คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5610/2568 ฉบับเต็ม

#723555
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5610/2568 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เฉพาะส่วนของบริษัท อ . โจทก์ นาง พ. กับพวก จำเลย บริษัท อ. กับพวก จำเลยร่วม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7, มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, มาตรา 17 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. เมื่อได้จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 7 แล้วย่อมมีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากนายจ้างรายหนึ่งรายใดหรือหลายราย การควบคุมดูแลกิจการย่อมต้องกระทำโดยคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และมีอำนาจที่จะแต่งตั้งผู้จัดการกองทุนและเป็นผู้แทนของกองทุนในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก รวมทั้งมอบหมายเป็นหนังสือให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนทำการแทนได้ ส. และ ร. เป็นเพียงกรรมการที่มาจากบริษัท อ. ซึ่งเป็นหนึ่งในนายจ้างหลายรายในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้วเท่านั้น โดยตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ส. และ ร. มีอำนาจเพียงที่ระบุไว้ในข้อ 7.8.2 ส่วนการจัดการดูแลกิจการทั่วไปของกองทุนรวมทั้งกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกย่อมเป็นอำนาจของคณะกรรมการกองทุน การฟ้องคดีเป็นการจัดการกองทุนและเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอกอย่างหนึ่ง ส. และ ร. จึงไม่มีอำนาจแต่งตั้ง ป. เพื่อดำเนินคดีนี้แทน ตามคำฟ้องและคำฟ้องฉบับแก้ไขแสดงให้เห็นว่าโจทก์มุ่งประสงค์ที่จะดำเนินคดีนี้โดยให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้วเฉพาะส่วนของบริษัท อ. อันเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้วเป็นโจทก์ เรียกให้ฝ่ายจำเลยรับผิดในมูลละเมิด โดยมิได้มุ่งหมายให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว และมีฐานะเป็นนิติบุคคลเพียงรายเดียวเป็นโจทก์โดยตรง เมื่อโจทก์ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 3,606,900.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัท อ. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แล้วบริษัทดังกล่าวขอให้เรียกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ย. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมที่ 1 ให้การว่าจำเลยร่วมที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 เมื่อนับถึงวันที่จำเลยที่ 2 มีคำขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาเป็นคู่ความในคดีจึงพ้นกำหนด 1 ปี คดีที่จำเลยที่ 2 ขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 มาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความ จำเลยร่วมที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ประเด็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่สมควรได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 จึงให้งดสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสอง และจำเลยร่วมทั้งสอง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมทั้งสองคนละ 4,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้รวมสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 2 ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่จะมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 5 บัญญัติว่า "กองทุนจะมีขึ้นได้ต่อเมื่อลูกจ้างและนายจ้างตกลงกันจัดตั้งขึ้นและได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อเป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างตาย ออกจากงาน หรือลาออกจากกองทุน โดยลูกจ้างจ่ายเงินสะสมและนายจ้างจ่ายเงินสมทบตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของกองทุนนั้น ทั้งนี้ จะจัดตั้งเป็นกองทุนนายจ้างเดียวหรือกองทุนหลายนายจ้าง ซึ่งอาจมีนโยบายการลงทุนนโยบายเดียวหรือหลายนโยบายก็ได้" มาตรา 7 บัญญัติว่า "กองทุนที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคล" และมาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้กองทุนมีคณะกรรมการกองทุน ประกอบด้วยผู้แทนซึ่งลูกจ้างเลือกตั้งและผู้แทนซึ่งนายจ้างแต่งตั้ง มีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของกองทุน และให้มีอำนาจแต่งตั้งผู้จัดการกองทุนและเป็นผู้แทนของกองทุนในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการกองทุนจะมอบหมายเป็นหนังสือให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนทำการแทนก็ได้" และตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 ข้อ 2.17 กำหนดว่า "คณะกรรมการกองทุน หมายความว่า คณะกรรมการกองทุนซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการกองทุนเฉพาะส่วนของนายจ้างทั้งหมด