ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8590/2568
นาย ม.
โจทก์
นาย ว. กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 150
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 27 (3) (จ), มาตรา 51
สัญญาจ้างว่าความฉบับเดิมมีข้อตกลงแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกกำหนดจำนวนเงินไว้แน่นอน จึงไม่มีลักษณะที่โจทก์เข้าไปมีส่วนได้เสียในผลประโยชน์จากเงินหรือทรัพย์ที่เรียกร้องที่จำเลยทั้งสองจะได้รับ ส่วนที่สองตกลงให้ค่าวิชาชีพร้อยละ 5 ของผลประโยชน์ทั้งหมดที่ได้ดำเนินการฟ้องร้องให้ได้กลับคืนมา จ่ายเมื่อผู้รับข้อเสนอได้รับเงินและจ่ายตามสัดส่วน แม้มีเงื่อนไขให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างส่วนนี้เมื่อจำเลยทั้งสองได้รับเงินก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่โจทก์จะได้รับค่าจ้างและเป็นผลดีกับจำเลยทั้งสองที่มีหน้าที่ชำระค่าจ้างส่วนนี้เมื่อได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ก่อนเท่านั้น ทั้งต่อมามีการทำบันทึกข้อตกลงค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนใหม่โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินค่าตอบแทนทั้งสิ้นเป็นจำนวนค่าจ้างที่แน่นอนโดยพิจารณาจากผลงานที่โจทก์กระทำให้แก่จำเลยทั้งสองตามสัญญาจ้างว่าความเดิมและจำเลยทั้งสองสมัครใจลงนามชำระค่าตอบแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ อันเป็นข้อตกลงที่กำหนดค่าจ้างว่าความขึ้นใหม่ ข้อตกลงในลักษณะดังกล่าวหาใช่เป็นข้อตกลงแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลหนี้พิพาทที่ลูกความจะได้รับเมื่อชนะคดี บันทึกข้อตกลงค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนที่ทำขึ้นใหม่ไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 และข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ไม่ใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่ตกเป็นโมฆะ
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,292,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,195,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกเพิ่มด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 845,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 8,000 บาท
จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความฟ้องและดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญา โดยตกลงค่าใช้จ่ายและค่าวิชาชีพทนายความ โดยชำระค่าทนายความให้แล้ว 150,000 บาท โจทก์ว่าความตามที่จำเลยทั้งสองตกลงว่าจ้างแล้ว และระหว่างดำเนินคดีจำเลยทั้งสองชำระค่าใช้จ่ายในการทำงาน 200,000 บาท แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,200,000 บาท ตามบันทึกข้อตกลงค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนเอกสารหมาย จ.12 วันที่ 4 มิถุนายน 2563 จำเลยทั้งสองชำระค่าใช้จ่ายในการทำงานให้แก่โจทก์อีก 5,000 บาท รวมเงินค่าใช้จ่ายที่จำเลยทั้งสองชำระให้โจทก์ 355,000 บาท
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า บันทึกข้อตกลงค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า บันทึกข้อตกลงค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนเดิม ซึ่งถือเป็นสัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองระบุถึงข้อตกลงค่าจ้างเดิมซึ่งแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นค่าใช้จ่ายและค่าดำเนินการซึ่งกำหนดจำนวนเงินไว้แน่นอน จึงเป็นค่าจ้างว่าความที่โจทก์ตกลงให้จำเลยทั้งสองชำระเพื่อตอบแทนผลสำเร็จของงานที่โจทก์ได้กระทำโดยมิได้คำนึงว่าผลคดีจะเป็นเช่นใด ข้อตกลงเช่นนี้มิได้มีลักษณะที่โจทก์เข้าไปมีส่วนได้เสียในผลประโยชน์จากเงินหรือทรัพย์สินที่เรียกร้องที่จำเลยทั้งสองจะได้รับ ส่วนที่สองผู้ว่าจ้างตกลงให้ค่าวิชาชีพทนายความร้อยละ 5 ของผลประโยชน์ทั้งหมดที่ได้ดำเนินการฟ้องร้องให้ได้กลับคืนมาไม่ว่าจะเป็นที่ดินหรือเงิน จ่ายเมื่อผู้รับข้อเสนอได้รับเงินและจ่ายตามสัดส่วน ข้อตกลงตามสัญญาจ้างดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่โจทก์ในฐานะทนายความคิดค่าจ้างในอัตราร้อยละ 5 ของเงินหรือที่ดินที่จะได้รับ แม้จะมีเงื่อนไขให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างส่วนนี้เมื่อจำเลยทั้งสองได้รับเงินก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่โจทก์จะได้รับค่าจ้าง และเป็นผลดีกับจำเลยทั้งสองที่มีหน้าที่ชำระค่าจ้างส่วนนี้แก่โจทก์ก็ต่อเมื่อได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ก่อนเท่านั้น ทั้งต่อมามีการทำบันทึกข้อตกลงค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนกันใหม่ โดยมีข้อตกลงว่า จำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินค่าตอบแทนทั้งสิ้นให้กับทนายความเป็นเงิน 1,200,000 บาท ซึ่งเป็นการกำหนดจำนวนค่าจ้างที่แน่นอนโดยพิจารณาจากผลงานที่โจทก์กระทำให้แก่จำเลยทั้งสองตามสัญญาจ้างว่าความเดิมและจำเลยทั้งสองสมัครใจลงนามชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ในจำนวนดังกล่าวอันเป็นข้อตกลงที่กำหนดค่าจ้างว่าความขึ้นใหม่ ข้อตกลงในลักษณะดังกล่าวจึงหาใช่เป็นข้อตกลงแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลหนี้พิพาทที่ลูกความจะได้รับเมื่อชนะคดี บันทึกข้อตกลงค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองที่ทำขึ้นใหม่ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 และข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ไม่ใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จึงไม่ตกเป็นโมฆะ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระค่าจ้างว่าความส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(พรชัย พุ่มกำพล-ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล-ชวลิต อิศรเดช)
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายธีระพงษ์ ซื่อสัตย์บุญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายอำนวย โอภาพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ผบ.(พ)244/2567
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