คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8837/2568 ฉบับเต็ม

#724995
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8837/2568 พ. โจทก์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จำเลย นาย ว. จำเลยร่วม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (2), มาตรา 8 (9), มาตรา 61 (2), มาตรา 61 (4), มาตรา 62 การพิจารณาว่า ความคล้ายของเครื่องหมายการค้าจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาพรวมและองค์ประกอบรวมทุกส่วนของเครื่องหมายการค้า ทั้งสำเนียงเสียงเรียกขาน จำพวกและรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนไว้เพื่อใช้กับเครื่องหมายการค้าว่าเป็นสินค้าจำพวกเดียวกัน หรือเป็นสินค้าต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาสาธารณชนกลุ่มผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าว่าเป็นกลุ่มเดียวกันและมีความรู้เพียงพอที่จะแยกแยะความแตกต่างของสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ดีหรือไม่เพียงใดประกอบกันด้วย ระยะเวลาของการใช้เครื่องหมายกับสินค้าย่อมมีผลต่อการรับรู้ของสาธารณชนผู้ใช้สินค้าดังกล่าว ยิ่งระยะเวลาของการใช้เครื่องหมายกับสินค้ายาวขึ้น โอกาสที่สาธารณชนผู้ใช้สินค้าจะรับรู้เครื่องหมายย่อมมากขึ้นตามลำดับ เว้นแต่ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นที่แสดงให้เห็นว่าไม่เกิดการรับรู้เครื่องหมายเช่นนั้น อาทิ ไม่มีการใช้เครื่องหมายจริงหรือไม่มีการขายสินค้าอย่างปกติ เป็นต้น เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบายตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 8 (9) นั้น เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 6 (2) ซึ่งนอกจากจะต้องพิจารณาจากลักษณะที่ปรากฏอยู่ในตัวเครื่องหมายการค้านั้นแล้ว ยังต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 444323 ทะเบียนเลขที่ ค151544 เป็นเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า คำว่า ของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 61 (4) และหรือเป็นเครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือขัดต่อรัฐประศาสโนบาย อันมีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน ตามมาตรา 8 (9) และต้องด้วยเหตุแห่งการเพิกถอนตามมาตรา 61 (2) และมาตรา 62 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 444323 ทะเบียนเลขที่ ค151544 และให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 62/2563 (ที่ถูก 61/2563) จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้เรียกนายวิโชติ เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับจดทะเบียน ตามคำขอเลขที่ 444323 ทะเบียนเลขที่ ค151544 เข้าเป็นจำเลยร่วม จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศอิตาลี ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางรถยนต์และยางรถมอเตอร์ไซค์ โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่าตามคำขอเลขที่ 424579 ทะเบียนเลขที่ ค120322 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2523 สำหรับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า ยางล้อยานพาหนะ ยางล้อยานพาหนะชนิดสูบลม ยางล้อยานพาหนะชนิดกึ่งสูบลม ยางล้อพาหนะชนิดหล่อตัน ยางในสำหรับยานพาหนะ ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ตามคำขอเลขที่ 1014625 ทะเบียนเลขที่ 191103292 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2558 สำหรับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า ยางล้อรถยนต์ ยางล้อรถจักรยาน ยางล้อรถมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น ส่วนจำเลยร่วมยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ตามคำขอเลขที่ 444323 ทะเบียนเลขที่ ค151544 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2544 สำหรับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า ยางรถมอเตอร์ไซค์ จำเลยรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วม จำเลยร่วมต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเรื่อยมา โดยครั้งหลังสุดยื่นขอต่ออายุวันที่ 7 ตุลาคม 2563 โจทก์ยื่นคำขอเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติการประชุมครั้งที่ 61/2563 ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนของโจทก์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นแรกว่า เครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่า ความคล้ายของเครื่องหมายการค้าจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาพรวมและองค์ประกอบรวมทุกส่วนของเครื่องหมายการค้า