และกรรมการกองทุนที่เป็นตัวแทนจากบริษัทจัดการ" และในข้อ 7 กำหนดว่า คณะกรรมการกองทุนมีคุณสมบัติ คือ ต้องเป็น 1. กรรมการที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิก 2. กรรมการที่มาจากการแต่งตั้งของนายจ้าง และ 3. กรรมการที่เป็นตัวแทนจากบริษัทจัดการ ซึ่งคณะกรรมการกองทุนนี้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของกองทุน รวมทั้งเป็นผู้แทนของกองทุนในกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ตามข้อ 7.08 จึงเห็นได้ว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพใดจะมีฐานะเป็นนิติบุคคลได้ก็ต่อเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น ดังนั้น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. เมื่อได้จดทะเบียนตามมาตรา 7 แล้ว ย่อมมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากนายจ้างรายหนึ่งรายใดหรือรายหลาย และในการควบคุมดูแลกิจการโดยทั่วไปของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ย่อมต้องกระทำโดยคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอันประกอบด้วยกรรมการซึ่งลูกจ้างเลือกตั้ง กรรมการซึ่งนายจ้างแต่งตั้งและกรรมการที่เป็นตัวแทนของบริษัทจัดการ และคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้ย่อมมีอำนาจที่จะแต่งตั้งผู้จัดการกองทุนและเป็นผู้แทนของกองทุนในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก รวมทั้งอาจมอบหมายเป็นหนังสือให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนทำการแทนก็ได้ เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องรวมทั้งคำฟ้องฉบับแก้ไขเพิ่มเติมแล้วปรากฏว่าโจทก์ระบุในช่องคู่ความว่า "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เฉพาะส่วนของบริษัท อ. โจทก์" และบรรยายฟ้องว่า "โจทก์เป็นส่วนหนึ่งในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว มีชื่อว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เฉพาะส่วนของบริษัท อ. ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยบริษัท อ. โดยได้รับการจดทะเบียนเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 โจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 เช่นกัน" และบรรยายฟ้องต่อไปอีกว่า "โจทก์มีนายสุรเดช และนางสาวระพีพรรณ เป็นคณะกรรมการกองทุนผู้มีอำนาจกระทำการร่วมกันแทนโจทก์...ในการฟ้องและดำเนินคดีนี้โจทก์มอบอำนาจให้นายประณิธาน เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์" แสดงให้เห็นว่าโจทก์มุ่งประสงค์ที่จะดำเนินคดีนี้โดยให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เฉพาะส่วนของบริษัท อ. ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เป็นโจทก์เรียกให้ฝ่ายจำเลยรับผิดในมูลละเมิดโดยมิได้มุ่งหมายให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว และมีฐานะเป็นนิติบุคคลเพียงรายเดียวเป็นโจทก์โดยตรง ประกอบกับผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ก็มิใช่คณะกรรมการกองทุนที่มีองค์ประกอบและคุณสมบัติตามกฎหมายและข้อบังคับดังกล่าว นายสุรเดชและนางสาวระพีพรรณเป็นเพียงกรรมการที่มาจากบริษัท อ. ซึ่งเป็นหนึ่งในนายจ้างหลายรายในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เท่านั้น โดยตามข้อบังคับฯ นายสุรเดชและนางสาวระพีพรรณเป็นกรรมการผู้มีอำนาจจำกัดเพียงที่ระบุไว้ในข้อ 7.8.2 ส่วนการจัดการดูแลกิจการทั่วไปของกองทุนรวมทั้งกิจการที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอกย่อมเป็นอำนาจของคณะกรรมการกองทุน การฟ้องคดีเป็นการจัดการกองทุนและเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอกอย่างหนึ่ง ลำพังแต่นายสุรเดชและนางสาวระพีพรรณจึงไม่มีอำนาจกระทำการแทนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและย่อมไม่มีอำนาจแต่งตั้งนายประณิธานเพื่อดำเนินคดีนี้แทน นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 17 ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ผู้จัดการกองทุนจัดทำบัญชีเพื่อแบ่งแยกทรัพย์สินของกองทุนทุกกองทุน โดยให้บันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายของกองทุนตามประเภทของกองทุน ดังต่อไปนี้ (1) กรณีกองทุนหลายนายจ้าง ให้บันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายของกองทุนตามส่วนได้เสียของลูกจ้างแยกตามรายนายจ้าง..." แล้วจะเห็นได้ว่ากฎหมายมุ่งหมายให้ตัวกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นผู้กระทำการในกิจการทั่วไปแทนกองทุนและเมื่อมีรายได้หรือค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งอย่างใด กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นก็มีหน้าที่บันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายตามส่วนได้เสียของลูกจ้างแยกตามรายนายจ้างไม่อาจนำไปบันทึกเป็นรายได้หรือค่าใช้จ่ายของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยรวมได้ มิใช่ประสงค์ให้นายจ้างแต่ละรายมาเป็นโจทก์ฟ้องคดีเฉพาะในส่วนของตนเพื่อที่จะได้รับผลประโยชน์หรือค่าเสียหายใด ๆ ได้เอง เมื่อโจทก์ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ดังนั้น การฟ้องคดีของโจทก์เป็นคดีนี้จึงหาชอบด้วยกฎหมายไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 2 ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ (จักรพันธ์ สอนสุภาพ-วิเชียร อภิรัตน์มนตรี-วิไลวรรณ ชิดเชื้อ) ศาลแพ่ง - นายธีรพงษ์ เสวนาพร ศาลอุทธรณ์ - สุทธิชัย จงศิริสภาพร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.670/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
