คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7746/2568 ฉบับเต็ม

#723781
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7746/2568 พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร โจทก์ นาย ส. จำเลย ป.อ. มาตรา 2, มาตรา 3 (1) ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, มาตรา 66 วรรคสาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 มาตรา 3 พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, มาตรา 88 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม, มาตรา 118, มาตรา 140 วรรคสอง พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2), มาตรา 25, มาตรา 26 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26/3 วรรคหนึ่ง, มาตรา 76 วรรคหนึ่ง, มาตรา 91 ป.อ. มาตรา 3 (1) บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่กรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อสำนวนความ ปรากฏแก่ศาล หรือเมื่อผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้น หรือพนักงานอัยการร้องขอ ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) และวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ป.ยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมีผลใช้บังคับ ครั้นวันที่ 27 ธันวาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 28 มกราคม 2565 เมื่อครบกำหนดขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์ ย่อมต้องกลับไปใช้ระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 คือ เมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฟัง คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ ก่อนที่ ป.ยาเสพติดใช้บังคับและก่อนคดีถึงที่สุด แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ของจำเลยในวันที่ 29 มีนาคม 2565 หลังจากที่ ป.ยาเสพติดมีผลใช้บังคับและคดีถึงที่สุดแล้ว ถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นชอบด้วย ป.อ. มาตรา 3 (1) แล้ว จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นกัน อนึ่ง ศาลชั้นต้นคดีนี้เป็นศาลจังหวัดการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้และมีคำสั่งว่าเห็นควรแก้ไขหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด เพื่อยกเลิกการบังคับโทษสำหรับความผิดเกี่ยวกับกัญชาเท่ากับศาลชั้นต้นวินิจฉัยการบังคับโทษของจำเลยในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง โดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณามีคำสั่งนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิจารณาและมีคำสั่งดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ___________________________ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 26/3 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคสาม, 76 วรรคหนึ่ง, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2559 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 88 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 88 วรรคหนึ่ง), 118, 140 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง คงจำคุก 6 เดือน ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย คงจำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครอง คงจำคุก 3 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง คงจำคุก 1 ปี ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 28 ปี 19 เดือน และปรับ 700,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน กัญชา อัลปราโซแลม โคลนาซีแพม ลอราซีแพม อาวุธปืน รถจักรยานยนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องชั่งดิจิทัล กระเป๋าสะพายหลังสีดำ ซองผ้าสีดำ กล่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อไอโฟน กล่องอะลูมิเนียม กระเป๋าสะพายข้างสีดำ ถุงแบ่งบรรจุ ขนาด 4 คูณ 6 เซนติเมตร และอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนของกลาง วันที่ 7 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2565 ว่าโทษตามคำพิพากษามิได้สูงกว่าโทษขั้นสูงตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องกำหนดโทษใหม่ ให้ยกคำร้อง วันที่ 23 มิถุนายน 2565 จำเลยยื่นคำร้องว่า ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เห็นควรแก้ไขหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด เพื่อยกเลิกการบังคับโทษสำหรับความผิดเกี่ยวกับพืชกัญชา จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 29 มีนาคม 2565 ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า การปรับบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติดนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาลหรือเมื่อผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้น หรือพนักงานอัยการร้องขอ ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) และวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมีผลใช้บังคับ ครั้นวันที่ 27 ธันวาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 28 มกราคม 2565 เมื่อครบกำหนดขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์ ย่อมต้องกลับไปใช้ระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 คือ เมื่อครบหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฟัง คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ก่อนที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับและก่อนคดีถึงที่สุด แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ของจำเลยในวันที่ 29 มีนาคม 2565 หลังจากที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดมีผลใช้บังคับและคดีถึงที่สุดแล้ว ถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) แล้ว จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นกัน การปรับบทกำหนดโทษในความผิดฐานมีอัลปราโซแลมอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย ความผิดฐานมีโคลนาซีแพมและลอราซีแพมอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครอง ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยต้องปรับบทกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 145 วรรคหนึ่งหรือมาตรา 145 วรรคสองนั้น เห็นว่า การที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังต้องได้ความว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 นิยามคำว่า จำหน่าย ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายจึงถือเป็นความผิดอย่างเดียวกันคือการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยมาตรา 145 วรรคหนึ่งถึงวรรคสาม บัญญัติให้ศาลกำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 5 ซอง และ 118 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 94.044 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 69.617 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวไม่อาจบ่งชี้ถึงการกระทำของจำเลยว่าเป็นการ ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปได้ แต่อย่างไรก็ตามปริมาณเมทแอมเฟตามีนของกลางที่มีจำนวนมากย่อมแสดงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า จำเลยซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาเพื่อขายแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หากจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่นแล้ว โดยสภาพย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่ผู้เสพเป็นวงกว้าง เช่นนี้ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท เมื่อโทษจำคุกที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดคือโทษจำคุกตลอดชีวิตหนักกว่าโทษจำคุกที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง จึงต้องกำหนดโทษจำคุกให้จำเลยใหม่ตามโทษจำคุกที่กำหนดตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ฎีกาจำเลยเกี่ยวกับที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง จำเลยยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2565 ว่า ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัด การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้และมีคำสั่งว่าเห็นควรแก้ไขหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดเพื่อยกเลิกการบังคับโทษสำหรับความผิดเกี่ยวกับกัญชาเท่ากับศาลชั้นต้นวินิจฉัยการบังคับโทษของจำเลยในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 วรรคสอง โดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณามีคำสั่งนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิจารณาและมีคำสั่งคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยว่าความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองได้สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสองหรือไม่ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะอีก เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า วันที่ 9 มิถุนายน 2565 มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ใช้บังคับซึ่งมีผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 อีกต่อไป การมีพืชกัญชาไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26/3 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายยาเสพติด 93, 107 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น เมื่อจำเลยยังรับโทษอยู่ การลงโทษในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองจึงสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงและพิพากษากลับให้กำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) โดยความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) จำคุก 20 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี และปรับ 500,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 13 ปี 13 เดือน และปรับ 700,000 บาท ส่วนความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองให้การลงโทษสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี. (เทพ อิงคสิทธิ์-วรวุฒิ ทวาทศิน-ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร) ศาลจังหวัดชุมพร - นางสาวอรณิชา ลิ่มอุสันโน ศาลอุทธรณ์ - นายพรหมมาศ ภู่แส แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อย.1793/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
723781
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชุมพร",
        "judge": "นางสาวอรณิชา ลิ่มอุสันโน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายพรหมมาศ ภู่แส"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1784314812074"
    }
}
date
2568
deka_no
7746/2568
deka_running_no
7746
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "เทพ อิงคสิทธิ์",
    "วรวุฒิ ทวาทศิน",
    "ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2",
            "ม. 3 (1)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 147 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 15 วรรคสาม",
            "ม. 66 วรรคสาม",
            "ม. 26/3 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 76 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550",
        "sections": [
            "ม. 3"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559",
        "sections": [
            "ม. 16 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 88 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม",
            "ม. 118",
            "ม. 140 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "law_abbr": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "sections": [
            "ม. 24 (2)",
            "ม. 25",
            "ม. 26"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ส."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 26/3 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคสาม, 76 วรรคหนึ่ง, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2559 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 88 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 88 วรรคหนึ่ง), 118, 140 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง คงจำคุก 6 เดือน ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย คงจำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครอง คงจำคุก 3 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง คงจำคุก 1 ปี ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 28 ปี 19 เดือน และปรับ 700,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน กัญชา อัลปราโซแลม โคลนาซีแพม ลอราซีแพม อาวุธปืน รถจักรยานยนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องชั่งดิจิทัล กระเป๋าสะพายหลังสีดำ ซองผ้าสีดำ กล่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อไอโฟน กล่องอะลูมิเนียม กระเป๋าสะพายข้างสีดำ ถุงแบ่งบรรจุ ขนาด 4 คูณ 6 เซนติเมตร และอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนของกลาง

วันที่ 7 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2565 ว่าโทษตามคำพิพากษามิได้สูงกว่าโทษขั้นสูงตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องกำหนดโทษใหม่ ให้ยกคำร้อง

วันที่ 23 มิถุนายน 2565 จำเลยยื่นคำร้องว่า ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เห็นควรแก้ไขหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด เพื่อยกเลิกการบังคับโทษสำหรับความผิดเกี่ยวกับพืชกัญชา

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 29 มีนาคม 2565

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า การปรับบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติดนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาลหรือเมื่อผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้น หรือพนักงานอัยการร้องขอ ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) และวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมีผลใช้บังคับ ครั้นวันที่ 27 ธันวาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 28 มกราคม 2565 เมื่อครบกำหนดขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์ ย่อมต้องกลับไปใช้ระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 คือ เมื่อครบหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฟัง คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ก่อนที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับและก่อนคดีถึงที่สุด แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ของจำเลยในวันที่ 29 มีนาคม 2565 หลังจากที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดมีผลใช้บังคับและคดีถึงที่สุดแล้ว ถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) แล้ว จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นกัน การปรับบทกำหนดโทษในความผิดฐานมีอัลปราโซแลมอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย ความผิดฐานมีโคลนาซีแพมและลอราซีแพมอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครอง ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยต้องปรับบทกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 145 วรรคหนึ่งหรือมาตรา 145 วรรคสองนั้น เห็นว่า การที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังต้องได้ความว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 นิยามคำว่า จำหน่าย ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายจึงถือเป็นความผิดอย่างเดียวกันคือการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยมาตรา 145 วรรคหนึ่งถึงวรรคสาม บัญญัติให้ศาลกำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 5 ซอง และ 118 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 94.044 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 69.617 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวไม่อาจบ่งชี้ถึงการกระทำของจำเลยว่าเป็นการ

ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปได้ แต่อย่างไรก็ตามปริมาณเมทแอมเฟตามีนของกลางที่มีจำนวนมากย่อมแสดงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า จำเลยซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาเพื่อขายแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หากจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่นแล้ว โดยสภาพย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่ผู้เสพเป็นวงกว้าง เช่นนี้ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท เมื่อโทษจำคุกที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดคือโทษจำคุกตลอดชีวิตหนักกว่าโทษจำคุกที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง จึงต้องกำหนดโทษจำคุกให้จำเลยใหม่ตามโทษจำคุกที่กำหนดตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ฎีกาจำเลยเกี่ยวกับที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง จำเลยยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2565 ว่า ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัด การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้และมีคำสั่งว่าเห็นควรแก้ไขหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดเพื่อยกเลิกการบังคับโทษสำหรับความผิดเกี่ยวกับกัญชาเท่ากับศาลชั้นต้นวินิจฉัยการบังคับโทษของจำเลยในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 วรรคสอง โดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณามีคำสั่งนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิจารณาและมีคำสั่งคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยว่าความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองได้สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสองหรือไม่ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะอีก เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า วันที่ 9 มิถุนายน 2565 มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ใช้บังคับซึ่งมีผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 อีกต่อไป การมีพืชกัญชาไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26/3 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายยาเสพติด 93, 107 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น เมื่อจำเลยยังรับโทษอยู่ การลงโทษในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองจึงสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงและพิพากษากลับให้กำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) โดยความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) จำคุก 20 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี และปรับ 500,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 13 ปี 13 เดือน และปรับ 700,000 บาท ส่วนความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองให้การลงโทษสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260718_020001\000004.html
source_run
20260718_020001
supreme_black_case_no
อย.1793/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568