คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1844/2567 ฉบับเต็ม

#724067
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1844/2567 มหาวิทยาลัย จ. โจทก์ บริษัท ซ. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 379, มาตรา 383, มาตรา 391 เมื่อพิจารณาสัญญาเช่าพื้นที่ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ตาม ข้อ 17.3 การเข้าครอบครองพื้นที่เช่า โดยระบุว่า กรณีผู้เช่าไม่ส่งมอบพื้นที่เช่าเมื่อสัญญาสิ้นสุดตามข้อ 17.2 ผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าครอบครองพื้นที่เช่าได้ด้วยตนเอง โดยผู้เช่าไม่มีสิทธิคัดค้าน หรือเรียกค่าเสียหาย หรือดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ให้เช่าแต่ประการใด โดยให้ถือว่าสิทธิครอบครองพื้นที่เช่ากลับคืนสู่ผู้ให้เช่าในทันที ผู้ให้เช่าหรือตัวแทนมีสิทธิที่จะทำลายสิ่งกีดขวางประตู หรือกุญแจ และเคลื่อนย้ายทรัพย์สินต่าง ๆ ออกจากพื้นที่เช่าโดยผู้เช่าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนย้ายหรือเก็บรักษาทรัพย์สินนั้น ผู้ให้เช่าหรือตัวแทนมีสิทธิที่จะล็อกประตู ปิดกั้นหรือกระทำการใด ๆ เพื่อห้ามมิให้ผู้เช่าเข้าในพื้นที่เช่า และผู้ให้เช่ามีสิทธิที่จะดำเนินการให้ผู้เช่ารายใหม่เข้าใช้ประโยชน์พื้นที่เช่าได้ในทันที ประกอบกับวันที่ 30 ตุลาคม 2563 โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารรื้อถอนและส่งมอบพื้นที่เช่าคืน โดยระบุว่า ให้จำเลยดำเนินการรื้อถอนและปรับปรุงพื้นที่เช่าให้อยู่ในสภาพเดิมที่โจทก์จัดให้มีในวันส่งมอบพื้นที่เช่า ขนย้ายทรัพย์สินและบริวาร ทำหนังสือส่งมอบพื้นที่เช่าและมอบกุญแจคืนแก่โจทก์ พร้อมทั้งชำระหนี้ค้างชำระตามสัญญาทั้งหมดและค่าเสียหายภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดจนถึงวันที่จำเลยส่งมอบพื้นที่คืน ทั้งนี้ ให้เสร็จสิ้นภายในวันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2563 หากจำเลยไม่ดำเนินการส่งมอบพื้นที่ภายในกำหนด โจทก์ขอสงวนสิทธิตามสัญญาเช่าในการเข้าไปดำเนินการขนย้ายทรัพย์สินต่าง ๆ ออกจากพื้นที่เช่าและรื้อถอนปรับสภาพพื้นที่เช่าโดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย แสดงให้เห็นว่าหนังสือดังกล่าว โจทก์ต้องการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าพื้นที่ ข้อ 17.3 ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 แล้ว พฤติการณ์จึงถือได้ว่าจำเลยได้ส่งมอบพื้นที่เช่าคืนแก่โจทก์และโจทก์เข้าครอบครองพื้นที่เช่าตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 แล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์ตั้งแต่วันที่สัญญาเลิกกันคือวันที่ 15 กันยายน 2563 ถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 สัญญาเช่าพื้นที่ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ข้อ 15 การปฏิบัติผิดสัญญาและค่าปรับ โดยระบุในข้อ 15.2 ว่า บรรดาเงินใด ๆ ที่ผู้เช่าชำระมาแล้วไม่มีสิทธิเรียกคืน และมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระครบถ้วน และสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภค ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ข้อ 10 การปฏิบัติผิดสัญญา โดยระบุในข้อ 10.2 ว่า ผู้รับบริการยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ค้างชำระจนกว่าผู้รับบริการจะชำระครบถ้วนนั้น มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ศาลมีอำนาจปรับลดได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 496,884 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 486,094.46 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องดังกล่าว และส่งมอบการครอบครองพื้นที่พิพาทคืนโจทก์ ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์อัตราเดือนละ 58,442.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่พิพาท จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 250,707.