คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4302/2567 ฉบับเต็ม

#724086
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4302/2567 พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร โจทก์ นาย ด. จำเลย ป.อ. มาตรา 3, มาตรา 56 ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 ป.ยาเสพติด มาตรา 90, มาตรา 104, มาตรา 107 วรรคหนึ่ง, มาตรา 145 วรรคหนึ่ง, มาตรา 162, มาตรา 164 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, มาตรา 57, มาตรา 67, มาตรา 91 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 มาตรา 3 การพิจารณาว่าโจทก์จะอุทธรณ์คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้หรือไม่ ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 โดยความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วน ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดได้บัญญัติบทความผิดไว้ในมาตรา 104 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 162 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ บทกำหนดโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 162 จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า เมื่อความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม ดังนั้น บทกำหนดโทษของความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ ป.ยาเสพติด มาตรา 162 จึงมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี 4 เดือน หรือปรับไม่เกิน 26,666.66 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีจึงต้องใช้บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ ป.ยาเสพติด มาตรา 162 มาพิจารณาว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนแต่รอการลงโทษไว้ โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ การที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงขอให้ไม่รอการลงโทษ แล้วศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้และพิพากษาในความผิดฐานนี้มานั้นเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. อันว่าด้วยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเฉพาะที่วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เว้นแต่ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ใช้อำนาจตามกฎหมายกำหนดโทษจำเลยใหม่ จึงไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 และริบอาวุธปืนของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร (ที่ถูก เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 14 เดือน และปรับ 48,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 19 เดือน และปรับ 24,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 104, 145 วรรคหนึ่ง, 162 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 2 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง คงจำคุก 1 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว จำคุก 13 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดที่ใช้บังคับในขณะจำเลยกระทำความผิดและศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้คือ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ประมวลกฎหมายยาเสพติดจึงมีผลใช้บังคับ โจทก์ยื่นอุทธรณ์คดีนี้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 จึงเป็นการอุทธรณ์ภายหลังจากประมวลกฎหมายยาเสพติดมีผลใช้บังคับแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การพิจารณาว่าโจทก์จะอุทธรณ์คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้หรือไม่ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 โดยความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดได้บัญญัติบทความผิดไว้ในมาตรา 104 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 162 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ บทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า เมื่อความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม ดังนั้น บทกำหนดโทษของความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 จึงมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี 4 เดือน หรือปรับไม่เกิน 26,666.66 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีจึงต้องใช้บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 มาพิจารณาว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนแต่รอการลงโทษไว้ โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงขอให้ไม่รอการลงโทษ แล้วศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้และพิพากษาในความผิดฐานนี้มานั้นเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเฉพาะที่วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เว้นแต่ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ใช้อำนาจตามกฎหมายกำหนดโทษจำเลยใหม่ จึงไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 จึงต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามอุทธรณ์ของโจทก์เว้นแต่ส่วนที่กำหนดโทษจำเลยใหม่เสีย ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 107 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อเสพ ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา 164 จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพียง 5 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 0.480 กรัม ทั้งจำเลยเป็นผู้เสพเมทแอมเฟตามีนและผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งบ่งชี้ถึงการมีเมทแอมเฟตามีนของจำเลยว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ดังนั้น ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 107 วรรคหนึ่ง, 164 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 และประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพหรือไม่นั้น เห็นว่า อาวุธปืนของกลางเป็นปืนยาวลูกซองขนาด 12 ถือว่าเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรง การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับรถบรรทุกส่วนบุคคลพร้อมกับพาอาวุธปืนดังกล่าวและเครื่องกระสุนปืนซึ่งอยู่ในสภาพพร้อมใช้ยิงได้ติดตัวไปตามถนนสาธารณะในขณะที่มีสารเมทแอมเฟตามีนในร่างกาย จึงอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นที่ใช้ทางเดินรถร่วมกับจำเลยได้ทุกขณะ เพราะอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนย่อมทำให้ขาดสติไม่สามารถใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มที่ดังเช่นในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ และมีโอกาสที่จะใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวก่อเหตุต่อผู้อื่นได้โดยง่าย อันจะเป็นการกระทบต่อสุจริตชนผู้อื่นและความสงบสุขของสังคมโดยรวม ประกอบกับอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ หากนำไปใช้ก่อเหตุย่อมยากที่จะตรวจสอบและติดตามหาตัวผู้กระทำความผิด ทั้งจำเลยยังมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อเสพอีกด้วย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระเลี้ยงดูครอบครัว ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 107 วรรคหนึ่ง, 164 ลงโทษจำคุก 2 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว เป็นจำคุก 10 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามอุทธรณ์ของโจทก์เว้นแต่ส่วนที่กำหนดโทษจำเลยใหม่โดยลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คือ จำคุก 3 เดือน รอการลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี แต่ไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ-อำนาจ โชติชะวารานนท์-วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) ศาลจังหวัดชุมพร - นายสุวนัย ตุลยภักดิ์ ศาลอุทธรณ์ - นายศรายุธ บุษยนาวิน แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3265/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีนี้ ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย เมื่อศาลอุทธรณ์แก้เป็นไม่รอการลงโทษตามอุทธรณ์ของโจทก์ ปัญหาว่า ศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจในการวินิจฉัยคดีตามอุทธรณ์ของโจทก์หรือไม่ เมื่อความผิดที่จำเลยกระทำเป็นความผิดฐานขับเสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม และในขณะที่จำเลยกระทำความผิด พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ประกอบมาตรา 91 ยังมีผลบังคับใช้อยู่ แต่ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดี ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104 ประกอบมาตรา 162 ซึ่งมีโทษเบากว่าได้มีผลบังคับใช้แล้ว ศาลฎีกาคดีนี้เห็นว่า สิทธิในการอุทธรณ์ของโจทก์ ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 กล่าวคือ ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ที่ไม่ให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ดูเหมือนศาลฎีกาจะนำหลักในเรื่องกฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นคุณ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 มาใช้อธิบายเหตุในการใช้สิทธิอุทธรณ์ของโจทก์ คำถามคือ หลักกฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นคุณคืออะไร และเกี่ยวกับการที่โจทก์จะสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือไม่ ตามกฎหมายอาญาเยอรมัน หลักการย้อนหลังของกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดได้รับการบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน ค.