ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3674/2568
พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
โจทก์
นางสาว จ.
จำเลย
ป.อ. มาตรา 96, มาตรา 352, มาตรา 357
ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)
ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้ ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของ ส. บุตรเขยของ ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมา ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและ ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและ ช. มีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับ ช. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่การช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจร
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะ จำนวน 809,388 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะ ส่วนที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 809,388 บาท แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อรวมการชดใช้ราคารถยนต์จากทุกคดีแล้ว ต้องไม่เกิน 809,388 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์นั้น เนื่องจากจำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นาย พ. ผู้เสียหาย เป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลาง ราคา 809,388 บาท ในฐานะผู้เช่าซื้อจากบริษัท ต. เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 ผู้เสียหายกู้ยืมเงิน 40,000 บาท จากนาย ช. โดยมอบรถกระบะของกลางให้นาย ช. ยึดไว้เป็นหลักประกัน หลังจากนั้นผู้เสียหายผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่นาย ช. ตลอดมา ต่อมาเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จึงตกลงกับนาย ช. ขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 นาย ช. นำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยแล้วบอกให้จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำ หลังจากนั้นจำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำเป็นเงิน 40,000 บาท เมื่อหักดอกเบี้ยล่วงหน้า 1 เดือน เป็นเงิน 4,000 บาท คงเหลือ 36,000 บาท แล้วจำเลยโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนาย ส. บุตรเขยของนาย ช. ครั้นวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหายและนาย ช. เจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจภูธรโกรกพระ โดยนาย ช. จะคืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหายช่วงหลังปีใหม่ หลังจากนั้นผู้เสียหายและนาย ช. เจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจดังกล่าวอีก 3 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายเจรจาตกลงกันเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 แต่นาย ช. ไม่คืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหาย โดยอ้างว่านำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยและติดตามรถกระบะของกลางไม่ได้ วันที่ 19 มกราคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่นาย ช. ในความผิดฐานยักยอก ต่อมานาย ช. ถูกฟ้องต่อศาลแขวงนครสวรรค์ แต่ผู้เสียหายกับนาย ช. ตกลงกันได้ ครั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า เดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จึงไปพูดกับนาย ช. เพื่อขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน ระหว่างนั้นจำเลยเดินเข้ามาและบอกผู้เสียหายว่าที่ผู้เสียหายมากู้ยืมเงินกับนาย ช. และนำรถมาเป็นหลักประกันถือว่าดีแล้ว หากไปกู้ยืมรายอื่นหรือที่จังหวัดอื่นอาจถูกยึดรถและไม่ได้เท่านี้ และนาย ช. เบิกความว่า เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายมาพบพยานที่บ้านเพื่อพูดคุยเรื่องการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยจำเลยอยู่ด้วย และพูดคุยกับผู้เสียหาย จึงทราบว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย เห็นได้ว่าผู้เสียหายและนาย ช. เบิกความสอดคล้องต้องกันได้ความว่าจำเลยรู้ว่าผู้เสียหายนำรถกระบะของกลางให้นาย ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยเบิกความเจือสมว่า ก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำ จำเลยเคยพบผู้เสียหายที่บ้านนาย ช. และพูดคุยทำนองว่า ผู้เสียหายมีปัญหาทางด้านการเงินและบริษัทผู้ให้เช่าซื้อกำลังติดตามทวงรถกระบะของกลาง จำเลยจึงบอกผู้เสียหายว่านำรถมาไว้ที่นี่ดีสุดแล้ว หากไปไว้ที่อื่นเจ้าหนี้อาจนำรถไปขายหรือจำนำที่อื่นแล้ว ภายหลังผู้เสียหายกลับไปแล้ว นาย ช. บอกให้จำเลยรู้ว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย เชื่อว่าก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำตามที่นาย ช. บอกจำเลยนั้น จำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นาย ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนาย ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นาย ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยได้นำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยนาย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนาย ส. บุตรเขยของนาย ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมาปรากฏว่านาย ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและนาย ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและนาย ช. มีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนาย ช. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายได้รับรถกระบะของกลางคืน อันเป็นการช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก โดยผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
(เทพ อิงคสิทธิ์-ธนาคม ลิ้มภักดี-ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร)
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายอารัทธ์ สิงห์ชูวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายธนัทกฤตย์ วงศ์นิติอังกูร
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1056/2568
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