ทั้งสำเนียงเสียงเรียกขาน จำพวกและรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนไว้เพื่อใช้กับเครื่องหมายการค้าว่าเป็นสินค้าจำพวกเดียวกัน หรือเป็นสินค้าต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาสาธารณชนกลุ่มผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าว่าเป็นกลุ่มเดียวกันและมีความรู้เพียงพอที่จะแยกแยะความแตกต่างของสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ดีหรือไม่เพียงใดประกอบกันด้วย ในคดีนี้เมื่อนำเครื่องหมายการค้าพิพาทมาเปรียบเทียบกัน ภาพรวมและองค์ประกอบของเครื่องหมายการค้าพิพาทต่างเป็นเครื่องหมายของคำอย่างเดียว โดยต่างไม่มีส่วนประกอบอื่น เครื่องหมายการค้า ของโจทก์เป็นคำว่า PIRELLI โดยอักษรโรมัน P มีลักษณะพิเศษที่ประดิษฐ์ขึ้นให้ส่วนบนของอักษรมีลักษณะยาวยื่นไปครอบอักษรโรมันที่เหลือคือ IRELLI โดยตัวอักษรที่เหลือใช้แบบตัวอักษรทั่วไปและไม่ปรากฏว่ามีลักษณะพิเศษ ส่วนเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมเป็นคำว่า P.RALLY โดยใช้แบบตัวอักษรโรมันทั่วไป ไม่ปรากฏว่ามีลักษณะพิเศษ เมื่อเปรียบเทียบกันพอเห็นได้ว่าอักษรโรมัน P ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมแยกออกจากคำว่า RALLY โดยใช้เครื่องหมายจุดหรือมหัพภาคแสดงการจบอักษรโรมัน P ซึ่งแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่เป็นคำเดียว ส่วนที่เห็นชัดสำหรับเครื่องหมายของคำของเครื่องหมายการค้าพิพาทคือแบบอักษร ซึ่งเครื่องหมายการค้าพิพาทของโจทก์และจำเลยร่วมใช้แบบอักษรที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นได้ว่าภาพรวมและองค์ประกอบของเครื่องหมายการค้าพิพาทแตกต่างกัน สำหรับเสียงเรียกขานนั้น โจทก์ใช้เสียงเรียกขานของเครื่องหมายว่า พีเรลลี จำเลยร่วมใช้เสียงเรียกขานของเครื่องหมายว่า พี แรลลี่ ซึ่งเมื่อออกเสียงทั้งคำ สำเนียงเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าพิพาทมีความคล้ายคลึงกันอยู่ ส่วนรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนนั้น โจทก์จดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า ยางล้อยานพาหนะ ยางล้อยานพาหนะชนิดสูบลม ยางล้อยานพาหนะชนิดกึ่งสูบลม ยางล้อพาหนะชนิดหล่อตัน ยางในสำหรับยานพาหนะ จำเลยร่วมจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า ยางรถมอเตอร์ไซค์ เมื่อเปรียบเทียบกันเห็นได้ว่าต่างเป็นสินค้าจำพวก 12 เช่นเดียวกัน และเมื่อพิจารณารายการสินค้าพอเห็นได้ว่ามีความเกี่ยวพันกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรายการสินค้ายางล้อยานพาหนะ ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเป็นรายการเดียวคือ ยางรถมอเตอร์ไซค์ ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าพิพาทแล้วเห็นได้ว่า ภาพรวมและองค์ประกอบของเครื่องหมายการค้าพิพาทมีความแตกต่างกัน แม้สำเนียงเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าพิพาทมีความคล้ายคลึงกัน และใช้กับสินค้าจำพวก 12 ที่มีรายการสินค้าเกี่ยวพันกันอยู่ก็ตาม แต่ความคล้ายกันเฉพาะเสียงเรียกขานและรายการสินค้าจำพวกเดียวกันนั้นจะถึงขนาดทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาต่อไปว่ามีโอกาสที่สาธารณชนผู้ใช้สินค้าของโจทก์จะสับสนหลงผิดในเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมที่ต่างได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วหรือไม่ การพิจารณาปัญหานี้ต้องพิจารณาจากการใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทและจากสาธารณชนกลุ่มผู้ใช้สินค้าทั้งของโจทก์และจำเลยร่วมเป็นสำคัญ การใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าโดยทั่วไป ระยะเวลาของการใช้เครื่องหมายกับสินค้าย่อมมีผลต่อการรับรู้ของสาธารณชนผู้ใช้สินค้าดังกล่าว ยิ่งระยะเวลาของการใช้เครื่องหมายกับสินค้ายาวขึ้น โอกาสที่สาธารณชนผู้ใช้สินค้าจะรับรู้เครื่องหมายย่อมมากขึ้นตามลำดับ เว้นแต่ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นที่แสดงให้เห็นว่าไม่เกิดการรับรู้เครื่องหมายเช่นนั้น อาทิ ไม่มีการใช้เครื่องหมายจริงหรือไม่มีการขายสินค้าอย่างปกติ เป็นต้น ในคดีนี้แม้โจทก์มีนายธนกฤตซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนายจีเอโคโมซึ่งเป็นผู้บริหารของโจทก์เบิกความสรุปได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทของโจทก์ในหลายประเทศ รวมทั้งจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทในประเทศไทยเมื่อปี 2523 และต่ออายุตลอดมา โจทก์ตั้งตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2535 