ศ. 1975 มาตรา 2 (3) ความว่า (3) ถ้ากฎหมายที่มีผลใช้บังคับในขณะที่การกระทำเป็นความผิดสำเร็จได้ถูกแก้ไขไปก่อนมีคำพิพากษาให้ใช้กฎหมายที่มีโทษเบาสุดบังคับ มาตรา 2 (3) วางหลักว่า ในกรณีที่มีกฎหมายหลายฉบับที่แตกต่างกันจากช่วงระยะเวลาของการกระทำความผิดจนถึงมีคำพิพากษาของศาล ให้ใช้กฎหมายที่มีโทษเบาที่สุด (vgl. Lackner,StGB, 22. Auflage, 1997, มาตรา 2 หัวข้อ 2) ซึ่งหลักการมีผลย้อนหลังของกฎหมายที่มีโทษเบากว่านั้นถือเป็นบทบังคับ (vgl. Blei, Strafrecht I: Allgemeiner Teil, 18. Auflage, 1983,บทที่ 13, น. 52) ทั้งนี้ โดยมีเหตุผลมาจากหลักที่ว่า กฎหมายห้ามมีผลย้อนหลังเฉพาะเมื่อเป็นผลร้ายแก่จำเลย เพราะหลักดังกล่าวมีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองจำเลย ไม่ให้ต้องรับโทษที่ตนเองไม่เคยได้คาดคิดมาก่อน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิก หรือลดโทษนั้น แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายนิติบัญญัติได้เปลี่ยนแปลงความคิดแต่เดิมของตน ที่อาจจะรุนแรงจนเกินไป ด้วยเหตุนี้ หากจำเลยยังคงต้องรับโทษเดิมก่อนที่จะมีการแก้ไขกฎหมายก็เท่ากับเป็นการที่จำเลยต้องรับโทษ ที่ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ให้การยอมรับแล้ว ซึ่งย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม (vgl. Maurach, Deutsches Strafrecht, AT, 4. Auflage, 1971, S. 138) ดังนั้น หลักกฎหมายอาญาย้อนหลังในทางเป็นคุณแก่จำเลยนั้น จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับโทษอาญาที่จำเลยจะได้รับ ซึ่งเป็นกฎหมายในส่วนสารบัญญัติ โดยในคดีนี้ ศาลฎีกาก็ได้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายสารบัญญัติ และเป็นกฎหมายที่มีโทษเบากว่าบังคับ อันเป็นไปตามหลักที่กล่าวไว้ข้างต้น ปัญหามีเพียงว่า หลักกฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นคุณตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 เกี่ยวข้องอะไรกับการใช้สิทธิอุทธรณ์ของโจทก์ ซึ่งถือเป็นกฎหมายวิธีพิจารณาความ หลักการในเรื่องกฎหมายอาญาสามารถใช้ย้อนหลังในทางเป็นคุณแก่จำเลยเป็นหลักกฎหมายสากลที่ได้รับการยอมรับในทุก ๆ ระบบกฎหมาย และถือเป็นกฎหมายในส่วนของกฎหมายสารบัญญัติ เพราะเป็นหลักที่ได้รับการบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาของทุกประเทศ ซึ่งประมวลกฎหมายอาญาของไทยบัญญัติหลักการดังกล่าวไว้ในมาตรา 2 วรรคสองและมาตรา 3 (เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาค 1 เล่ม 1, พิมพ์ครั้งที่ 11 แก้ไขเพิ่มเติม, 2562, น. 8) อย่างไรก็ตาม หลักการดังกล่าวมีข้อยกเว้นที่สำคัญประการหนึ่งคือ หากเป็นกฎหมายในส่วนของวิธีพิจารณาความแล้ว ย่อมสามารถที่จะมีผลบังคับใช้ย้อนหลังได้ทันที การที่บทบัญญัติใหม่ ๆ ของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นับจากวันที่บทบัญญัติเหล่านี้มีผลใช้บังคับแล้วนั้น สามารถใช้บังคับกับกระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการมาแล้วนั้น เป็นสิ่งที่ทราบกันอยู่แล้ว (BGHSt 26, 289) แนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาศาลฎีกาเยอรมันดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันเองก็ยอมรับ (BVerfGE 24, 33, 55; 25, 269) ทั้งนี้เพราะว่า หลักไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย ทั้งจากถ้อยคำและความเป็นมาในทางประวัติศาสตร์แล้ว มุ่งเฉพาะการกระทำที่มีโทษทางอาญา โดยไม่รวมถึงการอุดช่องว่างใด ๆ ที่มีอยู่ในกฎหมายวิธีพิจารณาความ (vgl. Roxin/Greco, Strafrecht: Allgemeiner Teil, 5. Auflage, 2020, บทที่ 5, หัวข้อ 57) อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้หรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปว่า การย้อนหลังดังกล่าวจะเป็นผลร้ายแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยหรือไม่ เช่น ในกรณีของคำร้องทุกข์ การที่คำร้องทุกข์ถูกยกเลิกไปในภายหลัง (ทั้ง ๆ ที่แต่เดิมความผิดฐานดังกล่าวต้องมีคำร้องทุกข์) จึงเป็นผลให้ความผิดฐานดังกล่าว ซึ่งแต่เดิมต้องร้องทุกข์ก่อน กลายเป็นไม่ต้องร้องทุกข์อีกต่อไป (เท่ากับจากความผิดต่อส่วนตัวกลายเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน) ในกรณีดังกล่าวต้องถือว่ากฎหมายไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลัง เพราะในส่วนของความผิดที่ต้องมีคำร้องทุกข์นั้น (bei Antragsdelikten) สิทธิในการลงโทษผู้กระทำผิดของรัฐขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้เสียหาย (ว่าจะร้องทุกข์หรือไม่) ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าว เป็นสิ่งที่ผู้กระทำผิดสามารถที่จะคาดหวังเช่นนั้นได้ (คือ คิดว่าผู้เสียหายอาจจะไม่ร้องทุกข์ก็ได้) หากคำร้องทุกข์ในความผิดที่ต้องมีคำร้องทุกข์ถูกยกเลิกไปในภายหลัง และสามารถลงโทษการกระทำเช่นนั้นได้ โดยปราศจากคำร้องทุกข์ ก็จะเป็นผลให้ในกรณีดังกล่าว รัฐสามารถที่จะลงโทษการกระทำเช่นนั้นได้ในภายหลัง และสิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่ข้อห้ามของการที่กฎหมายมีผลใช้บังคับย้อนหลัง ตามมาตรา 103 (2) กฎหมายพื้นฐานเยอรมัน (เทียบกับของประเทศไทยแล้วคือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ) ต้องการที่จะห้าม (vgl. Roxin, อ้างแล้ว, บทที่ 5, หัวข้อ 59) คดีนี้ สิทธิในการอุทธรณ์ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแต่อย่างใด สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมีแต่อัตราโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่มีอัตราโทษเบากว่าพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เท่านั้น การที่โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ เพราะเมื่อนำโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติดมาบังคับใช้แล้ว ทำให้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินกว่า 3 ปี อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จึงไม่น่าจะใช่เรื่องกฎหมายย้อนหลังในทางเป็นคุณ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่อย่างใด แต่น่าจะเป็นไปตามหลักที่ว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความมีผลบังคับใช้ย้อนหลังได้ทันทีมากกว่า และในคดีนี้ หากคิดในทางกลับกัน หากโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติดหนักกว่าโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แม้จะยังใช้หลักโทษที่เบากว่าลงแก่จำเลย แต่ในทางวิธีพิจารณาความ คดีย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแต่อย่างใด เพราะตามกฎหมายไทย สิทธิในการอุทธรณ์ได้หรือไม่ ผูกติดอยู่กับอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่คดีนี้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่ใช่เพราะใช้หลักกฎหมายอาญาย้อนหลังในทางเป็นคุณ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่เป็นเพราะเป็นไปตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความมีผลบังคับใช้ทันทีต่างหาก สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
724086
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชุมพร",
        "judge": "นายสุวนัย ตุลยภักดิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายศรายุธ บุษยนาวิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082702329"
    }
}
date
2567
deka_no
4302/2567
deka_running_no
4302
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ",
    "อำนาจ โชติชะวารานนท์",
    "วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 3",
            "ม. 56"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 193 ทวิ",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ป.ยาเสพติด",
        "law_abbr": "ป.ยาเสพติด",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 104",
            "ม. 107 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 145 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 162",
            "ม. 164"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 157/1 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 15 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 57",
            "ม. 67",
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550",
        "sections": [