723555
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายธีรพงษ์ เสวนาพร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "สุทธิชัย จงศิริสภาพร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1789758022691"
    }
}
date
2568
deka_no
5610/2568
deka_running_no
5610
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "จักรพันธ์ สอนสุภาพ",
    "วิเชียร อภิรัตน์มนตรี",
    "วิไลวรรณ ชิดเชื้อ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530",
        "sections": [
            "ม. 7",
            "ม. 11 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 17"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เฉพาะส่วนของบริษัท อ ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง พ. กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัท อ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 3,606,900.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัท อ. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แล้วบริษัทดังกล่าวขอให้เรียกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ย. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมที่ 1 ให้การว่าจำเลยร่วมที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 เมื่อนับถึงวันที่จำเลยที่ 2 มีคำขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาเป็นคู่ความในคดีจึงพ้นกำหนด 1 ปี คดีที่จำเลยที่ 2 ขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 มาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความ

จำเลยร่วมที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ประเด็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่สมควรได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 จึงให้งดสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสอง และจำเลยร่วมทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมทั้งสองคนละ 4,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้รวมสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 2 ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่จะมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 5 บัญญัติว่า "กองทุนจะมีขึ้นได้ต่อเมื่อลูกจ้างและนายจ้างตกลงกันจัดตั้งขึ้นและได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อเป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างตาย ออกจากงาน หรือลาออกจากกองทุน โดยลูกจ้างจ่ายเงินสะสมและนายจ้างจ่ายเงินสมทบตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของกองทุนนั้น ทั้งนี้ จะจัดตั้งเป็นกองทุนนายจ้างเดียวหรือกองทุนหลายนายจ้าง ซึ่งอาจมีนโยบายการลงทุนนโยบายเดียวหรือหลายนโยบายก็ได้" มาตรา 7 บัญญัติว่า "กองทุนที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคล" และมาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้กองทุนมีคณะกรรมการกองทุน ประกอบด้วยผู้แทนซึ่งลูกจ้างเลือกตั้งและผู้แทนซึ่งนายจ้างแต่งตั้ง มีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของกองทุน และให้มีอำนาจแต่งตั้งผู้จัดการกองทุนและเป็นผู้แทนของกองทุนในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการกองทุนจะมอบหมายเป็นหนังสือให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนทำการแทนก็ได้" และตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 ข้อ 2.17 กำหนดว่า "คณะกรรมการกองทุน หมายความว่า คณะกรรมการกองทุนซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการกองทุนเฉพาะส่วนของนายจ้างทั้งหมด และกรรมการกองทุนที่เป็นตัวแทนจากบริษัทจัดการ" และในข้อ 7 กำหนดว่า คณะกรรมการกองทุนมีคุณสมบัติ คือ ต้องเป็น 1. กรรมการที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิก 2. กรรมการที่มาจากการแต่งตั้งของนายจ้าง และ 3. กรรมการที่เป็นตัวแทนจากบริษัทจัดการ ซึ่งคณะกรรมการกองทุนนี้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของกองทุน รวมทั้งเป็นผู้แทนของกองทุนในกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ตามข้อ 