คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2116/2565 ฉบับเต็ม

#724069
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2116/2565 บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้ร้อง นาย ศ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ร. กับพวก ผู้คัดค้าน บริษัท ส. กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม), มาตรา ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (1) (ค) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 วรรคท้าย จำเลยที่ 2 ที่ 4 อ. หรือ ร. และผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89507 ไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ร. เจ้าหนี้เดิมเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 4 สิทธิจำนองย่อมครอบที่ดินจำนองทั้งแปลง ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งสิทธิจำนองมาจากเจ้าหนี้เดิมย่อมมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินจำนองทั้งแปลงและแม้ว่าผู้คัดค้านทั้งสองจะมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องหรือลูกหนี้ในคดีล้มละลายก็ตาม แต่เมื่อมีการขายทอดตลาดที่ดินจำนองและกันเงินค่าที่ดินส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองไว้แต่เงินที่กันไว้ก็อยู่ในความรับผิดตามสัญญาจำนองซึ่งผู้ร้องได้รับโอนสิทธิความเป็นเจ้าหนี้มา ผู้ร้องย่อมใช้สิทธิของเจ้าหนี้จำนองซึ่งถือเป็นบุริมสิทธิที่อาจร้องขอให้บังคับคดีเหนือที่ดินทรัพย์จำนองกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมดได้ตามกฎหมายและมีสิทธิได้รับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองในส่วนของ อ. หรือ ร. และผู้คัดค้านที่ 2 ก่อนเจ้าหนี้อื่น ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองในคดีนี้ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 สัญญาปรับโครงสร้างหนี้เป็นเพียงข้อตกลงรับสภาพหนี้ หรือข้อผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ ไม่ใช่การระงับหนี้เดิม จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงยังคงต้องรับผิดตามมูลหนี้เดิมอยู่ ดังนั้น เมื่อ อ. หรือ ร. และผู้คัดค้านที่ 2 ชำระเงินตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เพียง 200,000 บาท ยังขาดอีก 15,000,000 บาท ย่อมถือว่า อ. หรือ ร. และผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ไม่ครบถ้วน แม้ผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 แล้วเป็นจำนวน 11,277,358.84 บาท ก็ไม่มีผลทำให้ผู้คัดค้านทั้งสองหลุดพ้นจากความรับผิดแต่อย่างใดเพราะหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ยังไม่ได้ชำระโดยสิ้นเชิง ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ส่วนที่เหลือตามมูลหนี้เดิมจาก อ. หรือ ร. และผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองยื่นคำร้องขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก มิใช่คู่ความในคดีล้มละลายเดิมและผู้ร้องไม่เคยฟ้องร้องผู้คัดค้านทั้งสองมาก่อน คำร้องขอรับเงินของผู้ร้องจึงมีผลทำนองเดียวกับการฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองเพื่อบังคับชำระหนี้จำนองจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 1 ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้องแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (1) (ค) ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 วรรคท้าย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2547 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาด และวันที่ 2 ตุลาคม 2549 พิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2548 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 89507 ซึ่งจำเลยที่ 2 ที่ 4 นายอดิเทพ หรือนายรณจะพงศ์ ผู้คัดค้านที่ 1 และนางสาวอังคณา ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม มีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเป็นผู้รับโอนสิทธิจำนอง ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองได้ในราคา 29,020,000 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับเงินส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยื่นคำคัดค้าน ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินจำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นด้วยตามส่วนกรรมสิทธิ์รวมของผู้คัดค้านทั้งสองและภายในวงเงินจำนองซึ่งต้องไม่เกินกว่าภาระหนี้ที่มีอยู่จริงที่ผู้คัดค้านทั้งสองต้องรับผิดต่อผู้ร้อง และคืนค่าขึ้นศาลในศาลล้มละลายกลางและชั้นอุทธรณ์ชั้นศาลละ 100,000 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2539 จำเลยที่ 4 กู้ยืมเงิน 26,000,000 บาท จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. เจ้าหนี้เดิม ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ บีบีแอล เอ็มโออาร์ + 1.5 (13.75 + 1.5) ต่อปี ตามสัญญาวงเงินสินเชื่อ ลงวันที่ 25 เมษายน 2539 มีจำเลยที่ 2 และนายอดิเทพ หรือนายรณจะพงศ์ ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ที่ 4 นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ และผู้คัดค้านที่ 2 ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89507 แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. ในวงเงิน 26,000,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 4 โดยผู้จำนองตกลงยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 4 อย่างลูกหนี้ร่วม ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองและสำเนาโฉนดที่ดิน ต่อมาเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 เด็ดขาดแล้ว บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องจากเจ้าหนี้เดิมยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 17 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในที่ดินทรัพย์จำนองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 4 หลังจากนั้นผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยแล้วขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทน ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 26,125,138.68 บาท จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันโดยให้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ตามส่วนกรรมสิทธิ์รวมก่อนเจ้าหนี้อื่นภายในวงเงินจำนอง ส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญตามสำเนาคำขอรับชำระหนี้ สำเนาคำสั่งศาล และสำเนาความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2548 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินทรัพย์จำนองซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 2 จำนวน 84.6 ส่วน ของจำเลยที่ 4 จำนวน 81.1 ส่วน ของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์จำนวน 168 ส่วน และของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 54.3 ส่วน ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองไปในราคา 29,020,000 บาท ตามสำเนาแบบรายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ สำเนาประกาศขายทอดตลาดที่ดินและสำเนารายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ – จ่ายเงิน แล้วจ่ายเงินสุทธิในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 4 รวมเป็นเงิน 11,277,358.84 บาท ให้ผู้ร้อง และกันเงินไว้ในส่วนของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์เป็นเงิน 12,068,678.35 บาท และของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเงิน 3,900,769.25 บาท คดีล้มละลายในส่วนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จากที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นอันเสร็จเด็ดขาด ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองประการแรกมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ที่ 4 นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ และผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89507 ไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. เจ้าหนี้เดิมเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 4 สิทธิจำนองย่อมครอบที่ดินจำนองทั้งแปลง ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งสิทธิจำนองมาจากเจ้าหนี้เดิมย่อมมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินจำนองทั้งแปลงและแม้ว่าผู้คัดค้านทั้งสองจะมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องหรือลูกหนี้ในคดีล้มละลายก็ตาม แต่เมื่อมีการขายทอดตลาดที่ดินจำนองและกันเงินค่าที่ดินส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองไว้แต่เงินที่กันไว้ก็อยู่ในความรับผิดตามสัญญาจำนองซึ่งผู้ร้องได้รับโอนสิทธิความเป็นเจ้าหนี้มา ดังนั้นผู้ร้องย่อมใช้สิทธิของเจ้าหนี้จำนองซึ่งถือเป็นบุริมสิทธิที่อาจร้องขอให้บังคับคดีเหนือที่ดินทรัพย์จำนองกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมดได้ตามกฎหมายเพื่อขอรับชำระหนี้จำนองที่จำเลยที่ 2 ที่ 4 นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ และผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองในส่วนของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ และผู้คัดค้านที่ 2 ก่อนเจ้าหนี้อื่น ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจิฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองประการต่อไปมีว่าผู้คัดค้านทั้งสองหลุดพ้นความรับผิดตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้วหรือไม่ เห็นว่าสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ มีวัตถุประสงค์ระบุไว้ในข้อ 2 ว่า เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ และผู้คัดค้านที่ 2 และให้ถือว่าเป็นเพียงข้อตกลงรับสภาพหนี้ และ/หรือผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ ไม่ใช่การระงับหนี้เดิม มูลหนี้เดิมรวมทั้งหลักประกันยังคงมีอยู่โดยไม่ถูกกระทบกระเทือน และในข้อ 1 ให้คำนิยามศัพท์ "มูลหนี้เดิม" หมายถึง "สิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อประเภทต่างๆ ที่สถาบันผู้โอนมีอยู่ต่อลูกหนี้...และ บสท.(บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย) ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว...ตามสัญญาโอนสินทรัพย์..." ซึ่งมูลหนี้เดิมดังกล่าว นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ยอมรับสภาพหนี้ไว้ในข้อ 3 ว่า ในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นลูกหนี้เป็นหนี้ตามมูลหนี้เดิม 29,391,445.67 บาท และสัญญาข้อ 4 ระบุการผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ให้นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ชำระหนี้เพียง 15,200,000 บาท สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจึงแสดงไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าเป็นการรับสภาพหนี้ในมูลหนี้เดิม 29,391,445.67 บาท แต่ผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ให้นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ชำระหนี้เพียง 15,200,000 บาท ไม่อาจตีความว่านายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 รับสภาพหนี้เพียง 15,200,000 บาท ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 4 ดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างในฎีกา ที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่าหนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 80 หมายถึงหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ นั้น คำว่า "หนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับ บสท." ในบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้หมายถึง หนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองเข้าใจและอ้างในฎีกาเสมอไป และหากหนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับ บสท. ดังกล่าว หมายถึงหนี้ตามมูลหนี้เดิม ก็ไม่ได้ถือว่าการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวมุ่งจะให้ บสท. ได้เปรียบนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 อันขัดต่อวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ในการตราพระราชกำหนดดังกล่าวดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างในฎีกา เพราะนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับการผ่อนปรนโดยให้รับผิดชำระหนี้น้อยลงกว่ามูลหนี้เดิม และหากนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ครบถ้วนย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตามมูลหนี้เดิมตามสัญญาข้อ 21 แต่ถ้าผิดเงื่อนไขนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ก็ต้องรับผิดชำระหนี้เต็มจำนวนในมูลหนี้เดิมตามสัญญาข้อ 8 ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่า เมื่อผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 แล้วเป็นเงิน 11,277,358.84 บาท ย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมด้วย ผู้คัดค้านทั้งสองจึงคงต้องรับผิดชำระหนี้อีกเพียง 3,722,641.16 บาท นั้น ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ระบุว่า เมื่อนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ครบถ้วน ให้ถือว่านายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดตามมูลหนี้เดิมนั้นโดยไม่ได้ระบุให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ผู้จำนองอื่น หลุดพ้นจากความรับผิดตามมูลหนี้เดิมไปด้วย สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเจ้าหนี้ว่าไม่ประสงค์จะเรียกให้นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมให้แก่เจ้าหนี้โดยสิ้นเชิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 ยังคงต้องรับผิดอยู่ตามจำนวนมูลหนี้เดิม ดังนั้น เมื่อได้ความว่านายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ชำระเงินให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเพียง 200,000 บาท การที่ผู้ร้องยังไม่ได้รับชำระหนี้อีก 15,000,000 บาท ย่อมถือว่านายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ไม่ครบถ้วน แม้ผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 แล้วเป็นจำนวน 11,277,358.84 บาท ก็ไม่มีผลทำให้ผู้คัดค้านทั้งสองหลุดพ้นจากความรับผิดแต่อย่างใดเพราะหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ยังไม่ได้ชำระโดยสิ้นเชิง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ยังชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องไม่ครบถ้วน ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ส่วนที่เหลือตามมูลหนี้เดิมจากนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านทั้งสองไม่หลุดพ้นความรับผิดต่อผู้ร้องตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินจำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นด้วยตามส่วนกรรมสิทธิ์รวมของผู้คัดค้านทั้งสองและภายในวงเงินจำนองซึ่งต้องไม่เกินกว่าภาระหนี้ที่มีอยู่จริงที่ผู้คัดค้านทั้งสองต้องรับผิดต่อผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้นกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านทั้งสองอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองยื่นคำร้องขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก มิใช่คู่ความในคดีล้มละลายเดิมและผู้ร้องไม่เคยฟ้องร้องผู้คัดค้านทั้งสองมาก่อน คำร้องขอรับเงินของผู้ร้องจึงมีผลทำนองเดียวกับการฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองเพื่อบังคับชำระหนี้จำนองจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 1 ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้องแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) (ค) ประกอบ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องมิใช่การร้องขอให้บังคับจำนองโดยตรง จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลมาชั้นศาลละ 100,000 บาท เป็นการไม่ถูกต้องให้คืนค่าขึ้นศาลที่เสียมาเกินชั้นศาลละ 100,000 บาท แก่ผู้ร้อง จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่คืนค่าขึ้นศาลในศาลล้มละลายกลางและชั้นอุทธรณ์ชั้นศาลละ 100,000 บาท แก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล-เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์-แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์) ศาลล้มละลายกลาง - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ล.9/2563 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การบังคับคดีในกรณีที่เป็นหนี้เงินต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ขณะเดียวกันการบังคับคดีก็ต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้น ซึ่งได้มีการรับรองหลักการดังกล่าวไว้โดยบทบัญญัติของกฎหมาย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 322 (มาตรา 287 (เดิม)) ซึ่งได้เรียกขานกันต่อๆ มาว่า เป็นกรณีการกันส่วน กับมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาว่า คำร้องขอกันส่วนหรือคำร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม) เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5039/2533, 3821/2552 และ 378/2559) แต่ก็มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงขอรับชำระหนี้จากทรัพย์สินนั้นไม่ใช่การกันส่วน และเป็นคดีมีทุนทรัพย์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 694/2522) จึงยังมีข้อถกเถียงในทางวิชาการอยู่มาก เพราะโดยแท้จริงแล้ว มาตรา 322 (มาตรา 287 (เดิม)) น่าจะเป็นเพียงบทบัญญัติที่กำหนดหลักการให้ความคุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกเท่านั้น ส่วนวิธีการขอรับรองและคุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกนั้น ต้องอยู่ในบังคับมาตรา 323 และมาตรา 324 การขอรับชำระหนี้จำนองหรือหนี้บุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์อันได้จดทะเบียนไว้นั้น ป.วิ.พ. มาตรา 324 (1) กำหนดให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายหรือจำหน่าย ซึ่งเป็นทำนองเดียวกับมาตรา 289 วรรคหนึ่ง (เดิม) แต่ระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นคำร้องขอดังกล่าวเป็นเพียงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบและขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้นไปตามความประสงค์ของผู้รับจำนองหรือผู้ทรงบุริมสิทธินั้นๆ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3655/2538 และ 14202/2555 ) การยื่นคำร้องขอเกินระยะเวลาไม่ได้ทำให้ต้องเสียสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินไป เพราะสิทธิยังคงได้รับความคุ้มครองอยู่ตามมาตรา 322 ทั้งการขอบังคับตามสิทธิต้องพิจารณาเนื้อหาตามคำร้องขอนั้นเป็นสำคัญ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอรับความคุ้มครองตามสิทธิโดยอ้างมาตรา 322 (กันส่วน) แต่เนื้อหาตามคำร้องขอเป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเพื่อชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้สามัญ จึงเป็นการร้องขอรับชำระหนี้จำนองนั่นเอง (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2117/2548) คำร้องขอประเภทนี้ย่อมเป็นคดีขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ทำนองเดียวกับฟ้องบังคับจำนอง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ อัตราตามตาราง 1 (1) (ค) ท้าย ป.วิ.พ. คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ เป็นการวินิจฉัยวางหลักไว้ชัดเจนว่า คำร้องขอรับชำระหนี้จำนองหรือหนี้บุริมสิทธิที่มีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์อันได้จดทะเบียนไว้ที่ยื่นต่อศาลภายหลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์นั้น ซึ่งไม่ต้องด้วยระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 324 (1) แม้จะยังได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 322 แต่ก็เป็นทำนองเดียวกับการฟ้องบังคับชำระหนี้จำนองจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ซึ่งชอบด้วยเหตุผลแล้ว ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล บรรณาธิการหนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
724069
courts
[
    {
        "court": "ศาลล้มละลายกลาง -",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082810565"
    }
}
date
2565
deka_no
2116/2565
deka_running_no
2116
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล",
    "เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์",
    "แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 287 (เดิม)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 14"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 179 วรรคท้าย"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ."
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส."
