คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8033/2568 ฉบับเต็ม

#723558
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8033/2568 นาย ว. โจทก์ นาง ป. กับพวก ผู้ร้อง นางหรือนางสาว ว. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 298 ปัญหาว่า โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานเหตุขัดข้องในการบังคับคดีว่า ศาลชั้นต้นได้แจ้งคำสั่งเพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเพิกถอนการยึดทรัพย์ของ ส. และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงถอนการยึดทรัพย์ที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวและแจ้งโจทก์วางชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ต่อมาศาลฎีกาพิพากษากลับให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพิกถอนการยึดทรัพย์ของ ส. และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นคำร้องขอตรวจสำนวนพร้อมนำส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี แม้จะเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมกรณียึดแล้วไม่มีการขาย แต่ก็ไม่อาจฟังได้ว่าโจทก์ได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวแต่อย่างใด ประกอบกับในวันที่โจทก์ขอตรวจสำนวนและนำส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ก็ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่า ที่ดินทั้ง 6 แปลง ไม่ใช่ของ ส. ลูกหนี้ตามคำพิพากษา และเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ถอนการยึดที่ดินทั้ง 6 แปลง ตามคำสั่งศาลชั้นต้นไปก่อนแล้ว จึงย่อมพ้นวิสัยที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวได้ในขณะนั้น นอกจากนี้ คำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือข้อความตอนใดที่จะแปลความได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิเสธไม่ยอมทำการยึดที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวและโจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดโดยอ้างว่าเป็นของ ส. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 298 แต่อย่างใด ในชั้นนี้โจทก์จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ หากโจทก์ประสงค์จะบังคับคดีในที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวอีก โจทก์ต้องยื่นคำร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อขอให้ยึดที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวเสียก่อน และหากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ทำการยึดโจทก์ย่อมชอบที่จะใช้สิทธิได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 298 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมว่า จำเลยนำนายเสริมวงศ์ เข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ 3,600,000 บาท โดยนายเสริมวงศ์ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 188236 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร 3 ชั้น ให้แก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยเดือนละ 10,000 บาท ให้แก่โจทก์จนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้วเสร็จ หากจำเลยและนายเสริมวงศ์ผิดสัญญาถือว่าผิดนัด จำเลยและนายเสริมวงศ์ยอมให้บังคับคดีได้ทันทีโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยและนายเสริมวงศ์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ผิดหลงไม่ได้แถลงให้ศาลทราบถึงการยินยอมเข้าเป็นลูกหนี้ร่วมของนายเสริมวงศ์กับจำเลย ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีนายเสริมวงศ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามคำร้องขอของโจทก์และโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์เป็นที่ดิน 6 แปลง โฉนดเลขที่ 170669 และ 170685 ถึง 170689 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ต่อมานางเปรมฤดี ผู้ร้องที่ 1 และนายภาณุวัฒน์ ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินทั้ง 6 แปลง ดังกล่าว อ้างว่าไม่ใช่ที่ดินของนายเสริมวงศ์แต่เป็นของบุคคลทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ใหม่ว่าโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของนายเสริมวงศ์บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่จำเลยอันเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้กระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการมาทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นสมควรมีคำสั่งเพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย ต่อมาผู้ร้องทั้งสองขอถอนคำร้องขอให้ปล่อยที่ดิน ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอตรวจสำนวนต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีต่อไป แต่ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าไม่สามารถทำการบังคับคดีต่อไปได้ เนื่องจากได้ปล่อยที่ดินทั้งหกแปลงไปแล้ว และให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมกรณียึดแล้วไม่มีการขาย ซึ่งขัดกับคำพิพากษาศาลฎีกา จึงไม่ชอบ ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านว่า โจทก์บังคับคดีโดยไม่ดำเนินการตามขั้นตอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 โจทก์ต้องบังคับคดีเอากับอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความก่อน