รวมทั้งมีการประชาสัมพันธ์สินค้าต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ได้ความตามที่พยานจำเลยร่วมปากนายต่อพงษ์ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยร่วมเบิกความสรุปว่า จำเลยร่วมใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมมาประมาณ 10 ปี ก่อนที่จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจากจำเลยในปี 2544 โดยโจทก์ไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าวและมิได้นำสืบโต้แย้งในประเด็นนี้แต่อย่างใด ดังนี้ การที่จำเลยร่วมใช้และมีการจำหน่ายสินค้ายางรถมอเตอร์ไซค์โดยใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี ย่อมมีส่วนทำให้สาธารณชนผู้ใช้สินค้าดังกล่าวรับรู้เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมมาตามระยะเวลาที่ผ่านมา เมื่อรับฟังประกอบกับภาพรวมและองค์ประกอบของเครื่องหมายการค้าพิพาทที่มีความแตกต่างกันดังที่ได้วินิจฉัยมาโดยละเอียดแล้ว จึงมิใช่เรื่องที่สาธารณชนจะสับสนหลงผิดได้โดยง่าย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้พอรับฟังว่าสาธารณชนผู้ใช้สินค้าดังกล่าวส่วนใหญ่มีความสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมคล้ายกับเครื่องหมายการค้าพิพาทของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันจะทำให้เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมมีลักษณะที่จะถูกเพิกถอนการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 61 (4) ดังที่โจทก์ฎีกากล่าวอ้างแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้นมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นต่อมาว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบายที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 8 (9) และมีเหตุต้องเพิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา 61 (2) และมาตรา 62 หรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบายตามมาตรา 8 (9) นั้น เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 6 (2) ซึ่งนอกจากจะต้องพิจารณาจากลักษณะที่ปรากฏอยู่ในตัวเครื่องหมายการค้านั้นแล้ว ยังต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมเป็นคำว่า P.RALLY ซึ่งเป็นแบบตัวอักษรโรมันทั่วไป โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่จะบ่งชี้ว่าเครื่องหมายคำดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย จึงไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (2) ประกอบมาตรา 8 (9) และไม่มีเหตุเพิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา 61 (2) และมาตรา 62 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (จุมพล ภิญโญสินวัฒน์-ไชยยศ วรนันท์ศิริ-สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายสักกพันธุ์ จิตรจง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นายสมจิตร์ ปอพิมาย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ทก.(ป)28/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
724995
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง",
        "judge": "นายสักกพันธุ์ จิตรจง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ",
        "judge": "นายสมจิตร์ ปอพิมาย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1785870005298"
    }
}
date
2568
deka_no
8837/2568
deka_running_no
8837
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "จุมพล ภิญโญสินวัฒน์",
    "ไชยยศ วรนันท์ศิริ",
    "สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 6 (2)",
            "ม. 8 (9)",
            "ม. 61 (2)",
            "ม. 61 (4)",
            "ม. 62"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมทรัพย์สินทางปัญญา"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "นาย ว."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 444323 ทะเบียนเลขที่ ค151544 เป็นเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า คำว่า ของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 61 (4) และหรือเป็นเครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือขัดต่อรัฐประศาสโนบาย อันมีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน ตามมาตรา 8 (9) และต้องด้วยเหตุแห่งการเพิกถอนตามมาตรา 61 (2) และมาตรา 62 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 444323 ทะเบียนเลขที่ ค151544 และให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 62/2563 (ที่ถูก 61/2563)