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มกราคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 239,918.13 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา เฉพาะประเด็นว่าจำเลยต้องรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์นับแต่เมื่อใดและเพียงใด และดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เหมาะสมหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 21 มิถุนายน 2562 จำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่ในอาคารชั้น 1 จากโจทก์ 2 ห้อง คือ ห้องเลขที่ 037 พื้นที่เช่า 10 ตารางเมตร อัตราค่าเช่าเดือนละ 11,120 บาท และห้องเลขที่ 1038 พื้นที่เช่า 10.03 ตารางเมตร อัตราค่าเช่าเดือนละ 11,120 บาท ระยะเวลาการเช่า 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ในการทำสัญญาเช่าพื้นที่จำเลยวางหลักประกัน 33,360 บาท ต่อห้อง รวม 66,720 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาเช่าพื้นที่ และในวันเดียวกันจำเลยทำสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภคกับโจทก์ โดยโจทก์จะให้บริการในพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภคส่วนกลางของอาคารแก่จำเลย ค่าบริการอัตราเดือนละ 16,680 บาท ต่อห้อง การทำสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภคจำเลยวางหลักประกัน 53,542.80 บาท ต่อห้อง รวม 107,085.60 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภค นอกจากนี้จำเลยยังวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้า 10,700 บาท ต่อห้อง เป็นเงิน 21,400 บาท การทำสัญญาเช่าพื้นที่จำเลยทุบกำแพงกั้นระหว่างห้องทั้งสองเพื่อให้สามารถเชื่อมถึงกันได้ และทำบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาเช่าพื้นที่ว่าหากสัญญาเช่าพื้นที่สิ้นสุด จำเลยจะปรับพื้นที่เช่าให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามแบบของโจทก์ ตามสัญญาเช่าพื้นที่ร้านค้าสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและบันทึกข้อตกลง ต่อมาจำเลยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2563 จำเลยมีหนังสือขอให้นำเงินประกันที่วางไว้ตามสัญญามาหักชำระค่าเช่าและค่าบริการบางส่วน โจทก์จึงนำเงินประกันตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภคทั้ง 2 ห้อง หักชำระหนี้ค่าเช่า 2,780 บาท ต่อห้องและหักชำระหนี้การให้บริการพื้นที่เช่า 4,461.90 บาท ต่อห้อง คงเหลือเงินประกันตามสัญญาเช่าพื้นที่เช่าแต่ละห้อง 30,580 บาท และคงเหลือเงินประกันตามสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภคแต่ละห้อง 49,080.90 บาท จากนั้นวันที่ 18 มิถุนายน 2563 จำเลยมีหนังสือแจ้งความประสงค์ต่อสัญญาเช่าทั้ง 2 ห้อง เป็นระยะเวลา 6 เดือน ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 จำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภคฉบับใหม่กับโจทก์มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2564 โดยมีข้อตกลงชำระค่าเช่า ค่าบริการพื้นที่เช่า และข้อตกลงอื่น ๆ เช่นเดียวกับสัญญาฉบับเดิมและให้โอนเงินประกันที่เหลือตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภคฉบับเดิมมาเป็นหลักประกันของสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณสุขฉบับใหม่ด้วย ตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภคและบันทึกข้อตกลง จำเลยผิดนัดไม่นำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่า ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2563 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เพื่อขอยุติการเช่า โจทก์จึงถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันเลิกสัญญา และวันที่ 30 ตุลาคม 2563 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระ ขนย้ายทรัพย์สินและบริวาร รื้อถอน และส่งมอบพื้นที่เช่าคืน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์นับแต่เมื่อใด และเพียงใด เห็นว่า เมื่อพิจารณาสัญญาเช่าพื้นที่ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ข้อ 17.3 การเข้าครอบครองพื้นที่เช่า โดยระบุว่า กรณีผู้เช่าไม่ส่งมอบพื้นที่เช่าเมื่อสัญญาสิ้นสุดตามข้อ 17.2 ผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าครอบครองพื้นที่เช่าได้ด้วยตนเอง โดยผู้เช่าไม่มีสิทธิคัดค้าน หรือเรียกค่าเสียหาย หรือดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ให้เช่าแต่ประการใด โดยให้ถือว่าสิทธิครอบครองพื้นที่เช่ากลับคืนสู่ผู้ให้เช่าในทันที ผู้ให้เช่าหรือตัวแทนมีสิทธิที่จะทำลายสิ่งกีดขวางประตู หรือกุญแจ และเคลื่อนย้ายทรัพย์สินต่าง ๆ ออกจากพื้นที่เช่าโดยผู้เช่าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนย้ายหรือเก็บรักษาทรัพย์สินนั้น ผู้ให้เช่าหรือตัวแทนมีสิทธิที่จะล็อกประตู ปิดกั้นหรือกระทำการใด ๆ เพื่อห้ามมิให้ผู้เช่าเข้าในพื้นที่เช่า และผู้ให้เช่ามีสิทธิที่จะดำเนินการให้ผู้เช่ารายใหม่เข้าใช้ประโยชน์พื้นที่เช่าได้ในทันที