คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4231/2567 ฉบับเต็ม

#724084
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4231/2567 พนักงานอัยการจังหวัดสตูล โจทก์ นาย ป. จำเลย ป.อ. มาตรา 289 (4), มาตรา 371 จำเลยพูดจาหาเรื่องกับผู้เสียหายและพวกก่อนเกิดเหตุ กรณีมิใช่จำเลยฟันผู้เสียหายเพราะเกิดโทสะเฉพาะหน้า หากแต่เป็นกรณีที่เกิดโทสะและออกจากบ้านที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยจึงเกิดความคิดไปเอาอาวุธมีดดาบเพื่อมาฟันผู้เสียหายภายหลังห่างกันเป็นเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง จำเลยต้องคิดไตร่ตรองตัดสินใจอย่างหนักในการตกลงใจกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 289, 371 จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอแก้ไขคำให้การเป็นให้การรับสารภาพฐานพยายามฆ่าผู้อื่น แต่ปฏิเสธว่ามิได้กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ และให้การปฏิเสธฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 666.66 บาท รวมจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2563 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยมานั่งพูดคุยกับผู้เสียหาย นายวุฒิ และพวกที่บ้านที่เกิดเหตุของนายวุฒิ จำเลยกับผู้เสียหายพูดจากระทบกระทั่งกัน จำเลยพูดคุยอยู่ประมาณ 10 นาที แล้วกลับออกไป ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2563 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา จึงหวนกลับมาและจำเลยใช้มีดดาบเป็นอาวุธฟันผู้เสียหาย 1 ครั้ง มีบาดแผลขอบเรียบบริเวณใบหน้า ใบหูซ้ายถึงลำคอความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ตามภาพถ่ายที่เกิดเหตุ และผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยโกรธแค้นผู้เสียหายจากการพูดจากระทบกระทั่งกัน ต่อมาจำเลยฟันผู้เสียหายโดยคิดไตร่ตรองก่อนแล้ว จึงเป็นการพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ได้ความจากผู้เสียหายว่า เมื่อผู้เสียหายลุกขึ้นจะเดินเข้าประตูบ้าน จำเลยเดินเข้ามาด้านหลังใช้มีดดาบฟันด้านหลังศีรษะผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหายลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในบ้าน จำเลยวิ่งไล่ติดตามผู้เสียหาย แต่นายวุฒิเข้าขัดขวางไว้ได้ ความข้อนี้มีน้ำหนักรับฟังได้เพราะโจทก์มีคำให้การชั้นสอบสวนของนายวุฒิรับรองตรงกัน โดยพันตำรวจโทสมการณ์พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า นายวุฒิให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจริง แต่โจทก์มิอาจติดตามตัวนายวุฒิมาเบิกความต่อศาลได้เพราะนายวุฒิไปทำงานอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย กรณีมีเหตุจำเป็นและมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังคำให้การดังกล่าวซึ่งเป็นพยานบอกเล่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) และได้ความจากนายแพทย์เนติกรณ์ผู้ตรวจบาดแผลและรักษาผู้เสียหาย ว่าบาดแผลของผู้เสียหายลึกถึงกะโหลกศีรษะ หากทำการรักษาไม่ทันอาจเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายได้ เนื่องจากเสียเลือด ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย และได้ความจากผู้เสียหายอีกว่า มีดดาบที่จำเลยเดินถือเข้ามาฟันผู้เสียหายนั้นไม่ใช่มีดดาบที่อยู่ในที่เกิดเหตุ เจือสมกับที่จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านว่า จำเลยถือมีดอีโต้เดินเข้าไปหาผู้เสียหาย เมื่อไปถึงจำเลยใช้มีดอีโต้ฟันผู้เสียหายและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยว่า ผู้เสียหายมีพฤติการณ์ในทางชู้สาวกับภริยาของจำเลยแล้วพูดเยาะเย้ยจำเลย ทำให้จำเลยโกรธ จึงได้เอามีดดาบมาฟันผู้เสียหาย นอกจากนี้สาเหตุที่จำเลยและผู้เสียหายพูดจากระทบกระทั่งกันก็ได้ความจากผู้เสียหายว่าเกิดจากจำเลยพูดไม่เหมาะสมกับผู้เสียหายว่า กลับบ้านไม่ปลอดภัยนะ มีคนดักทำร้ายอยู่ สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของนายวุฒิว่า จำเลยพูดเอะอะโวยวายชวนหาเรื่องทะเลาะ แต่ผู้เสียหายและพวกไม่ใส่ใจ และจำเลยเดินกลับไปบ้านของจำเลยตามที่นายวุฒิร้องขอ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ส่วนจำเลยอ้างว่า เกิดจากผู้เสียหายพูดหยามจำเลยว่า ผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับภริยาของจำเลยมาแล้ว แต่ก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง น่าเชื่อว่าจำเลยพูดจาหาเรื่องกับผู้เสียหายและพวกก่อนเกิดเหตุ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น กรณีมิใช่จำเลยฟันผู้เสียหายเพราะเกิดโทสะเฉพาะหน้า หากแต่เป็นกรณีที่เกิดโทสะและออกจากบ้านที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยจึงเกิดความคิดไปเอาอาวุธมีดดาบเพื่อมาฟันผู้เสียหายภายหลังห่างกันเป็นเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง จำเลยต้องคิดไตร่ตรองตัดสินใจอย่างหนักในการตกลงใจกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง-รัฐธีย์ ยมจินดา-ชุมพล อรรถเสถียร) ศาลจังหวัดสตูล - ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1122/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