ที่ดินทั้ง 6 แปลงมีชื่อผู้ร้องทั้งสองมิใช่ลูกหนี้ของโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องเกินกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 นายเสริมวงศ์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 6 แปลงแทนนายจรัญ คำร้องขอให้บังคับคดีต่อไปและคำร้องขอให้ผู้ร้องทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นคำฟ้องหรือคำร้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีกับทรัพย์สินที่ดินทั้ง 6 แปลง ของนายเสริมวงศ์ต่อไป และให้เพิกถอนคำสั่งลงวันที่ 22 ธันวาคม 2564 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมกรณียึดแล้วไม่มีการขาย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ หมายแจ้งคำสั่งศาลให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปหรือไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานเหตุขัดข้องในการบังคับคดีฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2566 ว่า วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 ศาลชั้นต้นได้แจ้งคำสั่งเพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงถอนการยึดทรัพย์ที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวและแจ้งโจทก์วางชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ต่อมาศาลฎีกาพิพากษากลับให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย วันที่ 22 ธันวาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้องขอตรวจสำนวนพร้อมนำส่งคำพิพากษาศาลฎีกาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้แจ้งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมกรณียึดแล้วไม่มีการขาย ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป วันที่ 31 มกราคม 2566 โจทก์นำส่งสำเนาโฉนดที่ดินทั้ง 6 แปลง แต่ปรากฏว่านายเสริมวงศ์ได้โอนขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่ผู้ร้องที่ 2 แล้วตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ของนายเสริมวงศ์ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ จึงเห็นได้ว่าการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นคำร้องขอตรวจสำนวนพร้อมนำส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี แม้จะเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมกรณียึดแล้วไม่มีการขาย แต่การที่โจทก์ขอตรวจสำนวนและนำส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่อาจฟังได้ว่าโจทก์ได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวแต่อย่างใด ประกอบกับในวันที่โจทก์ขอตรวจสำนวนและนำส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ก็ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่า ที่ดินทั้ง 6 แปลง ไม่ใช่ของนายเสริมวงศ์ลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีให้ถอนการยึด ที่ดินทั้ง 6 แปลง ตามคำสั่งศาลชั้นต้นไปก่อนแล้ว จึงย่อมพ้นวิสัยที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวได้ในขณะนั้น นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปของโจทก์โดยละเอียดแล้วก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือข้อความตอนใดที่จะแปลความได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิเสธไม่ยอมทำการยึดที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวและโจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดโดยอ้างว่าเป็นของนายเสริมวงศ์ลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 แต่อย่างใด ในชั้นนี้โจทก์จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม หากโจทก์ประสงค์จะบังคับคดีในที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวอีกต่อไป โจทก์ต้องยื่นคำร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อขอให้ยึดที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวเสียก่อน และหากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ทำการยึดโจทก์ย่อมชอบที่จะใช้สิทธิได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องทั้งสอง เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องในส่วนที่ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินทั้ง 6 แปลง ต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์-สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล-ตุล เมฆยงค์) ศาลจังหวัดพัทยา - นางสาวศิริพร ขันทอง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสมศักดิ์ เอี่ยมพลับใหญ่ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.70/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
723558
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพัทยา",
        "judge": "นางสาวศิริพร ขันทอง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายสมศักดิ์ เอี่ยมพลับใหญ่"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1789758014502"
    }
}
date
2568
deka_no
8033/2568
deka_running_no
8033
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์",
    "สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล",
    "ตุล เมฆยงค์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 298"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ว."