            "ม. 3"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ด."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร (ที่ถูก เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 14 เดือน และปรับ 48,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 19 เดือน และปรับ 24,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 104, 145 วรรคหนึ่ง, 162 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 2 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง คงจำคุก 1 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว จำคุก 13 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดที่ใช้บังคับในขณะจำเลยกระทำความผิดและศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้คือ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ประมวลกฎหมายยาเสพติดจึงมีผลใช้บังคับ โจทก์ยื่นอุทธรณ์คดีนี้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 จึงเป็นการอุทธรณ์ภายหลังจากประมวลกฎหมายยาเสพติดมีผลใช้บังคับแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การพิจารณาว่าโจทก์จะอุทธรณ์คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้หรือไม่ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 โดยความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดได้บัญญัติบทความผิดไว้ในมาตรา 104 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 162 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ บทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า เมื่อความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม ดังนั้น บทกำหนดโทษของความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 จึงมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี 4 เดือน หรือปรับไม่เกิน 26,666.66 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีจึงต้องใช้บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 มาพิจารณาว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนแต่รอการลงโทษไว้ โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงขอให้ไม่รอการลงโทษ แล้วศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้และพิพากษาในความผิดฐานนี้มานั้นเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเฉพาะที่วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เว้นแต่ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ใช้อำนาจตามกฎหมายกำหนดโทษจำเลยใหม่ จึงไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 จึงต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามอุทธรณ์ของโจทก์เว้นแต่ส่วนที่กำหนดโทษจำเลยใหม่เสีย ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 107 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อเสพ ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา 164 จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพียง 5 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 0.480 กรัม ทั้งจำเลยเป็นผู้เสพเมทแอมเฟตามีนและผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งบ่งชี้ถึงการมีเมทแอมเฟตามีนของจำเลยว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ดังนั้น ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 107 วรรคหนึ่ง, 164 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 และประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพหรือไม่นั้น เห็นว่า อาวุธปืนของกลางเป็นปืนยาวลูกซองขนาด 12 ถือว่าเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรง การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับรถบรรทุกส่วนบุคคลพร้อมกับพาอาวุธปืนดังกล่าวและเครื่องกระสุนปืนซึ่งอยู่ในสภาพพร้อมใช้ยิงได้ติดตัวไปตามถนนสาธารณะในขณะที่มีสารเมทแอมเฟตามีนในร่างกาย จึงอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นที่ใช้ทางเดินรถร่วมกับจำเลยได้ทุกขณะ เพราะอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนย่อมทำให้ขาดสติไม่สามารถใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มที่ดังเช่นในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ และมีโอกาสที่จะใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวก่อเหตุต่อผู้อื่นได้โดยง่าย อันจะเป็นการกระทบต่อสุจริตชนผู้อื่นและความสงบสุขของสังคมโดยรวม ประกอบกับอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ หากนำไปใช้ก่อเหตุย่อมยากที่จะตรวจสอบและติดตามหาตัวผู้กระทำความผิด ทั้งจำเลยยังมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อเสพอีกด้วย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระเลี้ยงดูครอบครัว ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 107 วรรคหนึ่ง, 164 ลงโทษจำคุก 2 