คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4599/2566 ฉบับเต็ม

#724088
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4599/2566 พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ โจทก์ นางสาว จ. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 90 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรคสอง (1), มาตรา 74 จัตวา พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, มาตรา 31 วรรคหนึ่ง วรรคสอง เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลชั้นต้นมิได้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 แต่ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้มีบทบัญญัติให้จ่ายเงินสินบนนำจับ จึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 6, 7, 11, 54, 55, 69, 72 ตรี, 73, 74, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 26/4, 26/5, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ 100,084.41 บาท ให้แก่กรมป่าไม้ ริบไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป 10 ท่อน ของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในคดีส่วนอาญา และรับข้อเท็จจริงโดยไม่ประสงค์ต่อสู้คดีในส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (ที่ถูก 69 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1)), 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ฐานร่วมกันทำไม้ หรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาต) ฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือทำลายป่า (ที่ถูก ฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น) ฐานร่วมกันยึดถือ ทำประโยชน์ในที่ดิน ครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้หวงห้ามประเภท ข. ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ที่ถูก ฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้หวงห้ามประเภท ข. (ที่ถูก ให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้หวงห้าม ประเภท ข.) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ 100,084.41 บาท ให้แก่กรมป่าไม้ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายนั้นเนื่องจากศาลมิได้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสอง จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เข้าใจผิดว่าที่ดินและต้นไม้อยู่ในเขตที่นาที่สวน อันเป็นการฎีกาโต้แย้งทำนองว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง เป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุสมควรที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคสอง (1) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสองล้านบาท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวคนละ 4 ปี และ 1 ปี ตามลำดับ ก่อนลดโทษให้นั้นเป็นการลงโทษขั้นต่ำสุดของกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองให้เบากว่านี้ได้อีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า แม้จะได้ความว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่ในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติป่าดงคำเดือยที่เกิดเหตุก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าพื้นที่ป่าดังกล่าวเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ กลับได้ความจากภาพถ่ายแนบท้ายฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า พื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุมีลักษณะเป็นป่าเสื่อมโทรม และสาเหตุที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเนื่องจากต้องการนำไม้มาทำฟืนใช้ในครัวเรือนเพื่อการดำรงชีวิต ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ ที่ดินที่เกิดเหตุที่จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ก็มีเนื้อที่เพียง 1 ไร่เศษ และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการตัดโค่นต้นไม้แต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงมากนัก หลังจากจำเลยทั้งสองถูกดำเนินคดีก็ได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและให้การรับสารภาพตลอดมา แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองสำนึกผิดในการกระทำของตน อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยกระทำความผิดมาก่อน ประกอบกับจำเลยทั้งสองเป็นหัวหน้าครอบครัว โดยจำเลยที่ 1 มีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่พิการตาบอด รวมถึงหลานอายุ 11 ปี และ 13 ปี ที่ยังอยู่ในวัยเรียน ส่วนจำเลยที่ 2 มีบุตรซึ่งเป็นผู้เยาว์ที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู กรณีมีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองเพื่อให้จำเลยทั้งสองมีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสองหลาบจำไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก จึงเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่ง และให้กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้น เนื่องจากคดีนี้มีผู้นำจับและโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ศาลสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 74 จัตวา มาด้วย ดังนั้นเมื่อศาลฎีกาพิพากษาลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคสอง (1) จึงต้องสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับตามคำขอของโจทก์ด้วย สำหรับเงินสินบนนำจับในความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมิได้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 แต่ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้มีบทบัญญัติให้จ่ายเงินสินบนนำจับ จึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับได้ ที่ศาลชั้นต้นยกคำขอที่ขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาโดยยังมิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ครบถ้วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่ง ฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 200,000 บาท ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 50,000 บาท รวมปรับคนละ 250,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 125,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และให้จำเลยทั้งสองเข้าร่วมกิจกรรมแก้ไขฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนดเป็นเวลาคนละ 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 74 จัตวา เฉพาะฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ (ปัญญา ช่อมณี-พิชัย เพ็งผ่อง-ขจรศักดิ์ บุญเกษม) ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ - ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา สว.(อ)132/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
