คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3885/2568 ฉบับเต็ม

#724413
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3885/2568 นางสาว อ. กับพวก โจทก์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 วรรคสอง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 12 ตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 12 เมื่อคดีนี้ได้มีการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ ศาลจึงต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวยาเสพติด พ.ศ. 2534 เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การแล้ว คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 รายการ ตามฟ้อง เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือไม่ หากเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินดังกล่าวก็ต้องตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง ในทางกลับกันหากทรัพย์สินรายการใดฟังไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือโจทก์ทั้งสองได้รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือเป็นการได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ ทรัพย์สินนั้นก็ไม่ต้องตกเป็นของกองทุน จึงเห็นได้ว่าการที่จำเลยวินิจฉัยว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและให้ตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง นั้น เป็นการโต้แย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 โฉนด แก่โจทก์ทั้งสอง ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 8784, 9771, 14428, 16136, 14547 และ 14429 แก่โจทก์ที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 446 แก่โจทก์ที่ 2 จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วให้งดสืบพยาน และมีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสองยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ทั้งสองเป็นกรณีพิเศษเป็นเงิน 95,000 บาท โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ที่ 58/2562 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะจำเลยไม่ได้ยึดหรืออายัดภายใน 2 ปี หลังเกิดเหตุนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ทรัพย์สินที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากการกระทำความผิดให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในกรณีที่ไม่อาจดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยภายใน 2 ปี นับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิดและไม่อาจจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยได้นั้น มิใช่บทบังคับให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินต้องมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดภายใน 2 ปี นับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิดและไม่อาจจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในคดีนี้เหตุเกิดวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 แม้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 ให้อายัดทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 โฉนด ตามรายการที่ 23 ถึงที่ 29 ไม่ได้มีคำสั่งภายใน 2 ปี นับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิด ก็ไม่เป็นเหตุให้คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ที่ 58/2562 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 โฉนด แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่าทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 รายการ ตามฟ้องมิใช่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายแหม่จิโป๊ะหรือแหม่จิโปะหรือสามหรือศิริพจน์ ผู้ต้องหาในคดีความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดที่หลบหนี แต่เป็นของโจทก์ทั้งสองและเป็นการได้มาทางศีลธรรมอันดี หรือได้มาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือในทางกุศลสาธารณะ ในประเด็นข้อนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด 6 รายการ ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด 1 รายการ ซึ่งมิใช่ทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำเลยมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ชอบ ขอให้คืนที่ดินทั้ง 7 รายการ แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินทั้ง 7 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายแหม่จิโป๊ะ ผู้ต้องหาในคดีความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติด แต่ไม่อาจจับกุมตัวนายแหม่จิโป๊ะและดำเนินคดีได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่กระทำความผิดเกิด ที่ดินทั้ง 7 รายการ จึงตกเป็นของกองทุนตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 12 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานอัยการ และศาล ดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" เมื่อคดีนี้ได้มีการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ ศาลจึงต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวยาเสพติด พ.ศ. 2534 เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การแล้ว คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 รายการ ตามฟ้อง เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือไม่ หากเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินดังกล่าวก็ต้องตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง ในทางกลับกันหากทรัพย์สินรายการใดฟังไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือโจทก์ทั้งสองได้รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือเป็นการได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ ทรัพย์สินนั้นก็ไม่ต้องตกเป็นของกองทุน จึงเห็นได้ว่าการที่จำเลยวินิจฉัยว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและให้ตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง นั้น เป็นการโต้แย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 โฉนด แก่โจทก์ทั้งสอง ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่สามารถพิสูจน์ต่อคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้ว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสองได้มาไม่เกินไปกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจการอย่างอื่นโดยสุจริต จึงถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 58/2562 ที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ที่ 58/2562 แม้คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ที่ 58/2562 เป็นไปโดยชอบ แต่การตรวจสอบทรัพย์สินของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่กระทำในนามของจำเลยเป็นการใช้อำนาจตรวจสอบของฝ่ายบริหาร หากผลการตรวจสอบกระทบถึงสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงเพราะทรัพย์สินนั้นมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กรณีที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรา 29 เจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงยังมีสิทธิโต้แย้งในชั้นพิจารณาของศาลได้ ในกรณีที่ไม่อาจจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาดำเนินคดีได้ตามมาตรา 32 วรรคสอง และให้ทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดตามคำสั่งของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนโดยไม่ต้องมีขั้นตอนยื่นคำร้องต่อศาล สิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงทั้งสองกรณีย่อมต้องได้รับการคุ้มครองไม่แตกต่างกัน จึงชอบที่โจทก์ทั้งสองจะใช้สิทธิทางศาล ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโดยที่ยังมิได้วินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาท และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา มีเหตุอันสมควรให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 252 ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ (สมชาย อุดมศรีสำราญ-ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล-กำจัด พ่วงสวัสดิ์) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายสมบัติ เชาวนพูนผล ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางสาวปทุมาวดี พิชชาโชติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.129/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