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้เรียกนายวิโชติ เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับจดทะเบียน ตามคำขอเลขที่ 444323 ทะเบียนเลขที่ ค151544 เข้าเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศอิตาลี ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางรถยนต์และยางรถมอเตอร์ไซค์ โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่าตามคำขอเลขที่ 424579 ทะเบียนเลขที่ ค120322 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2523 สำหรับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า ยางล้อยานพาหนะ ยางล้อยานพาหนะชนิดสูบลม ยางล้อยานพาหนะชนิดกึ่งสูบลม ยางล้อพาหนะชนิดหล่อตัน ยางในสำหรับยานพาหนะ ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ตามคำขอเลขที่ 1014625 ทะเบียนเลขที่ 191103292 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2558 สำหรับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า ยางล้อรถยนต์ ยางล้อรถจักรยาน ยางล้อรถมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น ส่วนจำเลยร่วมยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ตามคำขอเลขที่ 444323 ทะเบียนเลขที่ ค151544 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2544 สำหรับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า ยางรถมอเตอร์ไซค์ จำเลยรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วม จำเลยร่วมต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเรื่อยมา โดยครั้งหลังสุดยื่นขอต่ออายุวันที่ 7 ตุลาคม 2563 โจทก์ยื่นคำขอเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติการประชุมครั้งที่ 61/2563 ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนของโจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นแรกว่า เครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่า ความคล้ายของเครื่องหมายการค้าจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาพรวมและองค์ประกอบรวมทุกส่วนของเครื่องหมายการค้า ทั้งสำเนียงเสียงเรียกขาน จำพวกและรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนไว้เพื่อใช้กับเครื่องหมายการค้าว่าเป็นสินค้าจำพวกเดียวกัน หรือเป็นสินค้าต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาสาธารณชนกลุ่มผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าว่าเป็นกลุ่มเดียวกันและมีความรู้เพียงพอที่จะแยกแยะความแตกต่างของสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ดีหรือไม่เพียงใดประกอบกันด้วย ในคดีนี้เมื่อนำเครื่องหมายการค้าพิพาทมาเปรียบเทียบกัน ภาพรวมและองค์ประกอบของเครื่องหมายการค้าพิพาทต่างเป็นเครื่องหมายของคำอย่างเดียว โดยต่างไม่มีส่วนประกอบอื่น เครื่องหมายการค้า ของโจทก์เป็นคำว่า PIRELLI โดยอักษรโรมัน P มีลักษณะพิเศษที่ประดิษฐ์ขึ้นให้ส่วนบนของอักษรมีลักษณะยาวยื่นไปครอบอักษรโรมันที่เหลือคือ IRELLI โดยตัวอักษรที่เหลือใช้แบบตัวอักษรทั่วไปและไม่ปรากฏว่ามีลักษณะพิเศษ ส่วนเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมเป็นคำว่า P.RALLY โดยใช้แบบตัวอักษรโรมันทั่วไป ไม่ปรากฏว่ามีลักษณะพิเศษ เมื่อเปรียบเทียบกันพอเห็นได้ว่าอักษรโรมัน P ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมแยกออกจากคำว่า RALLY โดยใช้เครื่องหมายจุดหรือมหัพภาคแสดงการจบอักษรโรมัน P ซึ่งแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่เป็นคำเดียว ส่วนที่เห็นชัดสำหรับเครื่องหมายของคำของเครื่องหมายการค้าพิพาทคือแบบอักษร ซึ่งเครื่องหมายการค้าพิพาทของโจทก์และจำเลยร่วมใช้แบบอักษรที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นได้ว่าภาพรวมและองค์ประกอบของเครื่องหมายการค้าพิพาทแตกต่างกัน สำหรับเสียงเรียกขานนั้น โจทก์ใช้เสียงเรียกขานของเครื่องหมายว่า พีเรลลี จำเลยร่วมใช้เสียงเรียกขานของเครื่องหมายว่า พี แรลลี่ ซึ่งเมื่อออกเสียงทั้งคำ สำเนียงเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าพิพาทมีความคล้ายคลึงกันอยู่ ส่วนรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนนั้น โจทก์จดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า ยางล้อยานพาหนะ ยางล้อยานพาหนะชนิดสูบลม ยางล้อยานพาหนะชนิดกึ่งสูบลม ยางล้อพาหนะชนิดหล่อตัน ยางในสำหรับยานพาหนะ จำเลยร่วมจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า ยางรถมอเตอร์ไซค์ เมื่อเปรียบเทียบกันเห็นได้ว่าต่างเป็นสินค้าจำพวก 12 เช่นเดียวกัน และเมื่อพิจารณารายการสินค้าพอเห็นได้ว่ามีความเกี่ยวพันกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรายการสินค้ายางล้อยานพาหนะ ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเป็นรายการเดียวคือ ยางรถมอเตอร์ไซค์ ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าพิพาทแล้วเห็นได้ว่า