คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8936/2568 ฉบับเต็ม

#724132
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8936/2568 นางสาว ร. โจทก์ นาง บ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1619, มาตรา 1733, มาตรา 1748, มาตรา 1754 การสละมรดกนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1619 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใด ซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้ ส. บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายก่อน พ. ประมาณ 1 เดือน การตกลงรับและมอบเงินให้ ส. บิดาโจทก์จึงเป็นการแบ่งเงินให้ก่อน พ. ถึงแก่ความตาย จะถือว่า ส. บิดาโจทก์สละมรดกของ พ. แล้วไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ พ. เป็นของตนเองและของจำเลยที่ 2 โดยยึดถือเอาข้อตกลงกันเองระหว่างทายาทซึ่งรวมถึง ส. บิดาโจทก์ด้วย และไม่มีทรัพย์มรดกอื่นของ พ. ที่จะต้องดำเนินการจัดแบ่งกันอีก จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินดังกล่าวในส่วนของตนเองที่ได้รับโอนมาร่วมยี่สิบปี โดยไม่มีทายาทคนใดทักท้วง จึงเป็นการจัดการมรดกเสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าทายาทอื่นหรือโจทก์เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นไม่อาจใช้บังคับกันได้ และเห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ที่จะต้องจัดแบ่งที่ดินอันเป็นมรดกของ พ. ให้โจทก์ในฐานะทายาทของ ส. บิดาโจทก์ที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ส. บิดาโจทก์ และทายาทคนอื่น ๆ ด้วย การแบ่งปันทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการจัดการมรดกนั้น โจทก์ต้องฟ้องภายในเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่การจัดการมรดกสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2548 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นการฟ้องคดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกัน จึงเป็นคดีมรดก ทายาทอื่นหรือโจทก์ก็ต้องฟ้องเรียกมรดกในส่วนของตนเองเสียภายใน 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เพราะมิฉะนั้นจะถูกห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง และในวรรคสี่ของบทบัญญัติดังกล่าวยังได้บัญญัติตัดบทไว้ว่า สิทธิเรียกร้องตามที่กล่าวมาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อ พ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 จึงพ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความเช่นกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 กลับคืนสู่กองมรดกของนางพาหรือคำภา ให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดก และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภาแบ่งปันที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 ให้แก่โจทก์ตามส่วนสัดในฐานะทายาทที่เป็นผู้รับมรดกแทนที่นายสงบ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภา จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 แปลงละ 1 ใน 5 ส่วน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษานี้เป็นการแสดงเจตนาแทน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาล รวม 1,800 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสงบกับนางสุนทร นายสงบ นายรักชาติ นายพิภพ และจำเลยทั้งสอง รวม 5 คน เป็นบุตรนางพาหรือคำภา เจ้ามรดก นายสงบถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2543 ก่อนนางพาหรือคำภาซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 ก่อนถึงแก่ความตายนางพาหรือคำภามีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินรวม 3 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภาตามคำสั่งศาล ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2548 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภาได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2675 และ 6487 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 9624 ให้แก่ตนเอง คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า นายรักชาติและนายพิภพน้องชายจำเลยทั้งสองเป็นพยานจำเลยทั้งสองเบิกความว่า พยานทั้งสองและนายสงบบิดาโจทก์ได้รับเงินสดไปคนละ 50,000 บาท จึงสละสิทธิไม่รับมรดกของนางพาหรือคำภา จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ตนเองเป็นผู้มอบเงินสดให้นายสงบบิดาโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้มอบเงินสดให้นายรักชาติและนายพิภพ ถ้านายรักชาติและนายพิภพไม่ได้รับเงินคนละ 50,000 บาท ไปตามที่เบิกความ พยานทั้งสองคงไม่ยินยอมให้จำเลยทั้งสองรับมรดกในส่วนที่เป็นที่ดินของนางพาหรือคำภาไปเพียง 2 คน เท่านั้น จึงน่าเชื่อว่า พยานทั้งสองและบิดาโจทก์ได้รับเงินสดไปจากจำเลยทั้งสองคนละ 50,000 บาท จริง การสละมรดกนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1619 ได้บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใด ซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้ นายสงบบิดาโจทก์ได้ถึงแก่ความตายก่อนนางพาหรือคำภาประมาณ 1 เดือน กล่าวคือ นายสงบบิดาโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2543 นางพาหรือคำภาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 การตกลงรับและมอบเงินให้นายสงบบิดาโจทก์จึงเป็นการแบ่งเงินให้ก่อนนางพาหรือคำภาถึงแก่ความตาย จะถือว่านายสงบบิดาโจทก์สละมรดกของนางพาหรือคำภาแล้วไม่ได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางพาหรือคำภาเป็นของตนเองและของจำเลยที่ 2 โดยยึดถือเอาข้อตกลงกันเองระหว่างทายาทซึ่งรวมถึงนายสงบบิดาโจทก์ด้วยดังกล่าวข้างต้น และไม่มีทรัพย์มรดกอื่นของนางพาหรือคำภาที่จะต้องดำเนินการจัดแบ่งกันอีก จำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวในส่วนของตนเองที่ได้รับโอนมาร่วมยี่สิบปี โดยไม่มีทายาทคนใดทักท้วง จึงเป็นการจัดการมรดกเสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าทายาทอื่นหรือโจทก์เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นไม่อาจใช้บังคับกันได้ และเห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ที่จะต้องจัดแบ่งที่ดินอันเป็นมรดกของนางพาหรือคำภาให้โจทก์ในฐานะทายาทของนายสงบบิดาโจทก์ที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายสงบบิดาโจทก์ และทายาทคนอื่น ๆ ด้วย การแบ่งปันทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการจัดการมรดกนั้น โจทก์ต้องฟ้องภายในเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่การจัดการมรดกสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2548 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นการฟ้องคดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกัน จึงเป็นคดีมรดก ทายาทอื่นหรือโจทก์ก็ต้องฟ้องเรียกมรดกในส่วนของตนเองเสียภายใน 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เพราะมิฉะนั้นจะถูกห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง และในวรรคสี่ของบทบัญญัติดังกล่าวยังได้บัญญัติตัดบทไว้ว่า ถึงอย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่กล่าวมาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อนางพาหรือคำภาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 จึงพ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกไม่ชอบจึงถือว่าการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้นนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ประคอง เตกฉัตร-จุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส-สาธุ เพ็ชรไชย) ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ - นางสาวบุณยกาญจน์ อินทรบุตร ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายเชาวลิต ชูรัศมี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.258/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
