คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2569 ฉบับเต็ม

#724864
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2569 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาว ก. จำเลย ป.อ. มาตรา 1 (1), มาตรา 1 (14)(ก), มาตรา 90, มาตรา 91, มาตรา 188, มาตรา 269/5, มาตรา 269/6, มาตรา 269/7, มาตรา 334, มาตรา 335 (1) การที่จำเลยลักบัตร KDEBIT ที่ธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหาย เป็นความผิดสำเร็จกรรมหนึ่งซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ส่วนที่จำเลยนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มเพื่อถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายนั้น เป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง แต่การที่จำเลยนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายย่อมทำให้ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดเกลื่อนกลืนอยู่กับความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดแล้ว หาได้ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดอีกกรรมหนึ่งไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 269/5, 269/6, 269/7, 334, 335 (1) และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาบัตร KDEBIT หมายเลข 4162 0262 5272 xxxx ราคา 500 บาท และคืนเงิน 25,000บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 334, 335 (1) วรรคแรก, 269/5 ประกอบมาตรา 269/7, 269/6 ประกอบมาตรา 269/7 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดและฐานลักทรัพย์ (เงินสด) ในเวลากลางคืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 6 เดือน ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด จำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 15 เดือน กับให้จำเลยคืนบัตร KDEBIT หมายเลข 4162 0262 5272 xxxx หรือใช้ราคาแทน 500 บาท และใช้เงิน 25,000 บาท คืนแก่ผู้เสียหาย โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นางระวิวรรณ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 334, 335 (1) วรรคแรก, 269/5 ประกอบมาตรา 269/7, 269/6 ประกอบมาตรา 269/7 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำขอให้จำเลยคืนบัตร KDEBIT หมายเลข 4162 0262 5272 xxxx หรือใช้ราคาแทน 500 บาท และใช้เงิน 25,000 บาท คืนแก่ผู้เสียหายเสีย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักบัตร KDEBIT หมายเลขบัตร 4162 0262 5272 xxxx ที่ธนาคาร ก. ออกให้แก่ผู้เสียหายไปแล้วจำเลยใช้บัตรดังกล่าวทำรายการเบิกถอนเงินสด 25,000 บาท ที่ตู้เอทีเอ็ม จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย การที่จำเลยลักเอาบัตร KDEBIT หมายเลขบัตร 4162 0262 5272 xxxx ที่ธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหาย ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองแล้ว แม้จำเลยจะมีเจตนาที่จะนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์นั้นไปใช้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย แต่ก็เป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งที่สามารถแยกออกจากกันได้ การที่จำเลยลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้เสียหายไปจึงเป็นความผิดสำเร็จกรรมหนึ่งซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ส่วนที่จำเลยนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มเพื่อถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายนั้น เป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งของจำเลยแยกต่างหากจากการลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง แต่การที่จำเลยนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย ย่อมทำให้ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดเกลื่อนกลืนอยู่กับความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดแล้ว หาได้ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดอีกกรรมหนึ่งดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวกันมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 91 ฐานลักทรัพย์ (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท ฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดและฐานลักทรัพย์ (เงินสด) ในเวลากลางคืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,500 บาท ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด จำคุก 9 เดือน และปรับ 2,500 บาท รวมจำคุก 15 เดือน และปรับ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (จักรพันธ์ สอนสุภาพ-องอาจ แน่นหนา-วิไลวรรณ ชิดเชื้อ) ศาลอาญาตลิ่งชัน - นายพรเทพ พิศาลเมธี ศาลอุทธรณ์ - นายสันติ ชูกิจทรัพย์ไพศาล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.688/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
724864
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญาตลิ่งชัน",
        "judge": "นายพรเทพ พิศาลเมธี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสันติ ชูกิจทรัพย์ไพศาล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1781163360982"
    }
}
date
2569
deka_no
664/2569
deka_running_no
664
deka_year
2569
department
แผนก
judges
[
    "จักรพันธ์ สอนสุภาพ",
    "องอาจ แน่นหนา",
    "วิไลวรรณ ชิดเชื้อ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (1)",
            "ม. 1 (14)(ก)",
            "ม. 90",
            "ม. 91",
            "ม. 188",
            "ม. 269/5",
            "ม. 269/6",
            "ม. 269/7",
            "ม. 334",
            "ม. 335 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ก."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 269/5, 269/6, 269/7, 334, 335 (1) และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาบัตร KDEBIT หมายเลข 4162 0262 5272 xxxx ราคา 500 บาท และคืนเงิน 25,000บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 334, 335 (1) วรรคแรก, 269/5 ประกอบมาตรา 269/7, 269/6 ประกอบมาตรา 269/7 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดและฐานลักทรัพย์ (เงินสด) ในเวลากลางคืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 6 เดือน ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด จำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 15 เดือน กับให้จำเลยคืนบัตร KDEBIT หมายเลข 4162 0262 5272 xxxx หรือใช้ราคาแทน 500 บาท และใช้เงิน 25,000 บาท คืนแก่ผู้เสียหาย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นางระวิวรรณ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 334, 335 (1) วรรคแรก, 269/5 ประกอบมาตรา 269/7, 269/6 ประกอบมาตรา 269/7 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำขอให้จำเลยคืนบัตร KDEBIT หมายเลข 4162 0262 5272 xxxx หรือใช้ราคาแทน 500 บาท และใช้เงิน 25,000 บาท คืนแก่ผู้เสียหายเสีย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักบัตร KDEBIT หมายเลขบัตร 4162 0262 5272 xxxx ที่ธนาคาร ก. ออกให้แก่ผู้เสียหายไปแล้วจำเลยใช้บัตรดังกล่าวทำรายการเบิกถอนเงินสด 25,000 บาท ที่ตู้เอทีเอ็ม จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย การที่จำเลยลักเอาบัตร KDEBIT หมายเลขบัตร 4162 0262 5272 xxxx ที่ธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหาย ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองแล้ว แม้จำเลยจะมีเจตนาที่จะนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์นั้นไปใช้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย แต่ก็เป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งที่สามารถแยกออกจากกันได้ การที่จำเลยลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้เสียหายไปจึงเป็นความผิดสำเร็จกรรมหนึ่งซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ส่วนที่จำเลยนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มเพื่อถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายนั้น เป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งของจำเลยแยกต่างหากจากการลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง แต่การที่จำเลยนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย ย่อมทำให้ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดเกลื่อนกลืนอยู่กับความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดแล้ว หาได้ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดอีกกรรมหนึ่งดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวกันมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 91 ฐานลักทรัพย์ (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท ฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดและฐานลักทรัพย์ (เงินสด) ในเวลากลางคืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,500 บาท ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด จำคุก 9 เดือน และปรับ 2,500 บาท รวมจำคุก 15 เดือน และปรับ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260611_143556\000001.html
source_run
20260611_143556
supreme_black_case_no
อ.688/2568
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2569