ประกอบกับวันที่ 30 ตุลาคม 2563 โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารรื้อถอนและส่งมอบพื้นที่เช่าคืน โดยระบุว่า ให้จำเลยดำเนินการรื้อถอนและปรับปรุงพื้นที่เช่าให้อยู่ในสภาพเดิมที่โจทก์จัดให้มีในวันส่งมอบพื้นที่เช่า ขนย้ายทรัพย์สินและบริวาร ทำหนังสือส่งมอบพื้นที่เช่าและมอบกุญแจคืนแก่โจทก์ พร้อมทั้งชำระหนี้ค้างชำระตามสัญญาทั้งหมดและค่าเสียหายภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดจนถึงวันที่จำเลยส่งมอบพื้นที่คืน ทั้งนี้ ให้เสร็จสิ้นภายในวันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2563 หากจำเลยไม่ดำเนินการส่งมอบพื้นที่ภายในกำหนด โจทก์ขอสงวนสิทธิตามสัญญาเช่าในการเข้าไปดำเนินการขนย้ายทรัพย์สินต่าง ๆ ออกจากพื้นที่เช่าและรื้อถอนปรับสภาพพื้นที่เช่าโดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย นั้น แสดงให้เห็นว่าหนังสือดังกล่าว โจทก์ต้องการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 แล้ว พฤติการณ์จึงถือได้ว่าจำเลยได้ส่งมอบพื้นที่เช่าคืนแก่โจทก์และโจทก์เข้าครอบครองพื้นที่เช่าตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 แล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์ตั้งแต่วันที่สัญญาเลิกกันคือวันที่ 15 กันยายน 2563 ถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 เป็นระยะเวลา 2 เดือน เป็นเงิน 116,884.98 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์ขออัตราร้อยละ 15 ต่อปี เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าพื้นที่ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ข้อ 15 การปฏิบัติผิดสัญญาและค่าปรับ โดยระบุในข้อ 15.2 ว่า บรรดาเงินใด ๆ ที่ผู้เช่าชำระมาแล้วไม่มีสิทธิเรียกคืน และมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระครบถ้วน และสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภค ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ข้อ 10 การปฏิบัติผิดสัญญา โดยระบุในข้อ 10.2 ว่า ผู้รับบริการยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ค้างชำระจนกว่าผู้รับบริการจะชำระครบถ้วนนั้น มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ศาลมีอำนาจปรับลดได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางของอัตราดอกเบี้ยแล้วการกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระครบถ้วนนั้น ถือเป็นการคิดดอกเบี้ยที่สูงเกินส่วน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดนั้นเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีและชอบแล้ว แต่เนื่องจากมีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทนซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี และกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดนับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงเห็นควรให้เป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง กรณีตามคำฟ้องไม่จำต้องเสียค่าขึ้นศาลในอนาคตตามตาราง 1 (4) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในอนาคตสำหรับคำฟ้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคืนให้แก่โจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระเงิน 250,707.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 239,918.13 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มกราคม 2564) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์-กงจักร์ โพธิ์พร้อม-สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.776/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
724067
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ -",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082719524"
    }
}
date
2567
deka_no
1844/2567
deka_running_no
1844
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์",
    "กงจักร์ โพธิ์พร้อม",
    "สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 379",
            "ม. 383",
            "ม. 391"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "มหาวิทยาลัย จ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ซ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 496,884 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 486,094.46 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องดังกล่าว และส่งมอบการครอบครองพื้นที่พิพาทคืนโจทก์ ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์อัตราเดือนละ 58,442.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่พิพาท

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 250,707.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มกราคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 239,918.13 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา เฉพาะประเด็นว่าจำเลยต้องรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์นับแต่เมื่อใดและเพียงใด และดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เหมาะสมหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 21 มิถุนายน 2562 จำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่ในอาคารชั้น 1 จากโจทก์ 2 ห้อง คือ ห้องเลขที่ 037 พื้นที่เช่า 10 ตารางเมตร อัตราค่าเช่าเดือนละ 11,120 บาท และห้องเลขที่ 1038 พื้นที่เช่า 10.03 ตารางเมตร อัตราค่าเช่าเดือนละ 11,120 บาท ระยะเวลาการเช่า 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ในการทำสัญญาเช่าพื้นที่จำเลยวางหลักประกัน 33,360 บาท ต่อห้อง รวม 66,720 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาเช่าพื้นที่ และในวันเดียวกันจำเลยทำสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภคกับโจทก์ โดยโจทก์จะให้บริการในพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภคส่วนกลางของอาคารแก่จำเลย ค่าบริการอัตราเดือนละ 16,680 บาท ต่อห้อง การทำสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภคจำเลยวางหลักประกัน 53,542.80 บาท ต่อห้อง รวม 107,085.60 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภค นอกจากนี้จำเลยยังวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้า 10,700 บาท ต่อห้อง เป็นเงิน 21,400 บาท การทำสัญญาเช่าพื้นที่จำเลยทุบกำแพงกั้นระหว่างห้องทั้งสองเพื่อให้สามารถเชื่อมถึงกันได้ และทำบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาเช่าพื้นที่ว่าหากสัญญาเช่าพื้นที่สิ้นสุด จำเลยจะปรับพื้นที่เช่าให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามแบบของโจทก์ ตามสัญญาเช่าพื้นที่ร้านค้าสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและบันทึกข้อตกลง ต่อมาจำเลยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2563 จำเลยมีหนังสือขอให้นำเงินประกันที่วางไว้ตามสัญญามาหักชำระค่าเช่าและค่าบริการบางส่วน โจทก์จึงนำเงินประกันตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภคทั้ง 2 ห้อง หักชำระหนี้ค่าเช่า 2,780 บาท ต่อห้องและหักชำระหนี้การให้บริการพื้นที่เช่า 4,461.90 บาท ต่อห้อง คงเหลือเงินประกันตามสัญญาเช่าพื้นที่เช่าแต่ละห้อง 30,580 บาท และคงเหลือเงินประกันตามสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภคแต่ละห้อง 49,080.90 บาท จากนั้นวันที่ 18 มิถุนายน 2563 จำเลยมีหนังสือแจ้งความประสงค์ต่อสัญญาเช่าทั้ง 2 ห้อง เป็นระยะเวลา 6 เดือน ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 จำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภคฉบับใหม่กับโจทก์มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2564 โดยมีข้อตกลงชำระค่าเช่า ค่าบริการพื้นที่เช่า และข้อตกลงอื่น ๆ เช่นเดียวกับสัญญาฉบับเดิมและให้โอนเงินประกันที่เหลือตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภคฉบับเดิมมาเป็นหลักประกันของสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณสุขฉบับใหม่ด้วย ตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภคและบันทึกข้อตกลง จำเลยผิดนัดไม่นำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่า ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2563 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เพื่อขอยุติการเช่า โจทก์จึงถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันเลิกสัญญา และวันที่ 30 ตุลาคม 2563 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระ ขนย้ายทรัพย์สินและบริวาร รื้อถอน และส่งมอบพื้นที่เช่าคืน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์นับแต่เมื่อใด และเพียงใด เห็นว่า เมื่อพิจารณาสัญญาเช่าพื้นที่ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ข้อ 17.3 การเข้าครอบครองพื้นที่เช่า โดยระบุว่า