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นาย ศ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ร. กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ส. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2547 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาด และวันที่ 2 ตุลาคม 2549 พิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2548 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 89507 ซึ่งจำเลยที่ 2 ที่ 4 นายอดิเทพ หรือนายรณจะพงศ์ ผู้คัดค้านที่ 1 และนางสาวอังคณา ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม มีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเป็นผู้รับโอนสิทธิจำนอง ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองได้ในราคา 29,020,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับเงินส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินจำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นด้วยตามส่วนกรรมสิทธิ์รวมของผู้คัดค้านทั้งสองและภายในวงเงินจำนองซึ่งต้องไม่เกินกว่าภาระหนี้ที่มีอยู่จริงที่ผู้คัดค้านทั้งสองต้องรับผิดต่อผู้ร้อง และคืนค่าขึ้นศาลในศาลล้มละลายกลางและชั้นอุทธรณ์ชั้นศาลละ 100,000 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2539 จำเลยที่ 4 กู้ยืมเงิน 26,000,000 บาท จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. เจ้าหนี้เดิม ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ บีบีแอล เอ็มโออาร์ + 1.5 (13.75 + 1.5) ต่อปี ตามสัญญาวงเงินสินเชื่อ ลงวันที่ 25 เมษายน 2539 มีจำเลยที่ 2 และนายอดิเทพ หรือนายรณจะพงศ์ ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ที่ 4 นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ และผู้คัดค้านที่ 2 ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89507 แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. ในวงเงิน 26,000,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 4 โดยผู้จำนองตกลงยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 4 อย่างลูกหนี้ร่วม ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองและสำเนาโฉนดที่ดิน ต่อมาเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 เด็ดขาดแล้ว บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องจากเจ้าหนี้เดิมยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 17 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในที่ดินทรัพย์จำนองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 4 หลังจากนั้นผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยแล้วขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทน ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 26,125,138.68 บาท จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันโดยให้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ตามส่วนกรรมสิทธิ์รวมก่อนเจ้าหนี้อื่นภายในวงเงินจำนอง ส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญตามสำเนาคำขอรับชำระหนี้ สำเนาคำสั่งศาล และสำเนาความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2548 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินทรัพย์จำนองซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 2 จำนวน 84.6 ส่วน ของจำเลยที่ 4 จำนวน 81.1 ส่วน ของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์จำนวน 168 ส่วน และของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 54.3 ส่วน ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองไปในราคา 29,020,000 บาท ตามสำเนาแบบรายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ สำเนาประกาศขายทอดตลาดที่ดินและสำเนารายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ – จ่ายเงิน แล้วจ่ายเงินสุทธิในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 4 รวมเป็นเงิน 11,277,358.84 บาท ให้ผู้ร้อง และกันเงินไว้ในส่วนของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์เป็นเงิน 12,068,678.35 บาท และของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเงิน 3,900,769.25 บาท คดีล้มละลายในส่วนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จากที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นอันเสร็จเด็ดขาด ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองประการแรกมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ที่ 4 นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ และผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89507 ไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. เจ้าหนี้เดิมเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 4 สิทธิจำนองย่อมครอบที่ดินจำนองทั้งแปลง ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งสิทธิจำนองมาจากเจ้าหนี้เดิมย่อมมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินจำนองทั้งแปลงและแม้ว่าผู้คัดค้านทั้งสองจะมิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องหรือลูกหนี้ในคดีล้มละลายก็ตาม แต่เมื่อมีการขายทอดตลาดที่ดินจำนองและกันเงินค่าที่ดินส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองไว้แต่เงินที่กันไว้ก็อยู่ในความรับผิดตามสัญญาจำนองซึ่งผู้ร้องได้รับโอนสิทธิความเป็นเจ้าหนี้มา