ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2569
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์
นาย ช.
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง
ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม, มาตรา 152 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, มาตรา 65, มาตรา 66, มาตรา 100/1, มาตรา 102
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 มาตรา 16
เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลย จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 16 แล้วศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดจริงและให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพียงแต่แก้โดยปรับบทตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 กรณีจึงเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ในส่วนความผิดและโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ปัญหาว่าการกระทำความผิดของจำเลยจะเป็นความผิดตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) หรือไม่ เห็นว่า การทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตาม มาตรา 145 วรรคสาม (2) แห่ง ป.ยาเสพติด เป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ซึ่งกฎหมายให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยจากพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่อง ๆ ไป ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามส่งออกไปประเทศอิสราเอล เป็นชนิดผลึกสีขาว 60 ถุง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2,762.668 กรัม โดยมีชายคนหนึ่งว่าจ้างให้จำเลยนำยาเสพติดของกลางไปส่งที่ประเทศอิสราเอล แต่ขณะจำเลยนั่งรอขึ้นเครื่องบินอยู่ที่ห้องโถงผู้โดยสารขาออกของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นกระเป๋าเดินทางและพบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่จึงยึดเป็นของกลาง ตามพฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ชัดว่า หากเจ้าพนักงานไม่จับกุมจำเลยและยึดยาเสพติดของกลางได้เสียก่อน ยาเสพติดดังกล่าวซึ่งมีจำนวนมากย่อมถูกนำเข้าไปยังประเทศอิสราเอลเพื่อแพร่กระจายไปยังผู้เสพต่อไป และโดยเหตุที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (United Nations Convention against Transnational Organized Crime – UNTOC) ซึ่งจัดให้การค้ายาเสพติดเป็นหนึ่งในอาชญากรรมข้ามชาติร้ายแรง เมื่อประเทศไทยมีพันธกรณีตามอนุสัญญาดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติตามได้แต่ยังไม่อยู่ในระดับเป็นที่น่าพอใจ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก และอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า ทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐอยู่ในตัว ดังนั้น แม้จุดหมายปลายทาง ของการส่งออกยาเสพติดคือประเทศอิสราเอลโดยจำเลยไม่มีเจตนาที่จะให้เกิดการแพร่กระจายของยาเสพติดในประเทศไทย แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วยเหตุฉกรรจ์ เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) แล้ว
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 90 ริบของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงบทเดียว ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง
โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 16
ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) ประกอบมาตรา 126 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐเพียงบทเดียว ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยว่ากระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) จึงต้องลงโทษจำเลยตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษที่เบากว่านั้น เห็นว่า การทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด เป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรมซึ่งกฎหมายให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยจากพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่อง ๆ ไป คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามส่งออกเป็นชนิดผลึกสีขาว 60 ถุง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2,762.668 กรัม ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า มีชายคนหนึ่งติดต่อกับจำเลยทางเฟซบุ๊กและว่าจ้างให้จำเลยนำยาเสพติดของกลางไปส่งที่ประเทศอิสราเอล โดยจะให้ค่าจ้างเป็นเงิน 500,000 บาท ซึ่งจ่ายเป็นเงินสดแล้ว 100,000 บาท แต่ขณะจำเลยนั่งรอขึ้นเครื่องบินอยู่ที่ห้องโถงผู้โดยสารขาออกของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สนามบินสุวรรณภูมิ) ก็ถูกเจ้าพนักงานตรวจค้นกระเป๋าเดินทางและพบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในกระป๋องข้าวโอ๊ตรวม 4 กระป๋อง จึงยึดเป็นของกลางและจับกุมจำเลยแจ้งข้อหาเป็นคดีนี้ ซึ่งในชั้นพิจารณาจำเลยก็ยังคงให้การรับสารภาพ ดังนี้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ชัดว่า หากเจ้าพนักงานไม่จับกุมจำเลยและยึดยาเสพติดของกลางได้เสียก่อน ยาเสพติดดังกล่าวซึ่งมีจำนวนมากย่อมถูกนำเข้าไปยังประเทศอิสราเอลเพื่อแพร่กระจายไปยังผู้เสพต่อไป และโดยเหตุที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (United Nations Convention against Transnational Organized Crime – UNTOC) ซึ่งจัดให้การค้ายาเสพติดเป็นหนึ่งในอาชญากรรมข้ามชาติร้ายแรง โดยกำหนดมาตรการสำคัญในการปราบปรามยาเสพติดให้ประเทศภาคีต้องบัญญัติกฎหมายภายในให้การผลิต การลำเลียง การจำหน่าย หรือการฟอกเงินจากยาเสพติด เป็นความผิดทางอาญา เมื่อประเทศไทยมีพันธกรณีตามอนุสัญญาระหว่างประเทศดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติตามได้ยังไม่อยู่ในระดับเป็นที่น่าพอใจ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก และอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า ทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจได้ ซึ่งส่งผลกระทบ
ต่อความมั่นคงของรัฐอยู่ในตัว ดังนั้น แม้จุดหมายปลายทางของการส่งออกยาเสพติดคือประเทศอิสราเอล โดยจำเลยไม่มีเจตนาจะให้เกิดการแพร่กระจายของยาเสพติดในประเทศไทย แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วยเหตุฉกรรจ์เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) แล้ว หากปรับบทลงโทษได้เพียงมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยอ้างในฎีกา จะทำให้ความผิดฐานจำหน่าย (มีไว้เพื่อจำหน่าย) และพยายามส่งออกยาเสพติดรายใหญ่สามารถลงโทษจำคุกผู้กระทำความผิดได้สูงสุดเพียงไม่เกิน 15 ปี เท่านั้น ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย ไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่พิพากษาแก้เฉพาะการปรับบทกฎหมายโดยไม่ได้แก้ไขโทษให้เบาลงด้วย เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด..." ซึ่งมีความหมายว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาล กรณีมีการแก้ไขกฎหมายเป็นเหตุให้กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่มีโทษแตกต่างกัน ให้ศาลลงโทษจำเลยตามกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยเท่านั้น หาใช่ว่าจะต้องลงโทษจำเลยขั้นต่ำสุดเสมอไปไม่ แต่การลงโทษหนักเบาขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ โดยต้องลงโทษไม่หนักกว่าระวางโทษขั้นสูงของกฎหมายฉบับที่เป็นคุณแก่จำเลย เมื่อคดีนี้ตามกฎหมายเดิมคือพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม และกฎหมายใหม่คือประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) มีระวางโทษสูงสุดให้ประหารชีวิตเช่นเดียวกัน การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) และพิพากษายืนให้วางโทษประหารชีวิตจำเลยก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อมาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลย จำเลยไม่อุทธรณ์แสดงว่าพอใจในคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อต่อมาศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 16 แล้วศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดจริงโดยให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณีจึงเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในส่วนความผิดและโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อีก ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย
พิพากษายืน.
(พิชัย เพ็งผ่อง-องอาจ แน่นหนา-จักรพันธ์ สอนสุภาพ)
ศาลอาญา - นายเอกพงษ์ ช้อนสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ - นายเจษฎา สรณวิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อย.589/2568
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