คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2337/2567 ฉบับเต็ม

#724073
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2337/2567 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ธ. โจทก์ นาย ก. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 204, มาตรา 686 วรรคหนึ่ง, มาตรา 686 วรรคสอง ตามสัญญาวงเงินสินเชื่อกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2556 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้สินเชื่อตามจำนวนเงินที่กำหนดในสัญญาอีกหลายงวด โดยธนาคารยอมรับไว้และไม่ปรากฏว่าธนาคารโต้แย้งการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ถือเป็นกรณีที่ธนาคารผ่อนผันการผิดนัดของจำเลยที่ 1 จนต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครั้งสุดท้าย ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีเมื่อไม่ชำระหนี้ในงวดถัดไป โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2563 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2564 จึงเป็นกรณีที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 เกินกว่า 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นเฉพาะความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 66,656.79 บาท พร้อมค่าชดเชยความเสียหายจากการผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 32,760.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 42,482.48 บาท พร้อมค่าชดเชยความเสียหายจากการผิดนัดอัตราร้อยละ 10 ต่อปีของต้นเงิน 32,760.17 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 42,482.48 บาท พร้อมค่าชดเชยความเสียหายจากการผิดนัดของต้นเงิน 32,760.17 บาท อัตราร้อยละ 17 ต่อปีนับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2561 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,087 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาวงเงินสินเชื่ออเนกประสงค์กับธนาคาร อ. 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 วงเงิน 60,000 บาท ฉบับที่ 2 วงเงิน 130,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โดยสัญญาสินเชื่อฉบับที่ 1 กำหนดราคาขายบวกอัตรากำไรไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี เป็นเงินจำนวน 116,368.61 บาท สัญญาสินเชื่อฉบับที่ 2 กำหนดราคาขายบวกอัตรากำไรไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี เป็นเงินจำนวน 252,131.98 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญา จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาสินเชื่อทั้งสองฉบับ ถึงวันที่ 5 กันยายน 2559 ซึ่งขณะนั้นอัตรากำไรอ้างอิงทั้งสองสัญญาเท่ากับอัตรา SPRR บวกค่าความเสี่ยงในอัตราร้อยละ 7.50 ต่อปี โดยอัตรา SPRR เท่ากับร้อยละ 8.50 ต่อปี ณ วันที่ 29 มิถุนายน 2560 จำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระทั้งสองรายการเป็นต้นเงิน 32,760.17 บาท กำไรค้างรับ 4,688.31 บาท และค่าชดเชยการผิดนัด 5,034 บาท รวม 42,482.48 บาท เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 ธนาคาร อ. ได้โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่โจทก์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสองด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันวงเงินสินเชื่ออเนกประสงค์ทั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2555 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2556 อันเป็นการผิดนัดก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ แม้จำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2559 ภายหลังจากพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต้องพิจารณาตั้งแต่มีการผิดนัดครั้งแรก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า แม้ตามสัญญาวงเงินสินเชื่อทั้งสองฉบับข้อ 5.1 กำหนดว่า เมื่อลูกค้าผิดนัดชำระหนี้วงเงินสินเชื่ออเนกประสงค์หรือไม่ชำระค่าธรรมเนียมหรือเงินจำนวนใด ๆ ตามจำนวนและ/หรือตามกำหนดเวลาในสัญญานี้...ให้ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดผิดสัญญาก็ตาม แต่ที่โจทก์อ้างว่าตามตารางการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2556 นั้น กลับปรากฏตามเอกสารว่า หลังจากวันที่ 8 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้สินเชื่องวดละ 1,400 บาท และงวดละ 2,900 บาท ตามจำนวนเงินที่กำหนดในสัญญาอีกหลายงวด โดยธนาคารยอมรับไว้และไม่ปรากฏว่าธนาคารโต้แย้งการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ถือเป็นกรณีที่ธนาคารผ่อนผันการผิดนัดของจำเลยที่ 1 จนต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้นับถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ในงวดถัดไป คือ นับถัดจากวันที่ 10 ตุลาคม 2559 ซึ่งสัญญามีการกำหนดชำระหนี้เป็นเวลาแน่นอน ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีเมื่อไม่ชำระหนี้ในงวดถัดไป โจทก์ไม่จำต้องมีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการผิดนัดแก่คู่สัญญาอีก ซึ่งเป็นการผิดนัดภายหลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2563 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2564 จึงเป็นกรณีที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 แล้วแต่เป็นการบอกกล่าวเกินกว่า 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นเฉพาะความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงิน 32,760.17 บาท พร้อมค่าชดเชยความเสียหายจากการผิดนัดถัดจากวันที่ 