คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2178/2567 ฉบับเต็ม

#724070
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2178/2567 พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต โจทก์ นาย ธ. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 335 วรรคสอง (1) (7), มาตรา 336 ทวิ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ และมาตรา 83 เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักขึ้น แต่ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขโดยปรับบทให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจวางโทษจำคุกให้หนักขึ้นตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขดังกล่าวได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 334, 335, 336 ทวิ บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 171/2564 ของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 เดือน บวกโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 171/2564 ของศาลชั้นต้น (ที่ถูก ของศาลอุทธรณ์ภาค 8) เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 เดือน จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 30,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงปรับคนละ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อคดีนี้ศาลรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกโทษในคดีนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ยกคำขอส่วนนี้ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ และมาตรา 83 เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักขึ้น แต่ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามตามบทบัญญัติดังกล่าวและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขโดยปรับบทให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจวางโทษจำคุกให้หนักขึ้นตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขดังกล่าวได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสาม ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ก่อนลดโทษ เป็นการลงโทษจำคุกขั้นต่ำสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ปรับบทลงโทษแก่จำเลยที่ 3 แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะกำหนดโทษให้เบากว่านี้ และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุก นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 3 ของพนักงานคุมประพฤติโดยจำเลยที่ 3 ไม่คัดค้านว่า ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 จำเลยที่ 3 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 12 เดือน ฐานบุกรุกและความผิดต่อร่างกาย ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2864/2551 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโทษจำคุกในคดีดังกล่าวเป็นโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนและมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ แม้จำเลยที่ 3 อ้างว่า พ้นโทษมาเป็นเวลาเกินกว่าห้าปีแล้วก็ตาม แต่ความผิดของจำเลยที่ 3 คดีนี้มิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ และมาตรา 83 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 (ขจรศักดิ์ บุญเกษม-ปรีชา บุญโรจน์พงศ์-สอนชัย สิราริยกุล) ศาลจังหวัดภูเก็ต - ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.154/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
724070
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดภูเก็ต -",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8 -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082715902"
    }
}
date
2567
deka_no
2178/2567
deka_running_no
2178
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "ขจรศักดิ์ บุญเกษม",
    "ปรีชา บุญโรจน์พงศ์",
    "สอนชัย สิราริยกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 335 วรรคสอง (1) (7)",
            "ม. 336 ทวิ"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ธ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 334, 335, 336 ทวิ บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 171/2564 ของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 เดือน บวกโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 171/2564 ของศาลชั้นต้น (ที่ถูก ของศาลอุทธรณ์ภาค 8) เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 เดือน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 30,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงปรับคนละ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อคดีนี้ศาลรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกโทษในคดีนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ยกคำขอส่วนนี้ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ และมาตรา 83 เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักขึ้น แต่ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามตามบทบัญญัติดังกล่าวและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขโดยปรับบทให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจวางโทษจำคุกให้หนักขึ้นตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขดังกล่าวได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสาม ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ก่อนลดโทษ เป็นการลงโทษจำคุกขั้นต่ำสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ปรับบทลงโทษแก่จำเลยที่ 3 แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะกำหนดโทษให้เบากว่านี้ และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุก นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 3 ของพนักงานคุมประพฤติโดยจำเลยที่ 3 ไม่คัดค้านว่า ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 จำเลยที่ 3 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 12 เดือน ฐานบุกรุกและความผิดต่อร่างกาย ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2864/2551 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโทษจำคุกในคดีดังกล่าวเป็นโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนและมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ แม้จำเลยที่ 3 อ้างว่า พ้นโทษมาเป็นเวลาเกินกว่าห้าปีแล้วก็ตาม แต่ความผิดของจำเลยที่ 3 คดีนี้มิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ และมาตรา 83 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000027.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
อ.154/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567