724088
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ -",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3 -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082750545"
    }
}
date
2566
deka_no
4599/2566
deka_running_no
4599
deka_year
2566
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญา ช่อมณี",
    "พิชัย เพ็งผ่อง",
    "ขจรศักดิ์ บุญเกษม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484",
        "sections": [
            "ม. 69 วรรคสอง (1)",
            "ม. 74 จัตวา"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507",
        "sections": [
            "ม. 14",
            "ม. 31 วรรคหนึ่ง วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว จ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 6, 7, 11, 54, 55, 69, 72 ตรี, 73, 74, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 26/4, 26/5, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ 100,084.41 บาท ให้แก่กรมป่าไม้ ริบไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป 10 ท่อน ของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในคดีส่วนอาญา และรับข้อเท็จจริงโดยไม่ประสงค์ต่อสู้คดีในส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (ที่ถูก 69 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1)), 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ฐานร่วมกันทำไม้ หรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาต) ฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือทำลายป่า (ที่ถูก ฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น) ฐานร่วมกันยึดถือ ทำประโยชน์ในที่ดิน ครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้หวงห้ามประเภท ข. ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ที่ถูก ฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้หวงห้ามประเภท ข. (ที่ถูก ให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้หวงห้าม ประเภท ข.) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ 100,084.41 บาท ให้แก่กรมป่าไม้ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายนั้นเนื่องจากศาลมิได้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสอง จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เข้าใจผิดว่าที่ดินและต้นไม้อยู่ในเขตที่นาที่สวน อันเป็นการฎีกาโต้แย้งทำนองว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง เป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุสมควรที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคสอง (1) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสองล้านบาท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวคนละ 4 ปี และ 1 ปี ตามลำดับ ก่อนลดโทษให้นั้นเป็นการลงโทษขั้นต่ำสุดของกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองให้เบากว่านี้ได้อีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า แม้จะได้ความว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่ในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติป่าดงคำเดือยที่เกิดเหตุก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าพื้นที่ป่าดังกล่าวเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ กลับได้ความจากภาพถ่ายแนบท้ายฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า พื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุมีลักษณะเป็นป่าเสื่อมโทรม และสาเหตุที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเนื่องจากต้องการนำไม้มาทำฟืนใช้ในครัวเรือนเพื่อการดำรงชีวิต ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ ที่ดินที่เกิดเหตุที่จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ก็มีเนื้อที่เพียง 1 ไร่เศษ และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการตัดโค่นต้นไม้แต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงมากนัก หลังจากจำเลยทั้งสองถูกดำเนินคดีก็ได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและให้การรับสารภาพตลอดมา แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองสำนึกผิดในการกระทำของตน อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยกระทำความผิดมาก่อน ประกอบกับจำเลยทั้งสองเป็นหัวหน้าครอบครัว โดยจำเลยที่ 1 มีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่พิการตาบอด รวมถึงหลานอายุ 11 ปี และ 13 ปี ที่ยังอยู่ในวัยเรียน ส่วนจำเลยที่ 2 มีบุตรซึ่งเป็นผู้เยาว์ที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู กรณีมีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองเพื่อให้จำเลยทั้งสองมีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสองหลาบจำไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก จึงเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่ง และให้กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้น เนื่องจากคดีนี้มีผู้นำจับและโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ศาลสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 74 จัตวา มาด้วย ดังนั้นเมื่อศาลฎีกาพิพากษาลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคสอง (1) จึงต้องสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับตามคำขอของโจทก์ด้วย สำหรับเงินสินบนนำจับในความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมิได้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 แต่ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้มีบทบัญญัติให้จ่ายเงินสินบนนำจับ จึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับได้ ที่ศาลชั้นต้นยกคำขอที่ขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาโดยยังมิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ครบถ้วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่ง ฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 200,000 บาท ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 50,000 บาท รวมปรับคนละ 250,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 125,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และให้จำเลยทั้งสองเข้าร่วมกิจกรรมแก้ไขฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนดเป็นเวลาคนละ 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 74 จัตวา เฉพาะฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000044.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
สว.(อ)132/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2566