ดังนั้นผู้ร้องย่อมใช้สิทธิของเจ้าหนี้จำนองซึ่งถือเป็นบุริมสิทธิที่อาจร้องขอให้บังคับคดีเหนือที่ดินทรัพย์จำนองกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมดได้ตามกฎหมายเพื่อขอรับชำระหนี้จำนองที่จำเลยที่ 2 ที่ 4 นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ และผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองในส่วนของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ และผู้คัดค้านที่ 2 ก่อนเจ้าหนี้อื่น ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจิฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองประการต่อไปมีว่าผู้คัดค้านทั้งสองหลุดพ้นความรับผิดตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้วหรือไม่ เห็นว่าสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ มีวัตถุประสงค์ระบุไว้ในข้อ 2 ว่า เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์ และผู้คัดค้านที่ 2 และให้ถือว่าเป็นเพียงข้อตกลงรับสภาพหนี้ และ/หรือผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ ไม่ใช่การระงับหนี้เดิม มูลหนี้เดิมรวมทั้งหลักประกันยังคงมีอยู่โดยไม่ถูกกระทบกระเทือน และในข้อ 1 ให้คำนิยามศัพท์ "มูลหนี้เดิม" หมายถึง "สิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อประเภทต่างๆ ที่สถาบันผู้โอนมีอยู่ต่อลูกหนี้...และ บสท.(บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย) ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว...ตามสัญญาโอนสินทรัพย์..." ซึ่งมูลหนี้เดิมดังกล่าว นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ยอมรับสภาพหนี้ไว้ในข้อ 3 ว่า ในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นลูกหนี้เป็นหนี้ตามมูลหนี้เดิม 29,391,445.67 บาท และสัญญาข้อ 4 ระบุการผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ให้นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ชำระหนี้เพียง 15,200,000 บาท สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจึงแสดงไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าเป็นการรับสภาพหนี้ในมูลหนี้เดิม 29,391,445.67 บาท แต่ผ่อนปรนเงื่อนไขในการชำระหนี้ให้นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ชำระหนี้เพียง 15,200,000 บาท ไม่อาจตีความว่านายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 รับสภาพหนี้เพียง 15,200,000 บาท ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 4 ดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างในฎีกา ที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่าหนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 80 หมายถึงหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ นั้น คำว่า "หนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับ บสท." ในบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้หมายถึง หนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองเข้าใจและอ้างในฎีกาเสมอไป และหากหนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับ บสท. ดังกล่าว หมายถึงหนี้ตามมูลหนี้เดิม ก็ไม่ได้ถือว่าการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวมุ่งจะให้ บสท. ได้เปรียบนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 อันขัดต่อวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ในการตราพระราชกำหนดดังกล่าวดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างในฎีกา เพราะนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับการผ่อนปรนโดยให้รับผิดชำระหนี้น้อยลงกว่ามูลหนี้เดิม และหากนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ครบถ้วนย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตามมูลหนี้เดิมตามสัญญาข้อ 21 แต่ถ้าผิดเงื่อนไขนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ก็ต้องรับผิดชำระหนี้เต็มจำนวนในมูลหนี้เดิมตามสัญญาข้อ 8 ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่า เมื่อผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 แล้วเป็นเงิน 11,277,358.84 บาท ย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมด้วย ผู้คัดค้านทั้งสองจึงคงต้องรับผิดชำระหนี้อีกเพียง 3,722,641.16 บาท นั้น ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ระบุว่า เมื่อนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ครบถ้วน ให้ถือว่านายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดตามมูลหนี้เดิมนั้นโดยไม่ได้ระบุให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ผู้จำนองอื่น หลุดพ้นจากความรับผิดตามมูลหนี้เดิมไปด้วย สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเจ้าหนี้ว่าไม่ประสงค์จะเรียกให้นายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมให้แก่เจ้าหนี้โดยสิ้นเชิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 ยังคงต้องรับผิดอยู่ตามจำนวนมูลหนี้เดิม ดังนั้น เมื่อได้ความว่านายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ชำระเงินให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเพียง 200,000 บาท การที่ผู้ร้องยังไม่ได้รับชำระหนี้อีก 15,000,000 บาท ย่อมถือว่านายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ไม่ครบถ้วน แม้ผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 แล้วเป็นจำนวน 11,277,358.84 บาท ก็ไม่มีผลทำให้ผู้คัดค้านทั้งสองหลุดพ้นจากความรับผิดแต่อย่างใดเพราะหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ยังไม่ได้ชำระโดยสิ้นเชิง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ยังชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องไม่ครบถ้วน ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ส่วนที่เหลือตามมูลหนี้เดิมจากนายอดิเทพหรือรณจะพงศ์และผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านทั้งสองไม่หลุดพ้นความรับผิดต่อผู้ร้องตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินจำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นด้วยตามส่วนกรรมสิทธิ์รวมของผู้คัดค้านทั้งสองและภายในวงเงินจำนองซึ่งต้องไม่เกินกว่าภาระหนี้ที่มีอยู่จริงที่ผู้คัดค้านทั้งสองต้องรับผิดต่อผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้นกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านทั้งสองอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองยื่นคำร้องขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก มิใช่คู่ความในคดีล้มละลายเดิมและผู้ร้องไม่เคยฟ้องร้องผู้คัดค้านทั้งสองมาก่อน คำร้องขอรับเงินของผู้ร้องจึงมีผลทำนองเดียวกับการฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองเพื่อบังคับชำระหนี้จำนองจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 1 ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้องแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) (ค) ประกอบ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องมิใช่การร้องขอให้บังคับจำนองโดยตรง จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลมาชั้นศาลละ 100,000 บาท เป็นการไม่ถูกต้องให้คืนค่าขึ้นศาลที่เสียมาเกินชั้นศาลละ 100,000 บาท แก่ผู้ร้อง จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่คืนค่าขึ้นศาลในศาลล้มละลายกลางและชั้นอุทธรณ์ชั้นศาลละ 100,000 บาท แก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การบังคับคดีในกรณีที่เป็นหนี้เงินต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ขณะเดียวกันการบังคับคดีก็ต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้น ซึ่งได้มีการรับรองหลักการดังกล่าวไว้โดยบทบัญญัติของกฎหมาย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 322 (มาตรา 287 (เดิม)) ซึ่งได้เรียกขานกันต่อๆ มาว่า เป็นกรณีการกันส่วน กับมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาว่า คำร้องขอกันส่วนหรือคำร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม) เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5039/2533, 3821/2552 และ 378/2559) แต่ก็มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงขอรับชำระหนี้จากทรัพย์สินนั้นไม่ใช่การกันส่วน และเป็นคดีมีทุนทรัพย์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 694/2522) จึงยังมีข้อถกเถียงในทางวิชาการอยู่มาก เพราะโดยแท้จริงแล้ว มาตรา 322 (มาตรา 287 (เดิม)) น่าจะเป็นเพียงบทบัญญัติที่กำหนดหลักการให้ความคุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกเท่านั้น ส่วนวิธีการขอรับรองและคุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกนั้น ต้องอยู่ในบังคับมาตรา 323 และมาตรา 324 การขอรับชำระหนี้จำนองหรือหนี้บุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์อันได้จดทะเบียนไว้นั้น ป.วิ.พ. มาตรา 324 (1) กำหนดให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายหรือจำหน่าย ซึ่งเป็นทำนองเดียวกับมาตรา 289 วรรคหนึ่ง (เดิม) แต่ระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นคำร้องขอดังกล่าวเป็นเพียงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบและขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้นไปตามความประสงค์ของผู้รับจำนองหรือผู้ทรงบุริมสิทธินั้นๆ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3655/2538 และ 14202/2555 ) การยื่นคำร้องขอเกินระยะเวลาไม่ได้ทำให้ต้องเสียสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินไป เพราะสิทธิยังคงได้รับความคุ้มครองอยู่ตามมาตรา 322 ทั้งการขอบังคับตามสิทธิต้องพิจารณาเนื้อหาตามคำร้องขอนั้นเป็นสำคัญ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอรับความคุ้มครองตามสิทธิโดยอ้างมาตรา 322 (กันส่วน) แต่เนื้อหาตามคำร้องขอเป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเพื่อชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้สามัญ จึงเป็นการร้องขอรับชำระหนี้จำนองนั่นเอง (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2117/2548) คำร้องขอประเภทนี้ย่อมเป็นคดีขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ทำนองเดียวกับฟ้องบังคับจำนอง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ อัตราตามตาราง 1 (1) (ค) ท้าย ป.วิ.พ. คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ เป็นการวินิจฉัยวางหลักไว้ชัดเจนว่า คำร้องขอรับชำระหนี้จำนองหรือหนี้บุริมสิทธิที่มีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์อันได้จดทะเบียนไว้ที่ยื่นต่อศาลภายหลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์นั้น ซึ่งไม่ต้องด้วยระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 324 (1) แม้จะยังได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 322 แต่ก็เป็นทำนองเดียวกับการฟ้องบังคับชำระหนี้จำนองจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ซึ่งชอบด้วยเหตุผลแล้ว ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล บรรณาธิการหนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000073.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
ล.9/2563
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565