คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8459/2568 ฉบับเต็ม

#724998
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8459/2568 พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ นาย ส. โจทก์ร่วม นาย ท. จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง, มาตรา 221 ในชั้นอุทธรณ์จำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้ยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ยกขึ้นวินิจฉัยนั้นไม่ชอบอย่างไร การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาซ้ำอีก ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา และไม่ได้เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ทั้งไม่ได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้น มีระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม ป.อ. มาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี ก็เป็นระวางโทษสองในสามส่วนของอัตราโทษขั้นต่ำสุดในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายสำหรับความผิดนั้นแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง อันเป็นการลดโทษให้มากที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวให้เบากว่านี้ได้ ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษปรับจำเลย 4,000 บาท แล้วลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท ก็เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว นอกจากนี้ การที่จำเลยพาอาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพ สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตของผู้อื่นได้ ติดตัวไปตามถนนสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาฆ่า จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัส นับเป็นการกระทำความผิดอย่างอุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และกระทบต่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะรับฟังได้ตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมจนเป็นที่พอใจและโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่จำเลยแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นสิทธิของโจทก์ร่วมที่จะรับชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งจากจำเลยอยู่แล้ว และแม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุประการอื่นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ก็ไม่ใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา นายสุชาติ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก และค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 5 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 5 ปี และปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง (ที่ถูก ริบอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลาง) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมโดยไม่ประสงค์ให้โจทก์ร่วมถึงแก่ความตาย จำเลยเพียงแค่ยิงข่มขู่เท่านั้น จำเลยจึงมิได้มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้ยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ยกขึ้นวินิจฉัยนั้นไม่ชอบอย่างไร การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาซ้ำอีกถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา และไม่ได้เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ทั้งไม่ได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อนี้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้น มีระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี ก็เป็นระวางโทษสองในสามส่วนของอัตราโทษขั้นต่ำสุดในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายสำหรับความผิดนั้นแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง อันเป็นการลดโทษให้มากที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวให้เบากว่านี้ได้ ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษปรับจำเลย 4,000 บาท แล้วลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท ก็เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว นอกจากนี้การที่จำเลยพาอาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพ สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตของผู้อื่นได้ ติดตัวไปตามถนนสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาฆ่า จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัส นับเป็นการกระทำความผิดอย่างอุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และกระทบต่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะรับฟังได้ตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมจนเป็นที่พอใจและโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่จำเลยแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นสิทธิของโจทก์ร่วมที่จะรับชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งจากจำเลยอยู่แล้ว และแม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุประการอื่นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ก็ไม่ใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (พงษ์เดช วานิชกิตติกูล-อำนาจ โชติชะวารานนท์-สุรพงษ์ ชิดเชื้อ) ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นางชนิดาภา ปราบปราม ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวิชิต คงรัตนชาติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1792/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
724998
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช",
        "judge": "นางชนิดาภา ปราบปราม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายวิชิต คงรัตนชาติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1782241206060"
    }
}
date
2568
deka_no
8459/2568
deka_running_no
8459
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "พงษ์เดช วานิชกิตติกูล",
    "อำนาจ โชติชะวารานนท์",
    "สุรพงษ์ ชิดเชื้อ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 216 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 221"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นาย ส."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ท."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายสุชาติ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก และค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 5 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 5 ปี และปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง (ที่ถูก ริบอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลาง)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมโดยไม่ประสงค์ให้โจทก์ร่วมถึงแก่ความตาย จำเลยเพียงแค่ยิงข่มขู่เท่านั้น จำเลยจึงมิได้มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้ยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ยกขึ้นวินิจฉัยนั้นไม่ชอบอย่างไร การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาซ้ำอีกถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา และไม่ได้เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ทั้งไม่ได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อนี้

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้น มีระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี ก็เป็นระวางโทษสองในสามส่วนของอัตราโทษขั้นต่ำสุดในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายสำหรับความผิดนั้นแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง อันเป็นการลดโทษให้มากที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวให้เบากว่านี้ได้ ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษปรับจำเลย 4,000 บาท แล้วลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท ก็เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว นอกจากนี้การที่จำเลยพาอาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพ สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตของผู้อื่นได้ ติดตัวไปตามถนนสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาฆ่า จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัส นับเป็นการกระทำความผิดอย่างอุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และกระทบต่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะรับฟังได้ตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมจนเป็นที่พอใจและโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่จำเลยแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นสิทธิของโจทก์ร่วมที่จะรับชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งจากจำเลยอยู่แล้ว และแม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุประการอื่นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ก็ไม่ใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260624_020000\000002.html
source_run
20260624_020000
supreme_black_case_no
อ.1792/2568
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568