ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 474/2567
นาย ฉ.
โจทก์
บริษัท ส. กับพวก
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 11, มาตรา 145
ป.วิ.อ. มาตรา 227
ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีแพ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติระหว่างบริษัท ศ. กับจำเลยที่ 1 กับพวกในคดีแพ่งเท่านั้น และเป็นเพียงพยานหลักฐานส่วนหนึ่งซึ่งศาลอาจใช้ประกอบการพิจารณาคดี และในคดีอาญาไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ดังนั้น ในคดีนี้ก็ชอบที่ศาลจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคดีนี้เป็นสำคัญ เพราะในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง จะไม่พิพากษาลงโทษจำเลยจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คำพิพากษาในส่วนของคดีแพ่งเป็นประเด็นโดยตรงกับคดีอาญาและพยานหลักฐานของโจทก์ในคดีนี้ที่นำสืบกับพยานหลักฐานในคดีแพ่งเป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกันกับพยานหลักฐานที่ทั้งโจทก์และจำเลยต่างเคยนำสืบและอ้างไว้แล้ว เช่นนี้การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่อาจที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยสุจริตแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น จึงไม่ชอบ
ป.วิ.พ. มาตรา 11 บัญญัติว่า เมื่อคดีถึงศาล ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดในศาลนั้นอาจถูกคัดค้านได้ในเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้... (5) ถ้าได้เป็นผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีเดียวกันนั้นในศาลอื่นมาแล้ว หรือเป็นอนุญาโตตุลาการมาแล้ว หมายความว่า ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นมาแล้วจะทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนั้นในชั้นศาลอุทธรณ์อีกไม่ได้ การที่ ค. และ ย. ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทำหน้าที่พิจารณาคดีแพ่งของศาลชั้นต้น ถือไม่ได้ว่า ค. และ ย. เป็นผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีเดียวกันในศาลอื่นมาแล้ว อันจะเป็นเหตุให้ถูกคัดค้านตามบทบัญญัติดังกล่าวได้
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ประกอบมาตรา 83
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 60,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 คงปรับ 40,000 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 กับพวกเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.761/2562 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จว่า จำเลยที่ 1 คดีนี้ ผู้กู้ ได้รับเงินกู้จากบริษัท ศ. ผู้ให้กู้ ครบแล้ว ในคดีที่บริษัท ศ. ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้นตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.2567/2560 ให้ชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน 300,000,000 บาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้จากบริษัท ศ. จำนวน 300,000,000 บาท ครบถ้วนแล้ว ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 2048/2561 จำเลยที่ 1 กับพวกอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคดีนี้ว่าฟ้องเท็จ
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.2048/2561 ของศาลชั้นต้น เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้จำนวน 300,000,000 บาท ในส่วนเงินสดจำนวน 92,724,000 บาท ตามใบรับเงินกู้ไปจากบริษัท ศ. เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีแพ่งดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้จำนวน 300,000,000 บาท ในส่วนเงินสดจำนวน 92,724,000 บาท ตามใบรับเงินกู้ไปจากบริษัท ศ. แล้ว เป็นข้อเท็จจริงที่ยุติระหว่างบริษัท ศ. กับจำเลยที่ 1 กับพวกในคดีแพ่งเท่านั้น จะนำมารับฟังในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกนำสืบและแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จในคดีอาญาดังกล่าวเป็นฟ้องเท็จหาได้ไม่ ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเพียงพยานหลักฐานส่วนหนึ่งซึ่งศาลอาจใช้ประกอบการพิจารณาคดีเท่านั้น และในคดีอาญาไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ดังนั้น ในคดีนี้ก็ชอบที่ศาลจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคดีนี้เป็นสำคัญ เพราะในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง จะไม่พิพากษาลงโทษจำเลยจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คำพิพากษาในส่วนของคดีแพ่งเป็นประเด็นโดยตรงกับคดีอาญาว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ส่วนที่เป็นเงินสดจำนวน 92,740,000 บาท ตามใบรับเงินกู้ไปแล้ว อีกทั้งพยานหลักฐานของโจทก์ในคดีนี้ที่นำสืบกับพยานหลักฐานในคดีแพ่งเป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกันกับพยานหลักฐานที่ทั้งโจทก์และจำเลยต่างเคยนำสืบและอ้างไว้แล้ว เช่นนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่อาจที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยสุจริตแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น
ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า นายคมกริช และนายยงยศ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิจารณาพิพากษาคดีนี้เคยเป็นองค์คณะในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในการพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.2048/2561 ของศาลชั้นต้น เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 บัญญัติว่า เมื่อคดีถึงศาล ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดในศาลนั้นอาจถูกคัดค้านได้ในเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้... (5) ถ้าได้เป็นผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีเดียวกันนั้นในศาลอื่นมาแล้ว หรือเป็นอนุญาโตตุลาการมาแล้ว หมายความว่า ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นมาแล้วจะทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนั้นในชั้นศาลอุทธรณ์อีกไม่ได้ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า นายคมกริชและนายยงยศไม่เคยพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นมาก่อน การที่นายคมกริชและนายยงยศผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทำหน้าที่พิจารณาคดีนี้และยังทำหน้าที่พิจารณาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.2048/2561 ของศาลชั้นต้นซึ่งขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ด้วย ก็ถือไม่ได้ว่านายคมกริชและนายยงยศเป็นผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีเดียวกันในศาลอื่นมาแล้ว อันจะเป็นเหตุให้ถูกคัดค้านตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
(ภัทริกา จุลฤกษ์-อุทัย โสภาโชติ-จรูญ โชครุ่งวรานนท์)
ศาลจังหวัดชลบุรี -
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 -
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2705/2565
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