ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8459/2568
พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์
นาย ส.
โจทก์ร่วม
นาย ท.
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง, มาตรา 221
ในชั้นอุทธรณ์จำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้ยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ยกขึ้นวินิจฉัยนั้นไม่ชอบอย่างไร การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาซ้ำอีก ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา และไม่ได้เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ทั้งไม่ได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย
สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้น มีระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม ป.อ. มาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี ก็เป็นระวางโทษสองในสามส่วนของอัตราโทษขั้นต่ำสุดในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายสำหรับความผิดนั้นแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง อันเป็นการลดโทษให้มากที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวให้เบากว่านี้ได้ ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษปรับจำเลย 4,000 บาท แล้วลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท ก็เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว นอกจากนี้ การที่จำเลยพาอาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพ สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตของผู้อื่นได้ ติดตัวไปตามถนนสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาฆ่า จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัส นับเป็นการกระทำความผิดอย่างอุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และกระทบต่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะรับฟังได้ตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมจนเป็นที่พอใจและโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่จำเลยแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นสิทธิของโจทก์ร่วมที่จะรับชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งจากจำเลยอยู่แล้ว และแม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุประการอื่นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ก็ไม่ใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ระหว่างพิจารณา นายสุชาติ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง
โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก และค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 5 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 5 ปี และปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง (ที่ถูก ริบอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลาง)
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมโดยไม่ประสงค์ให้โจทก์ร่วมถึงแก่ความตาย จำเลยเพียงแค่ยิงข่มขู่เท่านั้น จำเลยจึงมิได้มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้ยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ยกขึ้นวินิจฉัยนั้นไม่ชอบอย่างไร การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาซ้ำอีกถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา และไม่ได้เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ทั้งไม่ได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อนี้
คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้น มีระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี ก็เป็นระวางโทษสองในสามส่วนของอัตราโทษขั้นต่ำสุดในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายสำหรับความผิดนั้นแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง อันเป็นการลดโทษให้มากที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวให้เบากว่านี้ได้ ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษปรับจำเลย 4,000 บาท แล้วลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท ก็เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว นอกจากนี้การที่จำเลยพาอาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพ สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตของผู้อื่นได้ ติดตัวไปตามถนนสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาฆ่า จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัส นับเป็นการกระทำความผิดอย่างอุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และกระทบต่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะรับฟังได้ตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมจนเป็นที่พอใจและโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่จำเลยแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นสิทธิของโจทก์ร่วมที่จะรับชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งจากจำเลยอยู่แล้ว และแม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุประการอื่นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ก็ไม่ใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
(พงษ์เดช วานิชกิตติกูล-อำนาจ โชติชะวารานนท์-สุรพงษ์ ชิดเชื้อ)
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นางชนิดาภา ปราบปราม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวิชิต คงรัตนชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1792/2568
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