คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 43/2567 ฉบับเต็ม

#724085
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 43/2567 นาง อ. โจทก์ นาง ต. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง, มาตรา วรรคสอง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ จึงต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง และในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย แม้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงินเพียง 17,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงเป็นเงินไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขที่ 71และขนย้ายวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 6101 เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 57,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านพักอาศัยออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 71 พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตรงเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทและห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มิถุนายน 2562) จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายรื้อถอนบ้านเลขที่ 71 ออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมา 460 บาท แก่จำเลย โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ 71 ซึ่งปลูกสร้างบ้านบนที่ดินโฉนดเลขที่ 6101 และที่ดินที่อยู่ติดกันเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ของโจทก์ โดยนายดิด ตาของโจทก์ เจ้าของที่ดินในขณะนั้น อนุญาตให้จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าว โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินอีกต่อไป ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายวัสดุสิ่งของและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท กับค่าขาดประโยชน์จากการนำที่ดินออกให้เช่าเดือนละ 1,500 บาท ขอคิดเพียง 5 เดือน เป็นเงิน 7,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านพักอาศัยออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า ที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่จำเลยครอบครองมานานและได้รับอนุญาตจากอำเภอวิหารแดงให้มีเลขที่บ้านตั้งแต่ปี 2515 ขอให้ยกฟ้อง อันเป็นการยกข้อต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เมื่อจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายรื้อถอนบ้านเลขที่ 71 ออกจากที่ดินพิพาท จึงต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง และในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย แม้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงินเพียง 17,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงเป็นเงินไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เช่นกัน และเมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าพยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักอันควรรับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่นอกแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 6101 ของโจทก์ และเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่คั่นอยู่ระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ 6101 ของโจทก์กับแม่น้ำ อันเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ และกรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย กับคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (อธิคม อินทุภูติ-อุทัย โสภาโชติ-เศรณี ศิริมังคละ) ศาลจังหวัดสระบุรี - ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.527/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
724085
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสระบุรี -",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1 -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082745725"
    }
}
date
2567
deka_no
43/2567
deka_running_no
43
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "อธิคม อินทุภูติ",
    "อุทัย โสภาโชติ",
    "เศรณี ศิริมังคละ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 224 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง อ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ต."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขที่ 71และขนย้ายวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 6101 เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 57,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านพักอาศัยออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 71 พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตรงเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทและห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มิถุนายน 2562) จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายรื้อถอนบ้านเลขที่ 71 ออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมา 460 บาท แก่จำเลย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ 71 ซึ่งปลูกสร้างบ้านบนที่ดินโฉนดเลขที่ 6101 และที่ดินที่อยู่ติดกันเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ของโจทก์ โดยนายดิด ตาของโจทก์ เจ้าของที่ดินในขณะนั้น อนุญาตให้จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าว โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินอีกต่อไป ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายวัสดุสิ่งของและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท กับค่าขาดประโยชน์จากการนำที่ดินออกให้เช่าเดือนละ 1,500 บาท ขอคิดเพียง 5 เดือน เป็นเงิน 7,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านพักอาศัยออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า ที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่จำเลยครอบครองมานานและได้รับอนุญาตจากอำเภอวิหารแดงให้มีเลขที่บ้านตั้งแต่ปี 2515 ขอให้ยกฟ้อง อันเป็นการยกข้อต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เมื่อจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายรื้อถอนบ้านเลขที่ 71 ออกจากที่ดินพิพาท จึงต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง และในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย แม้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงินเพียง 17,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงเป็นเงินไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เช่นกัน และเมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าพยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักอันควรรับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่นอกแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 6101 ของโจทก์ และเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่คั่นอยู่ระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ 6101 ของโจทก์กับแม่น้ำ อันเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ และกรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย กับคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000042.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
พ.527/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567