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาง ป. กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางหรือนางสาว ว."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมว่า จำเลยนำนายเสริมวงศ์ เข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ 3,600,000 บาท โดยนายเสริมวงศ์ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 188236 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร 3 ชั้น ให้แก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยเดือนละ 10,000 บาท ให้แก่โจทก์จนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้วเสร็จ หากจำเลยและนายเสริมวงศ์ผิดสัญญาถือว่าผิดนัด จำเลยและนายเสริมวงศ์ยอมให้บังคับคดีได้ทันทีโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยและนายเสริมวงศ์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ผิดหลงไม่ได้แถลงให้ศาลทราบถึงการยินยอมเข้าเป็นลูกหนี้ร่วมของนายเสริมวงศ์กับจำเลย ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีนายเสริมวงศ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามคำร้องขอของโจทก์และโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์เป็นที่ดิน 6 แปลง โฉนดเลขที่ 170669 และ 170685 ถึง 170689 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ต่อมานางเปรมฤดี ผู้ร้องที่ 1 และนายภาณุวัฒน์ ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินทั้ง 6 แปลง ดังกล่าว อ้างว่าไม่ใช่ที่ดินของนายเสริมวงศ์แต่เป็นของบุคคลทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ใหม่ว่าโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของนายเสริมวงศ์บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่จำเลยอันเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้กระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการมาทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นสมควรมีคำสั่งเพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย ต่อมาผู้ร้องทั้งสองขอถอนคำร้องขอให้ปล่อยที่ดิน ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561

โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอตรวจสำนวนต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีต่อไป แต่ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าไม่สามารถทำการบังคับคดีต่อไปได้ เนื่องจากได้ปล่อยที่ดินทั้งหกแปลงไปแล้ว และให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมกรณียึดแล้วไม่มีการขาย ซึ่งขัดกับคำพิพากษาศาลฎีกา จึงไม่ชอบ ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านว่า โจทก์บังคับคดีโดยไม่ดำเนินการตามขั้นตอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 โจทก์ต้องบังคับคดีเอากับอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความก่อน ที่ดินทั้ง 6 แปลงมีชื่อผู้ร้องทั้งสองมิใช่ลูกหนี้ของโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องเกินกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 นายเสริมวงศ์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 6 แปลงแทนนายจรัญ คำร้องขอให้บังคับคดีต่อไปและคำร้องขอให้ผู้ร้องทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นคำฟ้องหรือคำร้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีกับทรัพย์สินที่ดินทั้ง 6 แปลง ของนายเสริมวงศ์ต่อไป และให้เพิกถอนคำสั่งลงวันที่ 22 ธันวาคม 2564 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมกรณียึดแล้วไม่มีการขาย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ หมายแจ้งคำสั่งศาลให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปหรือไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานเหตุขัดข้องในการบังคับคดีฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2566 ว่า วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 ศาลชั้นต้นได้แจ้งคำสั่งเพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์ และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงถอนการยึดทรัพย์ที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวและแจ้งโจทก์วางชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ต่อมาศาลฎีกาพิพากษากลับให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพิกถอนการยึดทรัพย์ของนายเสริมวงศ์และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย วันที่ 22 ธันวาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้องขอตรวจสำนวนพร้อมนำส่งคำพิพากษาศาลฎีกาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้แจ้งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมกรณียึดแล้วไม่มีการขาย ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป วันที่ 31 มกราคม 2566 โจทก์นำส่งสำเนาโฉนดที่ดินทั้ง 6 แปลง แต่ปรากฏว่านายเสริมวงศ์ได้โอนขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่ผู้ร้องที่ 2 แล้วตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ของนายเสริมวงศ์ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ จึงเห็นได้ว่าการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นคำร้องขอตรวจสำนวนพร้อมนำส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี แม้จะเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมกรณียึดแล้วไม่มีการขาย แต่การที่โจทก์ขอตรวจสำนวนและนำส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่อาจฟังได้ว่าโจทก์ได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวแต่อย่างใด ประกอบกับในวันที่โจทก์ขอตรวจสำนวนและนำส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ก็ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่า ที่ดินทั้ง 6 แปลง ไม่ใช่ของนายเสริมวงศ์ลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีให้ถอนการยึด ที่ดินทั้ง 6 แปลง ตามคำสั่งศาลชั้นต้นไปก่อนแล้ว จึงย่อมพ้นวิสัยที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวได้ในขณะนั้น นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปของโจทก์โดยละเอียดแล้วก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือข้อความตอนใดที่จะแปลความได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิเสธไม่ยอมทำการยึดที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวและโจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดโดยอ้างว่าเป็นของนายเสริมวงศ์ลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 แต่อย่างใด ในชั้นนี้โจทก์จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม หากโจทก์ประสงค์จะบังคับคดีในที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวอีกต่อไป โจทก์ต้องยื่นคำร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อขอให้ยึดที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าวเสียก่อน และหากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ทำการยึดโจทก์ย่อมชอบที่จะใช้สิทธิได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องทั้งสอง เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องในส่วนที่ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินทั้ง 6 แปลง ต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260919_020000\000005.html
source_run
20260919_020000
supreme_black_case_no
พ.70/2568
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568