คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1085/2569 ฉบับเต็ม

#726503
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1085/2569 นางสาว ด. โจทก์ นาย ธ. กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 142 (5), มาตรา 177 วรรคสาม, มาตรา 179 วรรคสาม, มาตรา 246, มาตรา 252, มาตรา 254 (3) ฟ้องเดิมของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโดยได้รับโอนมรดกตามพินัยกรรมของ ช. ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหาย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก ส. ผู้จัดการมรดกคนที่ 2 ของ ช. โดย บ. ผู้จัดการมรดกคนที่ 1 ของ ช. ยินยอม แต่ บ. ไม่ยอมดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมตึกแถวให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1 กลับนำที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทโอนให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับโจทก์และ บ. ร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องนิติสัมพันธ์และข้อพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับ บ. ผู้จัดการมรดกของ ช. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์โดยตรง จำเลยที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวแก่ บ. ผู้จัดการมรดกของ ช. ต่างหาก ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ แม้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้ ฟ้องแย้งนั้นก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 จึงให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เมื่อไม่รับฟ้องแย้งแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางคอแหลม ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (3) เพราะผู้ที่จะมีสิทธิขอคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นโจทก์เท่านั้น ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ จำเลยทั้งสามให้การ แก้ไขคำให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง ขอให้ศาลหมายเรียกนางบุษราผู้จัดการมรดกของนางชิตเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมและขอให้บังคับโจทก์และนางบุษราร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6839 พร้อมตึกแถวเลขที่ 22/13 หรือเลขที่ 39 และที่ดินโฉนดเลขที่ 6840 พร้อมตึกแถวเลขที่ 14/43 และ 14/44 ให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ในฐานะโจทก์ฟ้องแย้งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนคำพิพากษา โดยขอให้ห้ามโจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์หรือนิติกรรมหรือสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 5125 (ภายหลังจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง โจทก์ได้แบ่งแยกออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 6839 และ 6840) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และขอให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางคอแหลม ระงับการจดทะเบียนนิติกรรมใด ๆ ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้ก่อนจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่จำเลยที่ 1 ขอตามคำร้องมาใช้ได้ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติว่า "จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" และมาตรา 179 วรรคสาม บัญญัติว่า "แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ฟ้องแย้งนั้นต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ฟ้องเดิมของโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโดยได้รับโอนมรดกตามพินัยกรรมของนางชิต ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนายเสรี ผู้จัดการมรดกคนที่ 2 ของนางชิตโดยนางบุษราผู้จัดการมรดกคนที่ 1 ของนางชิตยินยอม แต่นางบุษราไม่ยอมดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมตึกแถวให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1 กลับนำที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทโอนให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับโจทก์และนางบุษราร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1 กรณีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องนิติสัมพันธ์และข้อพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางบุษราผู้จัดการมรดกของนางชิต ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์โดยตรง เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวแก่นางบุษราผู้จัดการมรดกนางชิตต่างหาก ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ แม้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้เป็นฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งนั้นก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 จึงให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เมื่อไม่รับฟ้องแย้งแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางคอแหลม ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (3) เพราะผู้ที่จะมีสิทธิขอคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นโจทก์เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน แต่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (จุมพล กล้าประเสริฐ-ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ-พัฒนไชย ยอดพยุง) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายพิพัฒน์ วุฒิชัยสารานนท์ ศาลอุทธรณ์ - นางสาวปชาบดี คำปาน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.580/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
726503
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายพิพัฒน์ วุฒิชัยสารานนท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางสาวปชาบดี คำปาน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1790190005816"
    }
}
date
2569
deka_no
1085/2569
deka_running_no
1085
deka_year
2569
department
แผนก
judges
[
    "จุมพล กล้าประเสริฐ",
    "ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ",
    "พัฒนไชย ยอดพยุง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 177 วรรคสาม",
            "ม. 179 วรรคสาม",
            "ม. 246",
            "ม. 252",
            "ม. 254 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว ด."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ธ. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ แก้ไขคำให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง ขอให้ศาลหมายเรียกนางบุษราผู้จัดการมรดกของนางชิตเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมและขอให้บังคับโจทก์และนางบุษราร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6839 พร้อมตึกแถวเลขที่ 22/13 หรือเลขที่ 39 และที่ดินโฉนดเลขที่ 6840 พร้อมตึกแถวเลขที่ 14/43 และ 14/44 ให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ในฐานะโจทก์ฟ้องแย้งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนคำพิพากษา โดยขอให้ห้ามโจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์หรือนิติกรรมหรือสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 5125 (ภายหลังจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง โจทก์ได้แบ่งแยกออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 6839 และ 6840) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และขอให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางคอแหลม ระงับการจดทะเบียนนิติกรรมใด ๆ ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้ก่อนจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่จำเลยที่ 1 ขอตามคำร้องมาใช้ได้ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติว่า "จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" และมาตรา 179 วรรคสาม บัญญัติว่า "แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ฟ้องแย้งนั้นต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ฟ้องเดิมของโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโดยได้รับโอนมรดกตามพินัยกรรมของนางชิต ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนายเสรี ผู้จัดการมรดกคนที่ 2 ของนางชิตโดยนางบุษราผู้จัดการมรดกคนที่ 1 ของนางชิตยินยอม แต่นางบุษราไม่ยอมดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมตึกแถวให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1 กลับนำที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทโอนให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับโจทก์และนางบุษราร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1 กรณีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องนิติสัมพันธ์และข้อพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางบุษราผู้จัดการมรดกของนางชิต ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์โดยตรง เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวแก่นางบุษราผู้จัดการมรดกนางชิตต่างหาก ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ แม้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้เป็นฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งนั้นก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 จึงให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เมื่อไม่รับฟ้องแย้งแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางคอแหลม ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (3) เพราะผู้ที่จะมีสิทธิขอคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นโจทก์เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260924_020001\000002.html
source_run
20260924_020001
supreme_black_case_no
พ.580/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2569