดีใหม่แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน คดีถึงที่สุด จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงานกะรัตสุขภัณฑ์ ฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2564 ตกลงจ่ายเงินรางวัลหรือโบนัสในปี 2562 ถึงปี 2564 รวมปีละ 101 วัน และเงินอีกจำนวน 1,850 บาท ตั้งแต่จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เป็นต้นมา โจทก์ไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน หรือไม่ เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังเป็นยุติว่า ตั้งแต่จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 28 สิงหาคม 2562 เป็นต้นมา โจทก์ไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลย การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นมาประกอบการวินิจฉัยโดยเห็นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างและเงินโบนัสตามฟ้องจากจำเลย จึงชอบแล้ว ส่วนเหตุที่โจทก์โต้แย้งตามฎีกาที่ว่า จำเลยมีคำสั่งไม่ให้โจทก์เข้าไปทำงานตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2562 มิใช่โจทก์สมัครใจที่จะไม่เข้าทำงานกับจำเลย ก็เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังเป็นยุติดังกล่าว จึงหาใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนดังที่โจทก์ได้ฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า จำเลยจะต้องมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อีกครั้งหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานภาค 1 มีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างและกรรมการลูกจ้างได้ การที่ต่อมาจำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2562 ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาต จึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์สิ้นสุดลงแล้วนับแต่วันที่การแสดงเจตนาเลิกจ้างมีผล แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 และให้ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อันมีผลทำให้คำสั่งของศาลแรงงานภาค 1 ที่อนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์สิ้นผลไปก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษดังกล่าวมิได้มีผลทำให้จำเลยกับโจทก์กลับมามีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานกันอีกในทันที จำเลยกับโจทก์จะต้องแสดงเจตนาผูกนิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างลูกจ้างกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภายหลังจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์มิได้แสดงเจตนากลับเข้าทำงานกับจำเลยและจำเลยยังมิได้แสดงเจตนารับโจทก์กลับเข้าทำงาน จำเลยกับโจทก์จึงยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานเรื่อยมา การที่ต่อมาศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาคดีใหม่และมีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อจำเลยกับโจทก์ยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างกับลูกจ้างตลอดมา จำเลยจึงไม่จำต้องแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตอีก โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยในช่วงระยะเวลาตามคำฟ้อง ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสตามฟ้องจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260508_020000\000001.html
source_run
20260508_020000
supreme_black_case_no
ร.140/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568