กรณีผู้เช่าไม่ส่งมอบพื้นที่เช่าเมื่อสัญญาสิ้นสุดตามข้อ 17.2 ผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าครอบครองพื้นที่เช่าได้ด้วยตนเอง โดยผู้เช่าไม่มีสิทธิคัดค้าน หรือเรียกค่าเสียหาย หรือดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ให้เช่าแต่ประการใด โดยให้ถือว่าสิทธิครอบครองพื้นที่เช่ากลับคืนสู่ผู้ให้เช่าในทันที ผู้ให้เช่าหรือตัวแทนมีสิทธิที่จะทำลายสิ่งกีดขวางประตู หรือกุญแจ และเคลื่อนย้ายทรัพย์สินต่าง ๆ ออกจากพื้นที่เช่าโดยผู้เช่าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนย้ายหรือเก็บรักษาทรัพย์สินนั้น ผู้ให้เช่าหรือตัวแทนมีสิทธิที่จะล็อกประตู ปิดกั้นหรือกระทำการใด ๆ เพื่อห้ามมิให้ผู้เช่าเข้าในพื้นที่เช่า และผู้ให้เช่ามีสิทธิที่จะดำเนินการให้ผู้เช่ารายใหม่เข้าใช้ประโยชน์พื้นที่เช่าได้ในทันที ประกอบกับวันที่ 30 ตุลาคม 2563 โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารรื้อถอนและส่งมอบพื้นที่เช่าคืน โดยระบุว่า ให้จำเลยดำเนินการรื้อถอนและปรับปรุงพื้นที่เช่าให้อยู่ในสภาพเดิมที่โจทก์จัดให้มีในวันส่งมอบพื้นที่เช่า ขนย้ายทรัพย์สินและบริวาร ทำหนังสือส่งมอบพื้นที่เช่าและมอบกุญแจคืนแก่โจทก์ พร้อมทั้งชำระหนี้ค้างชำระตามสัญญาทั้งหมดและค่าเสียหายภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดจนถึงวันที่จำเลยส่งมอบพื้นที่คืน ทั้งนี้ ให้เสร็จสิ้นภายในวันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2563 หากจำเลยไม่ดำเนินการส่งมอบพื้นที่ภายในกำหนด โจทก์ขอสงวนสิทธิตามสัญญาเช่าในการเข้าไปดำเนินการขนย้ายทรัพย์สินต่าง ๆ ออกจากพื้นที่เช่าและรื้อถอนปรับสภาพพื้นที่เช่าโดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย นั้น แสดงให้เห็นว่าหนังสือดังกล่าว โจทก์ต้องการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 แล้ว พฤติการณ์จึงถือได้ว่าจำเลยได้ส่งมอบพื้นที่เช่าคืนแก่โจทก์และโจทก์เข้าครอบครองพื้นที่เช่าตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 แล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์ตั้งแต่วันที่สัญญาเลิกกันคือวันที่ 15 กันยายน 2563 ถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 เป็นระยะเวลา 2 เดือน เป็นเงิน 116,884.98 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์ขออัตราร้อยละ 15 ต่อปี เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าพื้นที่ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ข้อ 15 การปฏิบัติผิดสัญญาและค่าปรับ โดยระบุในข้อ 15.2 ว่า บรรดาเงินใด ๆ ที่ผู้เช่าชำระมาแล้วไม่มีสิทธิเรียกคืน และมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระครบถ้วน และสัญญาการให้บริการพื้นที่เช่าและสาธารณูปโภค ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ข้อ 10 การปฏิบัติผิดสัญญา โดยระบุในข้อ 10.2 ว่า ผู้รับบริการยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ค้างชำระจนกว่าผู้รับบริการจะชำระครบถ้วนนั้น มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ศาลมีอำนาจปรับลดได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางของอัตราดอกเบี้ยแล้วการกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระครบถ้วนนั้น ถือเป็นการคิดดอกเบี้ยที่สูงเกินส่วน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดนั้นเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีและชอบแล้ว แต่เนื่องจากมีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทนซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี และกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดนับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงเห็นควรให้เป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง กรณีตามคำฟ้องไม่จำต้องเสียค่าขึ้นศาลในอนาคตตามตาราง 1 (4) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในอนาคตสำหรับคำฟ้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคืนให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระเงิน 250,707.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 239,918.13 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มกราคม 2564) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000029.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
พ.776/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567