724084
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสตูล -",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9 -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082704118"
    }
}
date
2567
deka_no
4231/2567
deka_running_no
4231
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง",
    "รัฐธีย์ ยมจินดา",
    "ชุมพล อรรถเสถียร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 289 (4)",
            "ม. 371"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสตูล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ป."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 289, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอแก้ไขคำให้การเป็นให้การรับสารภาพฐานพยายามฆ่าผู้อื่น แต่ปฏิเสธว่ามิได้กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ และให้การปฏิเสธฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 666.66 บาท รวมจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2563 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยมานั่งพูดคุยกับผู้เสียหาย นายวุฒิ และพวกที่บ้านที่เกิดเหตุของนายวุฒิ จำเลยกับผู้เสียหายพูดจากระทบกระทั่งกัน จำเลยพูดคุยอยู่ประมาณ 10 นาที แล้วกลับออกไป ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2563 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา จึงหวนกลับมาและจำเลยใช้มีดดาบเป็นอาวุธฟันผู้เสียหาย 1 ครั้ง มีบาดแผลขอบเรียบบริเวณใบหน้า ใบหูซ้ายถึงลำคอความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ตามภาพถ่ายที่เกิดเหตุ และผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยโกรธแค้นผู้เสียหายจากการพูดจากระทบกระทั่งกัน ต่อมาจำเลยฟันผู้เสียหายโดยคิดไตร่ตรองก่อนแล้ว จึงเป็นการพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ได้ความจากผู้เสียหายว่า เมื่อผู้เสียหายลุกขึ้นจะเดินเข้าประตูบ้าน จำเลยเดินเข้ามาด้านหลังใช้มีดดาบฟันด้านหลังศีรษะผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหายลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในบ้าน จำเลยวิ่งไล่ติดตามผู้เสียหาย แต่นายวุฒิเข้าขัดขวางไว้ได้ ความข้อนี้มีน้ำหนักรับฟังได้เพราะโจทก์มีคำให้การชั้นสอบสวนของนายวุฒิรับรองตรงกัน โดยพันตำรวจโทสมการณ์พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า นายวุฒิให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจริง แต่โจทก์มิอาจติดตามตัวนายวุฒิมาเบิกความต่อศาลได้เพราะนายวุฒิไปทำงานอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย กรณีมีเหตุจำเป็นและมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังคำให้การดังกล่าวซึ่งเป็นพยานบอกเล่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) และได้ความจากนายแพทย์เนติกรณ์ผู้ตรวจบาดแผลและรักษาผู้เสียหาย ว่าบาดแผลของผู้เสียหายลึกถึงกะโหลกศีรษะ หากทำการรักษาไม่ทันอาจเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายได้ เนื่องจากเสียเลือด ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย และได้ความจากผู้เสียหายอีกว่า มีดดาบที่จำเลยเดินถือเข้ามาฟันผู้เสียหายนั้นไม่ใช่มีดดาบที่อยู่ในที่เกิดเหตุ เจือสมกับที่จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านว่า จำเลยถือมีดอีโต้เดินเข้าไปหาผู้เสียหาย เมื่อไปถึงจำเลยใช้มีดอีโต้ฟันผู้เสียหายและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยว่า ผู้เสียหายมีพฤติการณ์ในทางชู้สาวกับภริยาของจำเลยแล้วพูดเยาะเย้ยจำเลย ทำให้จำเลยโกรธ จึงได้เอามีดดาบมาฟันผู้เสียหาย นอกจากนี้สาเหตุที่จำเลยและผู้เสียหายพูดจากระทบกระทั่งกันก็ได้ความจากผู้เสียหายว่าเกิดจากจำเลยพูดไม่เหมาะสมกับผู้เสียหายว่า กลับบ้านไม่ปลอดภัยนะ มีคนดักทำร้ายอยู่ สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของนายวุฒิว่า จำเลยพูดเอะอะโวยวายชวนหาเรื่องทะเลาะ แต่ผู้เสียหายและพวกไม่ใส่ใจ และจำเลยเดินกลับไปบ้านของจำเลยตามที่นายวุฒิร้องขอ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ส่วนจำเลยอ้างว่า เกิดจากผู้เสียหายพูดหยามจำเลยว่า ผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับภริยาของจำเลยมาแล้ว แต่ก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง น่าเชื่อว่าจำเลยพูดจาหาเรื่องกับผู้เสียหายและพวกก่อนเกิดเหตุ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น กรณีมิใช่จำเลยฟันผู้เสียหายเพราะเกิดโทสะเฉพาะหน้า หากแต่เป็นกรณีที่เกิดโทสะและออกจากบ้านที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยจึงเกิดความคิดไปเอาอาวุธมีดดาบเพื่อมาฟันผู้เสียหายภายหลังห่างกันเป็นเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง จำเลยต้องคิดไตร่ตรองตัดสินใจอย่างหนักในการตกลงใจกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000021.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
อ.1122/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567