724413
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นายสมบัติ เชาวนพูนผล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นางสาวปทุมาวดี พิชชาโชติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778871615740"
    }
}
date
2568
deka_no
3885/2568
deka_running_no
3885
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย อุดมศรีสำราญ",
    "ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล",
    "กำจัด พ่วงสวัสดิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 32 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564",
        "sections": [
            "ม. 12"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว อ. กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 8784, 9771, 14428, 16136, 14547 และ 14429 แก่โจทก์ที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 446 แก่โจทก์ที่ 2

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วให้งดสืบพยาน และมีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสองยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ทั้งสองเป็นกรณีพิเศษเป็นเงิน 95,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ที่ 58/2562 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะจำเลยไม่ได้ยึดหรืออายัดภายใน 2 ปี หลังเกิดเหตุนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ทรัพย์สินที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากการกระทำความผิดให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในกรณีที่ไม่อาจดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยภายใน 2 ปี นับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิดและไม่อาจจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยได้นั้น มิใช่บทบังคับให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินต้องมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดภายใน 2 ปี นับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิดและไม่อาจจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในคดีนี้เหตุเกิดวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 แม้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 ให้อายัดทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 โฉนด ตามรายการที่ 23 ถึงที่ 29 ไม่ได้มีคำสั่งภายใน 2 ปี นับแต่วันที่การกระทำความผิดเกิด ก็ไม่เป็นเหตุให้คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ที่ 58/2562 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 โฉนด แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่าทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 รายการ ตามฟ้องมิใช่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายแหม่จิโป๊ะหรือแหม่จิโปะหรือสามหรือศิริพจน์ ผู้ต้องหาในคดีความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดที่หลบหนี แต่เป็นของโจทก์ทั้งสองและเป็นการได้มาทางศีลธรรมอันดี หรือได้มาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือในทางกุศลสาธารณะ ในประเด็นข้อนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด 6 รายการ ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด 1 รายการ ซึ่งมิใช่ทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำเลยมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ชอบ ขอให้คืนที่ดินทั้ง 7 รายการ แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินทั้ง 7 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายแหม่จิโป๊ะ ผู้ต้องหาในคดีความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติด แต่ไม่อาจจับกุมตัวนายแหม่จิโป๊ะและดำเนินคดีได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่กระทำความผิดเกิด ที่ดินทั้ง 7 รายการ จึงตกเป็นของกองทุนตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 12 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานอัยการ และศาล ดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" เมื่อคดีนี้ได้มีการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ ศาลจึงต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวยาเสพติด พ.ศ. 2534 เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การแล้ว คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 รายการ ตามฟ้อง เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือไม่ หากเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินดังกล่าวก็ต้องตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง ในทางกลับกันหากทรัพย์สินรายการใดฟังไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือโจทก์ทั้งสองได้รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือเป็นการได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ ทรัพย์สินนั้นก็ไม่ต้องตกเป็นของกองทุน จึงเห็นได้ว่าการที่จำเลยวินิจฉัยว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและให้ตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง นั้น เป็นการโต้แย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 โฉนด แก่โจทก์ทั้งสอง ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่สามารถพิสูจน์ต่อคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้ว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสองได้มาไม่เกินไปกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจการอย่างอื่นโดยสุจริต จึงถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 58/2562 ที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ที่ 58/2562 แม้คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ที่ 58/2562 เป็นไปโดยชอบ แต่การตรวจสอบทรัพย์สินของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่กระทำในนามของจำเลยเป็นการใช้อำนาจตรวจสอบของฝ่ายบริหาร หากผลการตรวจสอบกระทบถึงสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงเพราะทรัพย์สินนั้นมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กรณีที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรา 29 เจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงยังมีสิทธิโต้แย้งในชั้นพิจารณาของศาลได้ ในกรณีที่ไม่อาจจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาดำเนินคดีได้ตามมาตรา 32 วรรคสอง และให้ทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดตามคำสั่งของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนโดยไม่ต้องมีขั้นตอนยื่นคำร้องต่อศาล สิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงทั้งสองกรณีย่อมต้องได้รับการคุ้มครองไม่แตกต่างกัน จึงชอบที่โจทก์ทั้งสองจะใช้สิทธิทางศาล ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโดยที่ยังมิได้วินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาท และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา มีเหตุอันสมควรให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 252 ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260516_020000\000005.html
source_run
20260516_020000
supreme_black_case_no
พ.129/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568