724132
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์",
        "judge": "นางสาวบุณยกาญจน์ อินทรบุตร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายเชาวลิต ชูรัศมี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1781163362094"
    }
}
date
2568
deka_no
8936/2568
deka_running_no
8936
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "ประคอง เตกฉัตร",
    "จุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส",
    "สาธุ เพ็ชรไชย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1619",
            "ม. 1733",
            "ม. 1748",
            "ม. 1754"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว ร."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง บ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 กลับคืนสู่กองมรดกของนางพาหรือคำภา ให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดก และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภาแบ่งปันที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 ให้แก่โจทก์ตามส่วนสัดในฐานะทายาทที่เป็นผู้รับมรดกแทนที่นายสงบ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภา จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 แปลงละ 1 ใน 5 ส่วน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษานี้เป็นการแสดงเจตนาแทน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาล รวม 1,800 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสงบกับนางสุนทร นายสงบ นายรักชาติ นายพิภพ และจำเลยทั้งสอง รวม 5 คน เป็นบุตรนางพาหรือคำภา เจ้ามรดก นายสงบถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2543 ก่อนนางพาหรือคำภาซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 ก่อนถึงแก่ความตายนางพาหรือคำภามีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินรวม 3 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภาตามคำสั่งศาล ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2548 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภาได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2675 และ 6487 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 9624 ให้แก่ตนเอง คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า นายรักชาติและนายพิภพน้องชายจำเลยทั้งสองเป็นพยานจำเลยทั้งสองเบิกความว่า พยานทั้งสองและนายสงบบิดาโจทก์ได้รับเงินสดไปคนละ 50,000 บาท จึงสละสิทธิไม่รับมรดกของนางพาหรือคำภา จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ตนเองเป็นผู้มอบเงินสดให้นายสงบบิดาโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้มอบเงินสดให้นายรักชาติและนายพิภพ ถ้านายรักชาติและนายพิภพไม่ได้รับเงินคนละ 50,000 บาท ไปตามที่เบิกความ พยานทั้งสองคงไม่ยินยอมให้จำเลยทั้งสองรับมรดกในส่วนที่เป็นที่ดินของนางพาหรือคำภาไปเพียง 2 คน เท่านั้น จึงน่าเชื่อว่า พยานทั้งสองและบิดาโจทก์ได้รับเงินสดไปจากจำเลยทั้งสองคนละ 50,000 บาท จริง การสละมรดกนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1619 ได้บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใด ซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้ นายสงบบิดาโจทก์ได้ถึงแก่ความตายก่อนนางพาหรือคำภาประมาณ 1 เดือน กล่าวคือ นายสงบบิดาโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2543 นางพาหรือคำภาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 การตกลงรับและมอบเงินให้นายสงบบิดาโจทก์จึงเป็นการแบ่งเงินให้ก่อนนางพาหรือคำภาถึงแก่ความตาย จะถือว่านายสงบบิดาโจทก์สละมรดกของนางพาหรือคำภาแล้วไม่ได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางพาหรือคำภาเป็นของตนเองและของจำเลยที่ 2 โดยยึดถือเอาข้อตกลงกันเองระหว่างทายาทซึ่งรวมถึงนายสงบบิดาโจทก์ด้วยดังกล่าวข้างต้น และไม่มีทรัพย์มรดกอื่นของนางพาหรือคำภาที่จะต้องดำเนินการจัดแบ่งกันอีก จำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวในส่วนของตนเองที่ได้รับโอนมาร่วมยี่สิบปี โดยไม่มีทายาทคนใดทักท้วง จึงเป็นการจัดการมรดกเสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าทายาทอื่นหรือโจทก์เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นไม่อาจใช้บังคับกันได้ และเห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ที่จะต้องจัดแบ่งที่ดินอันเป็นมรดกของนางพาหรือคำภาให้โจทก์ในฐานะทายาทของนายสงบบิดาโจทก์ที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายสงบบิดาโจทก์ และทายาทคนอื่น ๆ ด้วย การแบ่งปันทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการจัดการมรดกนั้น โจทก์ต้องฟ้องภายในเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่การจัดการมรดกสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2548 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นการฟ้องคดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกัน จึงเป็นคดีมรดก ทายาทอื่นหรือโจทก์ก็ต้องฟ้องเรียกมรดกในส่วนของตนเองเสียภายใน 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เพราะมิฉะนั้นจะถูกห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง และในวรรคสี่ของบทบัญญัติดังกล่าวยังได้บัญญัติตัดบทไว้ว่า ถึงอย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่กล่าวมาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อนางพาหรือคำภาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 จึงพ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกไม่ชอบจึงถือว่าการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้นนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260611_143556\000001.html
source_run
20260611_143556
supreme_black_case_no
พ.258/2568
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568