ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1/2567
พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์
นาย ส.
จำเลย
ป.อ. มาตรา 83
จำเลยกับพวกพยายามติดตามหาตัวผู้ตายน่าจะสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ตายมีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเกิดความขัดแย้งกัน เมื่อจำเลยกับพวกติดตามจนพบผู้ตาย จำเลยจึงบอกให้พวกของจำเลยพกอาวุธปืนลงจากรถด้วย จากนั้นพวกของจำเลยดังกล่าวใช้ปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายที่ 2 ทันที กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 2 แต่ถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยขับรถเก๋งพาพวกของจำเลยหลบหนีไปด้วยกัน พฤติการณ์เช่นนี้บ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นและวางแผนให้พวกของจำเลยฆ่าผู้ตายตั้งแต่ต้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 90, 91, 93, 288, 289, 309, 310 ทวิ, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหัวกระสุนปืน 2 ชิ้น ของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 309 วรรคสอง, 310 ทวิ, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธและฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (11) ได้อีก เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว ริบหัวกระสุนปืน 2 ชิ้น ของกลาง ยกฟ้องข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า วันเกิดเหตุวันที่ 28 สิงหาคม 2562 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะที่นางริณลตา ผู้เสียหายที่ 1 ยืนอยู่บริเวณหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ได้มีคนร้ายหลายคนร่วมกันฉุดผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถเก๋งสีดำและใส่กุญแจมือบังคับให้พาไปหานายอรรถพลที่บ้านของนายสุธน ผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นเวลาประมาณ 22 นาฬิกา เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีนายอรรถพลนั่งซ้อนท้ายแล่นไปถึงที่เกิดเหตุทางเข้าบ้านของผู้เสียหายที่ 2 กลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 และนายอรรถพล 1 นัด กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 2 แต่ถูกนายอรรถพลที่บริเวณสันจมูก ไหล่ซ้ายและศีรษะ เป็นเหตุให้นายอรรถพลถึงแก่ความตาย สำหรับความผิดฐานปล้นทรัพย์ เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้อง ส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นและให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำ กับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในความผิดดังกล่าว
คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 1 มีโอกาสพูดคุยสอบถามจำเลยว่าเป็นบุคคลที่ผู้ตายให้มาพบเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนผู้เสียหายที่ 1 จะถูกกลุ่มคนร้ายฉุดขึ้นรถเก๋งโดยไม่ได้ตั้งตัวแล้วคนร้ายใช้ผ้าปิดใบหน้าและใส่กุญแจมือผู้เสียหายที่ 1 แต่ระหว่างอยู่ภายในรถกลุ่มคนร้ายเปิดผ้าที่ปิดใบหน้าของผู้เสียหายที่ 1 ออก เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นคนนำทางพาไปหาผู้ตาย ในสถานการณ์เช่นนี้เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 ย่อมต้องเห็นและมีเวลาเพียงพอที่จะสบโอกาสจดจำสังเกตรูปร่างลักษณะและการแต่งกายของจำเลยซึ่งเป็นคนขับรถอยู่ในกลุ่มคนร้าย อีกทั้งวันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ได้ให้ข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จนกระทั่งเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุจนพบข้อมูลเกี่ยวกับคนร้ายเริ่มตั้งแต่บริเวณหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่นจุดที่ผู้เสียหายที่ 1 พบกับจำเลย แล้วกลุ่มคนร้ายฉุดผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถเก๋ง รวมทั้งเส้นทางของกลุ่มคนร้ายขับรถเก๋งไปร่วมกันก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายที่ 2 เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบรถเก๋งของคนร้ายที่ใช้เป็นยานพาหนะในการก่อเหตุปรากฏว่ามีชื่อนางอำพร ภริยาของจำเลยเป็นผู้ครอบครอง ประกอบกับหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจนำเอาภาพถ่ายของจำเลยในเฟซบุ๊กซึ่งมีผมสีทองและสวมเสื้อลายสีขาวแดง กับภาพถ่ายของจำเลยในข้อมูลทะเบียนราษฎร์ให้ผู้เสียหายที่ 1 ดู และผู้เสียหายที่ 1 ชี้ตัวจำเลยทันทียืนยันว่าเป็นคนขับรถให้กลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย อีกทั้งผู้เสียหายที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนหลายครั้งก็ยังคงมีข้อเท็จจริงสอดคล้องกับคำเบิกความในชั้นพิจารณาไม่มีข้อพิรุธ จึงเชื่อว่า ผู้เสียหายที่ 1 จดจำจำเลยได้ว่า เป็นคนร้ายร่วมกับกลุ่มคนร้ายก่อเหตุคดีนี้ ที่จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ไปกรุงเทพมหานคร โดยมีตั๋วเดินทางของสายการบินแอร์เอเซียเป็นหลักฐาน แต่ปรากฏว่าตั๋วเดินทางดังกล่าวระบุเวลาขึ้นเครื่อง 16.50 นาฬิกา อันเป็นเวลาก่อนเกิดเหตุหลายชั่วโมง และไม่ปรากฏทางนำสืบของจำเลยหรือมีพยานหลักฐานอื่นใดของจำเลยแสดงให้เห็นว่าหลังจากเดินทางถึงกรุงเทพมหานครแล้วจำเลยอยู่กับใคร ที่ไหน ทำอะไร พยานหลักฐานของจำเลยจึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทหญิงนุชรี พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า จากการสอบสวนของพยานทราบว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดโดยเป็นผู้ทวงหนี้ค่ายาเสพติด ประกอบกับในเรื่องนี้ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุนางสาวอ้น คนรักของผู้ตายโทรศัพท์ติดต่อผู้เสียหายที่ 1 ขอร้องให้ผู้เสียหายที่ 1 ให้ผู้ตายยืมเงินเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด และบอกว่านางสาวอ้นกับผู้ตายกำลังจะมีภัย รวมทั้งระหว่างผู้เสียหายที่ 1 อยู่ภายในรถกับกลุ่มคนร้าย ผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินกลุ่มคนร้ายพูดว่าผู้ตายขายยาบ้าเก่ง อันเป็นการสอดคล้องกับคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า กลุ่มคนร้ายบังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 ติดต่อผู้ตายเพราะติดหนี้เจ้านายตามบันทึกคำให้การของพยาน ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้เชื่อว่า สาเหตุที่จำเลยกับพวกพยายามติดตามหาตัวผู้ตายน่าจะสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ตายมีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเกิดความขัดแย้งกัน เมื่อจำเลยกับพวกติดตามจนพบผู้ตาย จำเลยจึงบอกให้พวกของจำเลยพกอาวุธปืนลงจากรถด้วย จากนั้นพวกของจำเลยดังกล่าวใช้ปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายที่ 2 ทันที กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 2 แต่ถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยขับรถเก๋งพาพวกของจำเลยหลบหนีไปด้วยกัน พฤติการณ์เช่นนี้บ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นและวางแผนให้พวกของจำเลยฆ่าผู้ตายตั้งแต่ต้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
(บดินทร์ ตรีรานุรัตน์-เสถียร ศรีทองชัย-สิทธิชัย พูนเกษม)
ศาลจังหวัดภูเก็ต -
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 -
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1956/2566
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