คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7717/2568 ฉบับเต็ม

#723551
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7717/2568 ธนาคาร พ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน โจทก์ บริษัท ส. ผู้ร้อง บริษัท ท. กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 161, มาตรา 303 (1) พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ป.วิ.พ. มาตรา 303 บัญญัติว่า "การยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำโดย (1) นำทรัพย์นั้นมาเก็บรักษาไว้ หรือฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรหรือมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์นั้นโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา" ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อมีการยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์นั้น โดยหลักคือเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคดีอาจฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ เว้นแต่กรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา การมอบทรัพย์ให้เก็บรักษาไว้อาจมีค่าธรรมเนียมการเก็บรักษาทรัพย์หรือไม่ก็ได้ ตามแต่จะตกลงกัน โดยค่ารักษาทรัพย์ เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งศาลอาจจะพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควรตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องซึ่งเป็นทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษา โจทก์เดิมจึงเป็นผู้รักษาทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้ต่อมาผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่า และ ก. ซึ่งโจทก์เดิมตั้งให้เป็นผู้รักษาทรัพย์แทนโจทก์เดิมไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไปได้ แม้ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์ แต่เมื่อข้อเท็จริงรับฟังเป็นยุติว่า เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องดังกล่าวอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง กรณีจึงต้องถือว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ดังกล่าวของผู้ร้องโดยปริยาย ประกอบกับการรักษาทรัพย์ของผู้ร้องสมประโยชน์ทั้งของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี กรณีมีเหตุอันสมควรที่จะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะ หมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx ของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ภายในโกดังอาคารเลขที่ 778 ของผู้ร้อง เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดค่าใช้พื้นที่ในรักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 จนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดี โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่ารักษาทรัพย์ประเภทชุดเครื่องตัดโลหะหมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx ของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเลขที่ 778 (โกดังที่ 2) เป็นเงิน 368,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2563 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารเลขที่ 778 เดิมจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าอาคารดังกล่าวประกอบกิจการและใช้เป็นที่ตั้งเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะ หมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx รวม 2 เครื่อง เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2554 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดในคดีล้มละลาย โจทก์เดิมนำยึดทรัพย์จำนองเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะ หมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx ณ. อาคารเลขที่ 778 โดยการยึดทรัพย์นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีเก็บรักษาทรัพย์ที่ยึดไว้ ณ สถานที่ยึด และมอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ผู้แทนโจทก์เดิมมอบหมายให้นางสาวกัลย์รวี ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นผู้ดูแลสถานที่แทนจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลทรัพย์ดังกล่าวแทนโจทก์เดิม ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากสถานที่เช่า และวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีเครื่องจักรทั้งสอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 บัญญัติว่า "การยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำโดย (1) นำทรัพย์นั้นมาเก็บรักษาไว้ หรือฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรหรือมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์นั้นโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา" ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อมีการยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์ นั้น โดยหลักคือ เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ เว้นแต่กรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา การมอบทรัพย์ให้เก็บรักษาไว้อาจมีค่าธรรมเนียมการเก็บรักษาทรัพย์หรือไม่ ก็ได้ ตามแต่จะตกลงกัน โดยค่ารักษาทรัพย์ เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งศาลอาจจะพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 โจทก์เดิมนำเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีกรุงเทพมหานคร 6 ทำการยึดทรัพย์จำนองเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะ หมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx ไว้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ตามรายงานการยึดทรัพย์สิน ระบุว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ยึดโดยผู้แทนโจทก์เดิมมอบหมายให้นางสาวกัลย์รวีเกี่ยวข้องเป็นผู้ดูแลสถานที่แทนจำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์ดังกล่าวแทนโจทก์เดิม ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษา โจทก์เดิมจึงเป็นผู้รักษาทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้ต่อมาผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่า และนางสาวกัลย์รวีซึ่งโจทก์เดิมตั้งให้เป็นผู้รักษาทรัพย์แทนโจทก์เดิมมีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 6 เรื่องที่ผู้ร้องขับไล่ออกจากพื้นที่เช่าแล้วเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไปได้ แม้ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องดังกล่าวอยู่ภายในอาคารเลขที่ 778 ของผู้ร้อง กรณีจึงต้องถือว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ดังกล่าวของผู้ร้องโดยปริยายประกอบกับการรักษาทรัพย์ของผู้ร้องสมประโยชน์ทั้งของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี กรณีมีเหตุอันสมควรที่จะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง เมื่อพิจารณาสำเนาสัญญาเช่าทรัพย์ กำหนดอัตราเช่าไว้เดือนละ 7,500 บาท จึงเห็นสมควรกำหนดค่ารักษาทรัพย์เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องให้ในอัตราเดือนละ 7,500 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีเครื่องจักรทั้งสองเครื่อง เป็นระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน 21 วัน รวมเป็นเงิน 230,250 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับค่ารักษาทรัพย์ประเภทชุดเครื่องตัดโลหะหมายเลขทะเบียน 50 - 323 - 306 - xxxx และ 50 - 323 -306 - xxxx ของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเลขที่ 778 (โกดังที่ 7) ของผู้ร้อง เป็นเงิน 230,250 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ปิยนุช จรูญรัตนา-ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล-ดุสิต ฉิมพลีย์) ศาลแพ่งธนบุรี - นายมานพ จรัสจรรยาวงศ์ ศาลอุทธรณ์ - นายวิกรม ดีเสมอ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)88/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
