คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 28/2569 ฉบับเต็ม

#724789
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 28/2569 พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี โจทก์ นางสาว น. โจทก์ร่วม นางสาว ว. จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันเป็น 172 ข้อ โดยหลอกลวงผู้เสียหาย 70 คน เป็นหลายกรรม ทำให้ได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหายแต่ละรายตามเอกสารท้ายฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิด อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ซึ่งเหตุที่ไม่ปรากฏรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดน่าจะเป็นเพราะโจทก์หลงลืม จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยอันสามารถแก้ไขได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่สั่งให้โจทก์แก้ไขก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายแต่ละคนตามเอกสารท้ายฟ้อง ระหว่างพิจารณา นางสาวนคร ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก ต้องอนุญาตเฉพาะข้อหาฉ้อโกง) จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ผู้เสียหายที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 23 ที่ 41 และที่ 64 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงสำหรับผู้เสียหายดังกล่าว เป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (1), 17 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นนายวงแชร์ จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน ฐานเป็นนายวงแชร์และฉ้อโกง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 162 กระทง เป็นจำคุก 648 เดือน รวมจำคุก 666 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 333 เดือน ความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 4,210,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ยังไม่ถอนคำร้องทุกข์ จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ร่วม ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 14 ถึงที่ 22 ที่ 24 ถึงที่ 40 ที่ 42 ถึงที่ 60 ที่ 62 ที่ 63 และที่ 65 ถึงที่ 70 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายดังกล่าวเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องเนื่องจากฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวถึงสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันเป็น 172 ข้อ ว่า จำเลยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6, 17 ฐานเป็นนายวงแชร์และจัดให้มีการเล่นแชร์โดยฝ่าฝืนกฎหมาย และกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ฐานฉ้อโกง โดยจำเลยหลอกลวงผู้เสียหาย 70 คน เป็นหลายกรรม ทำให้ได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหายแต่ละรายตามเอกสารท้ายฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิด อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ซึ่งเหตุที่ไม่ปรากฏรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดน่าจะเป็นเพราะโจทก์หลงลืม จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย อันสามารถแก้ไขได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่สั่งให้โจทก์แก้ไขก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขฟ้องที่ไม่มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (สุรพงษ์ ชิดเชื้อ-พงษ์เดช วานิชกิตติกูล-ก่อเกียรติ สุพลพงษ์) ศาลจังหวัดลพบุรี - นางสาวรุ่งทิพย์ เจริญพงศ์อนันต์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายศุภวิทย์ ตั้งตรงจิตต์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1968/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
724789
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดลพบุรี",
        "judge": "นางสาวรุ่งทิพย์ เจริญพงศ์อนันต์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายศุภวิทย์ ตั้งตรงจิตต์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1779822003731"
    }
}
date
2569
deka_no
28/2569
deka_running_no
28
deka_year
2569
department
แผนก
judges
[
    "สุรพงษ์ ชิดเชื้อ",
    "พงษ์เดช วานิชกิตติกูล",
    "ก่อเกียรติ สุพลพงษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)",
            "ม. 161 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางสาว น."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ว."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายแต่ละคนตามเอกสารท้ายฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางสาวนคร ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก ต้องอนุญาตเฉพาะข้อหาฉ้อโกง)

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ผู้เสียหายที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 23 ที่ 41 และที่ 64 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงสำหรับผู้เสียหายดังกล่าว เป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (1), 17 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นนายวงแชร์ จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน ฐานเป็นนายวงแชร์และฉ้อโกง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 162 กระทง เป็นจำคุก 648 เดือน รวมจำคุก 666 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 333 เดือน ความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 4,210,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ยังไม่ถอนคำร้องทุกข์

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ร่วม ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 14 ถึงที่ 22 ที่ 24 ถึงที่ 40 ที่ 42 ถึงที่ 60 ที่ 62 ที่ 63 และที่ 65 ถึงที่ 70 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายดังกล่าวเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องเนื่องจากฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวถึงสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันเป็น 172 ข้อ ว่า จำเลยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6, 17 ฐานเป็นนายวงแชร์และจัดให้มีการเล่นแชร์โดยฝ่าฝืนกฎหมาย และกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ฐานฉ้อโกง โดยจำเลยหลอกลวงผู้เสียหาย 70 คน เป็นหลายกรรม ทำให้ได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหายแต่ละรายตามเอกสารท้ายฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิด อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ซึ่งเหตุที่ไม่ปรากฏรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดน่าจะเป็นเพราะโจทก์หลงลืม จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย อันสามารถแก้ไขได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่สั่งให้โจทก์แก้ไขก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขฟ้องที่ไม่มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260527_020000\000001.html
source_run
20260527_020000
supreme_black_case_no
อ.1968/2568
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2569