7.08 จึงเห็นได้ว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพใดจะมีฐานะเป็นนิติบุคคลได้ก็ต่อเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น ดังนั้น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. เมื่อได้จดทะเบียนตามมาตรา 7 แล้ว ย่อมมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากนายจ้างรายหนึ่งรายใดหรือรายหลาย และในการควบคุมดูแลกิจการโดยทั่วไปของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ย่อมต้องกระทำโดยคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอันประกอบด้วยกรรมการซึ่งลูกจ้างเลือกตั้ง กรรมการซึ่งนายจ้างแต่งตั้งและกรรมการที่เป็นตัวแทนของบริษัทจัดการ และคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้ย่อมมีอำนาจที่จะแต่งตั้งผู้จัดการกองทุนและเป็นผู้แทนของกองทุนในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก รวมทั้งอาจมอบหมายเป็นหนังสือให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนทำการแทนก็ได้ เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องรวมทั้งคำฟ้องฉบับแก้ไขเพิ่มเติมแล้วปรากฏว่าโจทก์ระบุในช่องคู่ความว่า "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เฉพาะส่วนของบริษัท อ. โจทก์" และบรรยายฟ้องว่า "โจทก์เป็นส่วนหนึ่งในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว มีชื่อว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เฉพาะส่วนของบริษัท อ. ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยบริษัท อ. โดยได้รับการจดทะเบียนเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 โจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 เช่นกัน" และบรรยายฟ้องต่อไปอีกว่า "โจทก์มีนายสุรเดช และนางสาวระพีพรรณ เป็นคณะกรรมการกองทุนผู้มีอำนาจกระทำการร่วมกันแทนโจทก์...ในการฟ้องและดำเนินคดีนี้โจทก์มอบอำนาจให้นายประณิธาน เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์" แสดงให้เห็นว่าโจทก์มุ่งประสงค์ที่จะดำเนินคดีนี้โดยให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เฉพาะส่วนของบริษัท อ. ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เป็นโจทก์เรียกให้ฝ่ายจำเลยรับผิดในมูลละเมิดโดยมิได้มุ่งหมายให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว และมีฐานะเป็นนิติบุคคลเพียงรายเดียวเป็นโจทก์โดยตรง ประกอบกับผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ก็มิใช่คณะกรรมการกองทุนที่มีองค์ประกอบและคุณสมบัติตามกฎหมายและข้อบังคับดังกล่าว นายสุรเดชและนางสาวระพีพรรณเป็นเพียงกรรมการที่มาจากบริษัท อ. ซึ่งเป็นหนึ่งในนายจ้างหลายรายในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เท่านั้น โดยตามข้อบังคับฯ นายสุรเดชและนางสาวระพีพรรณเป็นกรรมการผู้มีอำนาจจำกัดเพียงที่ระบุไว้ในข้อ 7.8.2 ส่วนการจัดการดูแลกิจการทั่วไปของกองทุนรวมทั้งกิจการที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอกย่อมเป็นอำนาจของคณะกรรมการกองทุน การฟ้องคดีเป็นการจัดการกองทุนและเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอกอย่างหนึ่ง ลำพังแต่นายสุรเดชและนางสาวระพีพรรณจึงไม่มีอำนาจกระทำการแทนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและย่อมไม่มีอำนาจแต่งตั้งนายประณิธานเพื่อดำเนินคดีนี้แทน นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 17 ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ผู้จัดการกองทุนจัดทำบัญชีเพื่อแบ่งแยกทรัพย์สินของกองทุนทุกกองทุน โดยให้บันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายของกองทุนตามประเภทของกองทุน ดังต่อไปนี้ (1) กรณีกองทุนหลายนายจ้าง ให้บันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายของกองทุนตามส่วนได้เสียของลูกจ้างแยกตามรายนายจ้าง..." แล้วจะเห็นได้ว่ากฎหมายมุ่งหมายให้ตัวกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นผู้กระทำการในกิจการทั่วไปแทนกองทุนและเมื่อมีรายได้หรือค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งอย่างใด กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นก็มีหน้าที่บันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายตามส่วนได้เสียของลูกจ้างแยกตามรายนายจ้างไม่อาจนำไปบันทึกเป็นรายได้หรือค่าใช้จ่ายของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยรวมได้ มิใช่ประสงค์ให้นายจ้างแต่ละรายมาเป็นโจทก์ฟ้องคดีเฉพาะในส่วนของตนเพื่อที่จะได้รับผลประโยชน์หรือค่าเสียหายใด ๆ ได้เอง เมื่อโจทก์ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ดังนั้น การฟ้องคดีของโจทก์เป็นคดีนี้จึงหาชอบด้วยกฎหมายไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260919_020000\000008.html
source_run
20260919_020000
supreme_black_case_no
พ.670/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568