ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4988/2568
นาง น.
โจทก์
บริษัท ช.
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 654
ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5)
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3
จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ในอัตราร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่นด้วยแล้ว) ต่อเดือนของรายรับจากดอกเบี้ย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีต่อกรมสรรพากร จึงเป็นภาระภาษีที่มีอยู่ตามกฎหมายซึ่งคู่สัญญาตกลงกันให้โจทก์ผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีแทน แต่การที่จำเลยคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และจำเลยมีภาระภาษีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ยตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) แต่กลับตกลงให้โจทก์เป็นผู้เสียแทน ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งและเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องใช้ให้แก่จำเลยจากการได้กู้ยืมเงิน อันถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แม้อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวเป็นจำนวนไม่มากนัก แต่เมื่อจำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่แล้วจึงถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินอันมีลักษณะกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควร ข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับค่าภาษีธุรกิจเฉพาะในแต่ละเดือนจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ ต้องนำดอกเบี้ยและค่าภาษีที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วทั้งหมดไปหักออกจากต้นเงินกู้ 280,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าปรับผิดนัดการชำระดอกเบี้ยของแต่ละเดือนให้แก่จำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 449,938 บาท จึงเกินกว่าจำนวนต้นเงินกู้แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระแก่จำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19958 และส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินคืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยดำเนินการไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19958 และส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 โจทก์กู้ยืมเงินจำเลย 150,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ย เดือนละ 1 ครั้ง โดยโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19958 เป็นหลักประกันแก่จำเลย และตกลงให้ถือเอาสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 โจทก์ขอกู้ยืมเงินจำเลยเพิ่มขึ้นอีก 130,000 บาท โดยใช้หลักประกันเดิม และจดทะเบียนทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเงินกู้จากจำนองครั้งที่ 1 รวมเป็นต้นเงินทั้งสิ้น 280,000 บาท ทั้งนี้มีข้อตกลงกันว่า โจทก์ต้องชำระดอกเบี้ยพร้อมกับภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3.3 ของจำนวนดอกเบี้ยแต่ละเดือนให้แก่จำเลยด้วย หากโจทก์ผิดนัดจะต้องเสียค่าปรับอีกร้อยละ 0.75 ของดอกเบี้ยในแต่ละเดือน ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวมานี้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยไปแล้ว 449,938 บาท
คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การเรียกดอกเบี้ยเงินกู้ของจำเลยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นผลให้ข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยตามที่โจทก์อุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ในอัตราร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่นด้วยแล้ว) ต่อเดือนของรายรับจากดอกเบี้ย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีต่อกรมสรรพากร จึงเป็นภาระภาษีที่มีอยู่ตามกฎหมายซึ่งคู่สัญญาตกลงกันให้โจทก์ผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีแทน แต่การที่จำเลยคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และจำเลยมีภาระภาษีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) แต่กลับตกลงให้โจทก์เป็นผู้เสียแทน ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่ง และเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องใช้ให้แก่จำเลยจากการได้กู้ยืมเงิน อันถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แม้อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวเป็นจำนวนไม่มากนักแต่เมื่อจำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่แล้วจึงถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินอันมีลักษณะกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควร ข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับค่าภาษีธุรกิจเฉพาะในแต่ละเดือนจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ ต้องนำดอกเบี้ยและค่าภาษีที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วทั้งหมดไปหักออกจากต้นเงินกู้ 280,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าปรับผิดนัดการชำระดอกเบี้ยของแต่ละเดือนให้แก่จำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 449,938 บาท จึงเกินกว่าจำนวนต้นเงินกู้แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระแก่จำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์-วิทยา พรหมประสิทธิ์-ศุภลักษณ์ เขียวรัตน์)
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน - นายเกรียงไกร สาลิกา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายเชาวลิต ชูรัศมี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.69/2568
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