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว เป็นจำคุก 10 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามอุทธรณ์ของโจทก์เว้นแต่ส่วนที่กำหนดโทษจำเลยใหม่โดยลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คือ จำคุก 3 เดือน รอการลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี แต่ไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีนี้ ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย เมื่อศาลอุทธรณ์แก้เป็นไม่รอการลงโทษตามอุทธรณ์ของโจทก์ ปัญหาว่า ศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจในการวินิจฉัยคดีตามอุทธรณ์ของโจทก์หรือไม่ เมื่อความผิดที่จำเลยกระทำเป็นความผิดฐานขับเสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม และในขณะที่จำเลยกระทำความผิด พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ประกอบมาตรา 91 ยังมีผลบังคับใช้อยู่ แต่ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดี ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104 ประกอบมาตรา 162 ซึ่งมีโทษเบากว่าได้มีผลบังคับใช้แล้ว ศาลฎีกาคดีนี้เห็นว่า สิทธิในการอุทธรณ์ของโจทก์ ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 กล่าวคือ ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ที่ไม่ให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ดูเหมือนศาลฎีกาจะนำหลักในเรื่องกฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นคุณ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 มาใช้อธิบายเหตุในการใช้สิทธิอุทธรณ์ของโจทก์ คำถามคือ หลักกฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นคุณคืออะไร และเกี่ยวกับการที่โจทก์จะสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือไม่ ตามกฎหมายอาญาเยอรมัน หลักการย้อนหลังของกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดได้รับการบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน ค.ศ. 1975 มาตรา 2 (3) ความว่า (3) ถ้ากฎหมายที่มีผลใช้บังคับในขณะที่การกระทำเป็นความผิดสำเร็จได้ถูกแก้ไขไปก่อนมีคำพิพากษาให้ใช้กฎหมายที่มีโทษเบาสุดบังคับ มาตรา 2 (3) วางหลักว่า ในกรณีที่มีกฎหมายหลายฉบับที่แตกต่างกันจากช่วงระยะเวลาของการกระทำความผิดจนถึงมีคำพิพากษาของศาล ให้ใช้กฎหมายที่มีโทษเบาที่สุด (vgl. Lackner,StGB, 22. Auflage, 1997, มาตรา 2 หัวข้อ 2) ซึ่งหลักการมีผลย้อนหลังของกฎหมายที่มีโทษเบากว่านั้นถือเป็นบทบังคับ (vgl. Blei, Strafrecht I: Allgemeiner Teil, 18. Auflage, 1983,บทที่ 13, น. 52) ทั้งนี้ โดยมีเหตุผลมาจากหลักที่ว่า กฎหมายห้ามมีผลย้อนหลังเฉพาะเมื่อเป็นผลร้ายแก่จำเลย เพราะหลักดังกล่าวมีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองจำเลย ไม่ให้ต้องรับโทษที่ตนเองไม่เคยได้คาดคิดมาก่อน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิก หรือลดโทษนั้น แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายนิติบัญญัติได้เปลี่ยนแปลงความคิดแต่เดิมของตน ที่อาจจะรุนแรงจนเกินไป ด้วยเหตุนี้ หากจำเลยยังคงต้องรับโทษเดิมก่อนที่จะมีการแก้ไขกฎหมายก็เท่ากับเป็นการที่จำเลยต้องรับโทษ ที่ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ให้การยอมรับแล้ว ซึ่งย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม (vgl. Maurach, Deutsches Strafrecht, AT, 4. Auflage, 1971, S. 138) ดังนั้น หลักกฎหมายอาญาย้อนหลังในทางเป็นคุณแก่จำเลยนั้น จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับโทษอาญาที่จำเลยจะได้รับ ซึ่งเป็นกฎหมายในส่วนสารบัญญัติ โดยในคดีนี้ ศาลฎีกาก็ได้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายสารบัญญัติ และเป็นกฎหมายที่มีโทษเบากว่าบังคับ อันเป็นไปตามหลักที่กล่าวไว้ข้างต้น ปัญหามีเพียงว่า หลักกฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นคุณตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 เกี่ยวข้องอะไรกับการใช้สิทธิอุทธรณ์ของโจทก์ ซึ่งถือเป็นกฎหมายวิธีพิจารณาความ หลักการในเรื่องกฎหมายอาญาสามารถใช้ย้อนหลังในทางเป็นคุณแก่จำเลยเป็นหลักกฎหมายสากลที่ได้รับการยอมรับในทุก ๆ ระบบกฎหมาย และถือเป็นกฎหมายในส่วนของกฎหมายสารบัญญัติ เพราะเป็นหลักที่ได้รับการบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาของทุกประเทศ ซึ่งประมวลกฎหมายอาญาของไทยบัญญัติหลักการดังกล่าวไว้ในมาตรา 2 วรรคสองและมาตรา 3 (เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาค 1 เล่ม 1, พิมพ์ครั้งที่ 11 แก้ไขเพิ่มเติม, 2562, น. 8) อย่างไรก็ตาม