10 ตุลาคม 2559 เป็นเวลา 60 วัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 18 (ที่ถูก อัตราร้อยละ 17) ต่อปี เป็นการงดเบี้ยปรับหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตามสัญญาขายทรัพย์สินอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาวงเงินสินเชื่ออเนกประสงค์ กำหนดให้ธนาคารคิดอัตรากำไรเท่ากับร้อยละ 25 ต่อปี แต่เมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารจะเรียกค่าชดเชยการผิดนัดในอัตราร้อยละ 25 ต่อปี บวกเพิ่มร้อยละ 6 ต่อปี รวมเป็นการคิดค่าชดเชยจากการผิดนัดในอัตราร้อยละ 31 ต่อปี โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 31 ต่อปี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี เป็นการงดเบี้ยปรับ นั้น เห็นว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัด ธนาคารมีสิทธิคิดเบี้ยปรับตามอัตราตามที่ธนาคารประกาศกำหนดของจำนวนเงินที่ลูกค้าผิดนัดคิดคำนวณตั้งแต่วันที่ลูกค้าตกเป็นผู้ผิดนัดตามสัญญาวงเงินสินเชื่ออเนกประสงค์ ข้อ 6.1 ซึ่งตามประกาศธนาคาร กำหนดอัตราเบี้ยปรับจากการผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขสัญญาในอัตราร้อยละ 31 ต่อปี ก็ตาม แต่ตามสัญญาขายทรัพย์สิน ธนาคารคิดคำนวณราคาทรัพย์สินเป็นรายปีเท่ากับร้อยละ 25 ต่อปี โดยคิดคำนวณถึงวันสิ้นสุดสัญญาเป็นเวลา 6 ปี แต่จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระแต่ละเดือนธนาคารคิดอัตรากำไรอ้างอิงงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 ร้อยละ 9.990 ต่อปี งวดที่ 4 ถึงงวดที่ 72 อัตรา SPRR บวกค่าความเสี่ยงในอัตราร้อยละ 7.50 ต่อปี ซึ่งตามประกาศธนาคาร อัตรา SPRR เท่ากับร้อยละ 8.50 ต่อปี เท่ากันตลอดมา ดังนั้น กำไรตามปกติที่ธนาคารคิดเป็นค่าตอบแทนกันจริงสูงสุดในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี แม้กำหนดอัตราดอกเบี้ยอัตรา SPRR ไว้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี ก็ตาม แต่ปรากฏว่าโจทก์ก็มิได้คิดในอัตราร้อยละ 25 ต่อปี ดังนั้น ที่โจทก์คิดกำไรค้างรับและค่าชดเชยความเสียหายจากการผิดนัดในอัตราร้อยละ 31 ต่อปี มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ดอกเบี้ยที่โจทก์ปรับเพิ่มขึ้นจึงเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าร้อยละ 16 ต่อปี ที่ธนาคารคิดกำไรในอัตราสูงสุดตามปกติ จึงไม่เป็นการงดเบี้ยปรับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงิน 32,760.17 บาท พร้อมค่าชดเชยความเสียหายจากการผิดนัดอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 10 ตุลาคม 2559 เป็นเวลา 60 วัน กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมร่วมกับจำเลยที่ 1 แทนโจทก์ในศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (รังสรรค์ กุลาเลิศ-ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์-สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์) ศาลจังหวัดสุโขทัย - ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)208/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
724073
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุโขทัย -",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6 -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082715894"
    }
}
date
2567
deka_no
2337/2567
deka_running_no
2337
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "รังสรรค์ กุลาเลิศ",
    "ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์",
    "สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 204",
            "ม. 686 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 686 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์ ธ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ก. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 66,656.79 บาท พร้อมค่าชดเชยความเสียหายจากการผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 32,760.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 42,482.48 บาท พร้อมค่าชดเชยความเสียหายจากการผิดนัดอัตราร้อยละ 10 ต่อปีของต้นเงิน 32,760.17 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 42,482.48 บาท พร้อมค่าชดเชยความเสียหายจากการผิดนัดของต้นเงิน 32,760.17 บาท อัตราร้อยละ 17 ต่อปีนับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2561 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,087 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาวงเงินสินเชื่ออเนกประสงค์กับธนาคาร อ. 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 วงเงิน 60,000 บาท ฉบับที่ 2 วงเงิน 130,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โดยสัญญาสินเชื่อฉบับที่ 1 กำหนดราคาขายบวกอัตรากำไรไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี เป็นเงินจำนวน 116,368.61 บาท สัญญาสินเชื่อฉบับที่ 2 กำหนดราคาขายบวกอัตรากำไรไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี เป็นเงินจำนวน 252,131.98 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญา จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาสินเชื่อทั้งสองฉบับ ถึงวันที่ 5 กันยายน 2559 ซึ่งขณะนั้นอัตรากำไรอ้างอิงทั้งสองสัญญาเท่ากับอัตรา SPRR บวกค่าความเสี่ยงในอัตราร้อยละ 7.50 ต่อปี โดยอัตรา SPRR เท่ากับร้อยละ 8.50 ต่อปี ณ วันที่ 29 มิถุนายน 2560 จำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระทั้งสองรายการเป็นต้นเงิน 