723551
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นายมานพ จรัสจรรยาวงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวิกรม ดีเสมอ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1779908406578"
    }
}
date
2568
deka_no
7717/2568
deka_running_no
7717
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "ปิยนุช จรูญรัตนา",
    "ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล",
    "ดุสิต ฉิมพลีย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 161",
            "ม. 303 (1)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551",
        "sections": [
            "ม. 7"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร พ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัท ส."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ท. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะ หมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx ของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ภายในโกดังอาคารเลขที่ 778 ของผู้ร้อง เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดค่าใช้พื้นที่ในรักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 จนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่ารักษาทรัพย์ประเภทชุดเครื่องตัดโลหะหมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx ของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเลขที่ 778 (โกดังที่ 2) เป็นเงิน 368,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2563 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารเลขที่ 778 เดิมจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าอาคารดังกล่าวประกอบกิจการและใช้เป็นที่ตั้งเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะ หมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx รวม 2 เครื่อง เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2554 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดในคดีล้มละลาย โจทก์เดิมนำยึดทรัพย์จำนองเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะ หมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx ณ. อาคารเลขที่ 778 โดยการยึดทรัพย์นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีเก็บรักษาทรัพย์ที่ยึดไว้ ณ สถานที่ยึด และมอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ผู้แทนโจทก์เดิมมอบหมายให้นางสาวกัลย์รวี ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นผู้ดูแลสถานที่แทนจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลทรัพย์ดังกล่าวแทนโจทก์เดิม ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากสถานที่เช่า และวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีเครื่องจักรทั้งสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 บัญญัติว่า "การยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำโดย (1) นำทรัพย์นั้นมาเก็บรักษาไว้ หรือฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรหรือมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์นั้นโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา" ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อมีการยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์ นั้น โดยหลักคือ เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ เว้นแต่กรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา การมอบทรัพย์ให้เก็บรักษาไว้อาจมีค่าธรรมเนียมการเก็บรักษาทรัพย์หรือไม่ ก็ได้ ตามแต่จะตกลงกัน โดยค่ารักษาทรัพย์ เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งศาลอาจจะพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 โจทก์เดิมนำเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีกรุงเทพมหานคร 6 ทำการยึดทรัพย์จำนองเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะ หมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx ไว้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ตามรายงานการยึดทรัพย์สิน ระบุว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ยึดโดยผู้แทนโจทก์เดิมมอบหมายให้นางสาวกัลย์รวีเกี่ยวข้องเป็นผู้ดูแลสถานที่แทนจำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์ดังกล่าวแทนโจทก์เดิม ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษา โจทก์เดิมจึงเป็นผู้รักษาทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้ต่อมาผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่า และนางสาวกัลย์รวีซึ่งโจทก์เดิมตั้งให้เป็นผู้รักษาทรัพย์แทนโจทก์เดิมมีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 6 เรื่องที่ผู้ร้องขับไล่ออกจากพื้นที่เช่าแล้วเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไปได้ แม้ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องดังกล่าวอยู่ภายในอาคารเลขที่ 778 ของผู้ร้อง กรณีจึงต้องถือว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ดังกล่าวของผู้ร้องโดยปริยายประกอบกับการรักษาทรัพย์ของผู้ร้องสมประโยชน์ทั้งของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี กรณีมีเหตุอันสมควรที่จะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง เมื่อพิจารณาสำเนาสัญญาเช่าทรัพย์ กำหนดอัตราเช่าไว้เดือนละ 7,500 บาท จึงเห็นสมควรกำหนดค่ารักษาทรัพย์เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องให้ในอัตราเดือนละ 7,500 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีเครื่องจักรทั้งสองเครื่อง เป็นระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน 21 วัน รวมเป็นเงิน 230,250 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับค่ารักษาทรัพย์ประเภทชุดเครื่องตัดโลหะหมายเลขทะเบียน 50 - 323 - 306 - xxxx และ 50 - 323 -306 - xxxx ของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเลขที่ 778 (โกดังที่ 7) ของผู้ร้อง เป็นเงิน 230,250 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260528_020000\000002.html
source_run
20260528_020000
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)88/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568