หลักการดังกล่าวมีข้อยกเว้นที่สำคัญประการหนึ่งคือ หากเป็นกฎหมายในส่วนของวิธีพิจารณาความแล้ว ย่อมสามารถที่จะมีผลบังคับใช้ย้อนหลังได้ทันที การที่บทบัญญัติใหม่ ๆ ของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นับจากวันที่บทบัญญัติเหล่านี้มีผลใช้บังคับแล้วนั้น สามารถใช้บังคับกับกระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการมาแล้วนั้น เป็นสิ่งที่ทราบกันอยู่แล้ว (BGHSt 26, 289) แนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาศาลฎีกาเยอรมันดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันเองก็ยอมรับ (BVerfGE 24, 33, 55; 25, 269) ทั้งนี้เพราะว่า หลักไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย ทั้งจากถ้อยคำและความเป็นมาในทางประวัติศาสตร์แล้ว มุ่งเฉพาะการกระทำที่มีโทษทางอาญา โดยไม่รวมถึงการอุดช่องว่างใด ๆ ที่มีอยู่ในกฎหมายวิธีพิจารณาความ (vgl. Roxin/Greco, Strafrecht: Allgemeiner Teil, 5. Auflage, 2020, บทที่ 5, หัวข้อ 57) อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้หรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปว่า การย้อนหลังดังกล่าวจะเป็นผลร้ายแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยหรือไม่ เช่น ในกรณีของคำร้องทุกข์ การที่คำร้องทุกข์ถูกยกเลิกไปในภายหลัง (ทั้ง ๆ ที่แต่เดิมความผิดฐานดังกล่าวต้องมีคำร้องทุกข์) จึงเป็นผลให้ความผิดฐานดังกล่าว ซึ่งแต่เดิมต้องร้องทุกข์ก่อน กลายเป็นไม่ต้องร้องทุกข์อีกต่อไป (เท่ากับจากความผิดต่อส่วนตัวกลายเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน) ในกรณีดังกล่าวต้องถือว่ากฎหมายไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลัง เพราะในส่วนของความผิดที่ต้องมีคำร้องทุกข์นั้น (bei Antragsdelikten) สิทธิในการลงโทษผู้กระทำผิดของรัฐขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้เสียหาย (ว่าจะร้องทุกข์หรือไม่) ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าว เป็นสิ่งที่ผู้กระทำผิดสามารถที่จะคาดหวังเช่นนั้นได้ (คือ คิดว่าผู้เสียหายอาจจะไม่ร้องทุกข์ก็ได้) หากคำร้องทุกข์ในความผิดที่ต้องมีคำร้องทุกข์ถูกยกเลิกไปในภายหลัง และสามารถลงโทษการกระทำเช่นนั้นได้ โดยปราศจากคำร้องทุกข์ ก็จะเป็นผลให้ในกรณีดังกล่าว รัฐสามารถที่จะลงโทษการกระทำเช่นนั้นได้ในภายหลัง และสิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่ข้อห้ามของการที่กฎหมายมีผลใช้บังคับย้อนหลัง ตามมาตรา 103 (2) กฎหมายพื้นฐานเยอรมัน (เทียบกับของประเทศไทยแล้วคือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ) ต้องการที่จะห้าม (vgl. Roxin, อ้างแล้ว, บทที่ 5, หัวข้อ 59) คดีนี้ สิทธิในการอุทธรณ์ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแต่อย่างใด สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมีแต่อัตราโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่มีอัตราโทษเบากว่าพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เท่านั้น การที่โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ เพราะเมื่อนำโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติดมาบังคับใช้แล้ว ทำให้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินกว่า 3 ปี อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จึงไม่น่าจะใช่เรื่องกฎหมายย้อนหลังในทางเป็นคุณ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่อย่างใด แต่น่าจะเป็นไปตามหลักที่ว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความมีผลบังคับใช้ย้อนหลังได้ทันทีมากกว่า และในคดีนี้ หากคิดในทางกลับกัน หากโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติดหนักกว่าโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แม้จะยังใช้หลักโทษที่เบากว่าลงแก่จำเลย แต่ในทางวิธีพิจารณาความ คดีย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแต่อย่างใด เพราะตามกฎหมายไทย สิทธิในการอุทธรณ์ได้หรือไม่ ผูกติดอยู่กับอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่คดีนี้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่ใช่เพราะใช้หลักกฎหมายอาญาย้อนหลังในทางเป็นคุณ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่เป็นเพราะเป็นไปตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความมีผลบังคับใช้ทันทีต่างหาก สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000020.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
อ.3265/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567