32,760.17 บาท กำไรค้างรับ 4,688.31 บาท และค่าชดเชยการผิดนัด 5,034 บาท รวม 42,482.48 บาท เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 ธนาคาร อ. ได้โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่โจทก์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสองด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันวงเงินสินเชื่ออเนกประสงค์ทั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2555 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2556 อันเป็นการผิดนัดก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ แม้จำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2559 ภายหลังจากพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต้องพิจารณาตั้งแต่มีการผิดนัดครั้งแรก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า แม้ตามสัญญาวงเงินสินเชื่อทั้งสองฉบับข้อ 5.1 กำหนดว่า เมื่อลูกค้าผิดนัดชำระหนี้วงเงินสินเชื่ออเนกประสงค์หรือไม่ชำระค่าธรรมเนียมหรือเงินจำนวนใด ๆ ตามจำนวนและ/หรือตามกำหนดเวลาในสัญญานี้...ให้ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดผิดสัญญาก็ตาม แต่ที่โจทก์อ้างว่าตามตารางการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2556 นั้น กลับปรากฏตามเอกสารว่า หลังจากวันที่ 8 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้สินเชื่องวดละ 1,400 บาท และงวดละ 2,900 บาท ตามจำนวนเงินที่กำหนดในสัญญาอีกหลายงวด โดยธนาคารยอมรับไว้และไม่ปรากฏว่าธนาคารโต้แย้งการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ถือเป็นกรณีที่ธนาคารผ่อนผันการผิดนัดของจำเลยที่ 1 จนต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้นับถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ในงวดถัดไป คือ นับถัดจากวันที่ 10 ตุลาคม 2559 ซึ่งสัญญามีการกำหนดชำระหนี้เป็นเวลาแน่นอน ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีเมื่อไม่ชำระหนี้ในงวดถัดไป โจทก์ไม่จำต้องมีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการผิดนัดแก่คู่สัญญาอีก ซึ่งเป็นการผิดนัดภายหลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2563 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2564 จึงเป็นกรณีที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 แล้วแต่เป็นการบอกกล่าวเกินกว่า 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นเฉพาะความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงิน 32,760.17 บาท พร้อมค่าชดเชยความเสียหายจากการผิดนัดถัดจากวันที่ 10 ตุลาคม 2559 เป็นเวลา 60 วัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 18 (ที่ถูก อัตราร้อยละ 17) ต่อปี เป็นการงดเบี้ยปรับหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตามสัญญาขายทรัพย์สินอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาวงเงินสินเชื่ออเนกประสงค์ กำหนดให้ธนาคารคิดอัตรากำไรเท่ากับร้อยละ 25 ต่อปี แต่เมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารจะเรียกค่าชดเชยการผิดนัดในอัตราร้อยละ 25 ต่อปี บวกเพิ่มร้อยละ 6 ต่อปี รวมเป็นการคิดค่าชดเชยจากการผิดนัดในอัตราร้อยละ 31 ต่อปี โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 31 ต่อปี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี เป็นการงดเบี้ยปรับ นั้น เห็นว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัด ธนาคารมีสิทธิคิดเบี้ยปรับตามอัตราตามที่ธนาคารประกาศกำหนดของจำนวนเงินที่ลูกค้าผิดนัดคิดคำนวณตั้งแต่วันที่ลูกค้าตกเป็นผู้ผิดนัดตามสัญญาวงเงินสินเชื่ออเนกประสงค์ ข้อ 6.1 ซึ่งตามประกาศธนาคาร กำหนดอัตราเบี้ยปรับจากการผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขสัญญาในอัตราร้อยละ 31 ต่อปี ก็ตาม แต่ตามสัญญาขายทรัพย์สิน ธนาคารคิดคำนวณราคาทรัพย์สินเป็นรายปีเท่ากับร้อยละ 25 ต่อปี โดยคิดคำนวณถึงวันสิ้นสุดสัญญาเป็นเวลา 6 ปี แต่จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระแต่ละเดือนธนาคารคิดอัตรากำไรอ้างอิงงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 ร้อยละ 9.990 ต่อปี งวดที่ 4 ถึงงวดที่ 72 อัตรา SPRR บวกค่าความเสี่ยงในอัตราร้อยละ 7.50 ต่อปี ซึ่งตามประกาศธนาคาร อัตรา SPRR เท่ากับร้อยละ 8.50 ต่อปี เท่ากันตลอดมา ดังนั้น กำไรตามปกติที่ธนาคารคิดเป็นค่าตอบแทนกันจริงสูงสุดในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี แม้กำหนดอัตราดอกเบี้ยอัตรา SPRR ไว้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี ก็ตาม แต่ปรากฏว่าโจทก์ก็มิได้คิดในอัตราร้อยละ 25 ต่อปี ดังนั้น ที่โจทก์คิดกำไรค้างรับและค่าชดเชยความเสียหายจากการผิดนัดในอัตราร้อยละ 31 ต่อปี มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ดอกเบี้ยที่โจทก์ปรับเพิ่มขึ้นจึงเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าร้อยละ 16 ต่อปี ที่ธนาคารคิดกำไรในอัตราสูงสุดตามปกติ จึงไม่เป็นการงดเบี้ยปรับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงิน 32,760.17 บาท พร้อมค่าชดเชยความเสียหายจากการผิดนัดอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 10 ตุลาคม 2559 เป็นเวลา 60 วัน กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมร่วมกับจำเลยที่ 1 แทนโจทก์ในศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000027.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)208/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567