ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 344/2567
บริษัท ซ.
โจทก์
นางสาว ธ.
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 148
ป.วิ.อ. มาตรา 40
ค่าเสียหายที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นค่าเสียหายนอกเหนือจากความเสียหายตามคำขอท้ายฟ้องของพนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 3423/2562 ของศาลชั้นต้นและคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาดังกล่าว
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 121,300.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 111,412 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 121,300.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 111,412 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 27,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2561 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท
โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นพนักงานทดลองงานของโจทก์ ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ มีหน้าที่ดูแลงานทั่วไปและรับเงินจากการขายอุปกรณ์กอล์ฟแล้วส่งมอบแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2561 โจทก์ประเมินผลการปฏิบัติงานแล้วเห็นว่าจำเลยไม่ผ่านเกณฑ์ จึงไม่ว่าจ้างจำเลยเป็นพนักงานประจำและตรวจสอบพบว่าเดือนพฤศจิกายน 2561 จำเลยรับเงินค่าสินค้าแล้วไม่นำส่งแก่โจทก์แต่ยักยอกไป 110,000 บาท และ 81,513.50 บาท รวมเป็นเงิน 191,513.50 บาท โจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย พนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหายักยอกและให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์คดีนี้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา จำเลยให้การรับสารภาพและชดใช้เงินแก่โจทก์ 30,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานยักยอก จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี กับให้จำเลยคืนเงิน 161,513.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 3423/2562 ของศาลชั้นต้นคดีถึงที่สุด ส่วนเงิน 27,200 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนเงิน 84,212 บาท เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 3423/2562 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 3423/2562 ของศาลชั้นต้นพนักงานอัยการโจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 ว่า ระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม 2561 วันใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 ต่อเนื่องกัน จำเลยได้รับมอบการครอบครองเงินค่าสินค้าและค่าบริการ 110,000 บาท ของผู้เสียหาย ต่อมาระหว่างวันเวลาดังกล่าวถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยยักยอกเงินดังกล่าว และบรรยายข้อ 1.2 ว่า ระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 เวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2561 ต่อเนื่องกัน จำเลยรับมอบการครอบครองเงินค่าสินค้าและค่าบริการ 81,513.50 บาท ของผู้เสียหาย ต่อมาระหว่างวันเวลาดังกล่าวจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2561 จำเลยยักยอกเงินค่าสินค้าและค่าบริการ 81,513.50 บาท ของผู้เสียหายไป โดยพนักงานอัยการแยกเงินเป็น 2 ส่วน ส่วนฟ้องคดีแพ่ง โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 3 ว่า ต่อมาเดือนกันยายน 2562 ภายหลังจากโจทก์แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยยักยอกเงินที่ได้รับจากการขายอุปกรณ์กอล์ฟและลูกกอล์ฟสำหรับเดือนตุลาคม 2561 จำนวน 6 ครั้ง รวมเป็นเงิน 84,212 บาท ส่วนบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา บันทึกได้ความว่า วันที่ 3 ตุลาคม 2561 นางสาวฐิตาภา พนักงานโจทก์นำเงินที่ได้จากการขายอุปกรณ์กีฬาลูกกอล์ฟ 8,804 บาท ให้จำเลยเพื่อนำไปฝากธนาคาร และต่อมานางสาวฐิตาภานำเงินค่าสินค้าให้จำเลยอีก 10 ครั้ง รวมเป็นเงิน 84,212 บาท และยอดเงินภายในเดือนตุลาคม 2561 อีก 110,000 บาท จำเลยต้องนำไปฝากเข้าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 แต่จำเลยยักยอกเงินดังกล่าว ส่วนรอบเดือนพฤศจิกายน 2561 จำเลยยักยอกเงินค่าสินค้า 10 ครั้ง เป็นเงิน 81,513 บาท และยักยอกเงิน 110,000 บาท แสดงให้เห็นว่ารอบเดือนตุลาคมยังมีเงินค่าสินค้าอีก 84,212 บาท โดยโจทก์คดีนี้ในฐานะโจทก์ร่วมในคดีอาญาได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการขายอุปกรณ์กอล์ฟและลูกกอล์ฟสำหรับเดือนตุลาคม 2561 เป็นเงิน 84,212 บาท แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าพนักงานอัยการขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแล้ว และค่าเสียหายส่วนอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้อง ผู้เสียหายจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในส่วนอื่นมาในคดีอาญาได้จึงไม่รับคำขอดังกล่าว ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 16 ตุลาคม 2562 ดังนั้น เงิน 84,212 บาท ตามฟ้องคดีนี้จึงไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเงิน 161,513.50 บาท ที่ศาลพิพากษาให้จำเลยคืนแก่โจทก์ตามคดีอาญาในคดีก่อน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ค่าเสียหายที่โจทก์นำมาฟ้องเรียกเงินค่าสินค้า 84,212 บาท เป็นค่าเสียหายนอกเหนือจากความเสียหายตามคำขอท้ายฟ้องของพนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 3423/2562 ของศาลชั้นต้นและคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 111,412 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2561 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(สุภัทร์ สุทธิมนัส-เสถียร ศรีทองชัย-บดินทร์ ตรีรานุรัตน์)
ศาลจังหวัดธัญบุรี -
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 -
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.383/2566
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