ภาพรวมและองค์ประกอบของเครื่องหมายการค้าพิพาทมีความแตกต่างกัน แม้สำเนียงเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าพิพาทมีความคล้ายคลึงกัน และใช้กับสินค้าจำพวก 12 ที่มีรายการสินค้าเกี่ยวพันกันอยู่ก็ตาม แต่ความคล้ายกันเฉพาะเสียงเรียกขานและรายการสินค้าจำพวกเดียวกันนั้นจะถึงขนาดทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาต่อไปว่ามีโอกาสที่สาธารณชนผู้ใช้สินค้าของโจทก์จะสับสนหลงผิดในเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมที่ต่างได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วหรือไม่ การพิจารณาปัญหานี้ต้องพิจารณาจากการใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทและจากสาธารณชนกลุ่มผู้ใช้สินค้าทั้งของโจทก์และจำเลยร่วมเป็นสำคัญ การใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าโดยทั่วไป ระยะเวลาของการใช้เครื่องหมายกับสินค้าย่อมมีผลต่อการรับรู้ของสาธารณชนผู้ใช้สินค้าดังกล่าว ยิ่งระยะเวลาของการใช้เครื่องหมายกับสินค้ายาวขึ้น โอกาสที่สาธารณชนผู้ใช้สินค้าจะรับรู้เครื่องหมายย่อมมากขึ้นตามลำดับ เว้นแต่ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นที่แสดงให้เห็นว่าไม่เกิดการรับรู้เครื่องหมายเช่นนั้น อาทิ ไม่มีการใช้เครื่องหมายจริงหรือไม่มีการขายสินค้าอย่างปกติ เป็นต้น ในคดีนี้แม้โจทก์มีนายธนกฤตซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนายจีเอโคโมซึ่งเป็นผู้บริหารของโจทก์เบิกความสรุปได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทของโจทก์ในหลายประเทศ รวมทั้งจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทในประเทศไทยเมื่อปี 2523 และต่ออายุตลอดมา โจทก์ตั้งตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2535 รวมทั้งมีการประชาสัมพันธ์สินค้าต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ได้ความตามที่พยานจำเลยร่วมปากนายต่อพงษ์ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยร่วมเบิกความสรุปว่า จำเลยร่วมใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมมาประมาณ 10 ปี ก่อนที่จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจากจำเลยในปี 2544 โดยโจทก์ไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าวและมิได้นำสืบโต้แย้งในประเด็นนี้แต่อย่างใด ดังนี้ การที่จำเลยร่วมใช้และมีการจำหน่ายสินค้ายางรถมอเตอร์ไซค์โดยใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี ย่อมมีส่วนทำให้สาธารณชนผู้ใช้สินค้าดังกล่าวรับรู้เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมมาตามระยะเวลาที่ผ่านมา เมื่อรับฟังประกอบกับภาพรวมและองค์ประกอบของเครื่องหมายการค้าพิพาทที่มีความแตกต่างกันดังที่ได้วินิจฉัยมาโดยละเอียดแล้ว จึงมิใช่เรื่องที่สาธารณชนจะสับสนหลงผิดได้โดยง่าย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้พอรับฟังว่าสาธารณชนผู้ใช้สินค้าดังกล่าวส่วนใหญ่มีความสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมคล้ายกับเครื่องหมายการค้าพิพาทของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันจะทำให้เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมมีลักษณะที่จะถูกเพิกถอนการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 61 (4) ดังที่โจทก์ฎีกากล่าวอ้างแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้นมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นต่อมาว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบายที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 8 (9) และมีเหตุต้องเพิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา 61 (2) และมาตรา 62 หรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบายตามมาตรา 8 (9) นั้น เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 6 (2) ซึ่งนอกจากจะต้องพิจารณาจากลักษณะที่ปรากฏอยู่ในตัวเครื่องหมายการค้านั้นแล้ว ยังต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมเป็นคำว่า P.RALLY ซึ่งเป็นแบบตัวอักษรโรมันทั่วไป โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่จะบ่งชี้ว่าเครื่องหมายคำดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย จึงไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (2) ประกอบมาตรา 8 (9) และไม่มีเหตุเพิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา 61 (2) และมาตรา 62 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260805_020000\000002.html
source_run
20260805_020000
supreme_black_case_no
ทก.(ป)28/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568