คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2569 ฉบับเต็ม

#726512
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2569 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นาย ภ. จำเลย ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม การพรากอันจะทำให้ผู้กระทำมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม หมายถึงการพาหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลเด็กของบุคคลดังกล่าวถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบุคคลดังกล่าวไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบุคคลเหล่านั้น โดยกฎหมายมีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กเป็นสำคัญ มิให้ถูกผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดอันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย จึงไม่จำกัดว่าการพรากจะกระทำด้วยวิธีการใด และไม่คำนึงว่าเด็กจะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือมีบุคคลใดเป็นฝ่ายนัดหมายชักชวนมา โดยหากมีการกระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหายอันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลแล้ว ย่อมถือเป็นความผิดทั้งสิ้น แม้ในตอนแรกที่จำเลยเห็นภาพโฆษณาของผู้เสียหายที่ 1 แล้วเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มิได้เป็นเด็กแต่เป็นบุคคลที่มีอายุกว่า 18 ปี จึงตัดสินใจติดต่อซื้อบริการทางเพศ อันถือได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานนี้ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 มาพบกับจำเลยที่ห้อง จำเลยจึงมีโอกาสเห็นตัวจริงของผู้เสียหายที่ 1 อย่างชัดเจน ซึ่งในข้อนี้จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่ารูปร่างหน้าตาผู้เสียหายที่ 1 ไม่ตรงกับภาพที่โฆษณา จำเลยประเมินแล้วคิดว่าผู้เสียหายที่ 1 น่าจะเป็นเด็กมีอายุไม่ถึง 18 ปี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กมีอายุยังไม่ถึง 15 ปี การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมมีผลทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ถูกล่วงละเมิดตัดขาดเป็นการพรากไปโดยปริยาย เข้าลักษณะเป็นการพาและแยกผู้เสียหายที่ 1 ไปจากความปกครองดูแลและล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1, 91, 277, 283 ทวิ, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอม จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นยินยอม ลงโทษปรับ 120,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 80,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ตลอดเวลาที่รอการลงโทษ และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เด็กหญิง ป. ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ เป็นบุตรซึ่งอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของนาง ม. ผู้เสียหายที่ 2 ในคืนเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยซึ่งมาทำงานที่ต่างจังหวัดเข้าพักที่โรงแรม เห็นโฆษณาขายบริการทางเพศในสื่อสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์มีบัญชีผู้ใช้งานว่า "รถถัง" ระบุว่า "รับงานนครสวรรค์ในเมือง ฟรีห้องรวมถุง สนใจทักมา" โดยมีภาพใบหน้าผู้เสียหายที่ 1 พร้อมหมายเลขโทรศัพท์อยู่ในโฆษณาดังกล่าว จำเลยสนใจจึงติดต่อขอซื้อบริการทางจากเพศจากผู้เสียหายที่ 1 ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ ครั้นเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 และเพื่อนชื่อ เด็กหญิง ศ. มาหาจำเลยที่ห้อง จำเลยตกลงซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายที่ 1 เพียงคนเดียวเป็นเงิน 700 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีของนางสาว ก.จากนั้นกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม สำหรับความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยอีกกรรมหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานนี้ คำว่า "พราก" พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายไว้ว่า ทำให้จากไป พาไปเสียจาก ทำให้แยกออกจากกัน หรือแยกออกไป ดังนั้น การพรากอันจะทำให้ผู้กระทำมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ข้างต้น จึงหมายถึงการพาหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลเด็กของบุคคลดังกล่าวถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบุคคลดังกล่าวไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบุคคลเหล่านั้น ซึ่งเห็นได้ว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กเป็นสำคัญมิให้ถูกผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดอันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย จึงไม่จำกัดว่าการพรากจะกระทำด้วยวิธีการใด และไม่คำนึงว่าเด็กจะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือมีบุคคลใดเป็นฝ่ายนัดหมายชักชวนมา โดยหากมีการกระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหายอันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลแล้วย่อมถือเป็นความผิดทั้งสิ้น ฉะนั้น แม้ในตอนแรกที่จำเลยเห็นภาพโฆษณาของผู้เสียหายที่ 1 แล้วเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มิได้เป็นเด็กแต่เป็นบุคคลที่มีอายุกว่า 18 ปี จึงตัดสินใจติดต่อซื้อบริการทางเพศอันถือได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานนี้ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 มาพบกับจำเลยที่ห้อง จำเลยจึงมีโอกาสเห็นตัวจริงของผู้เสียหายที่ 1 อย่างชัดเจน ซึ่งในข้อนี้จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่ารูปร่างหน้าตาผู้เสียหายที่ 1 ไม่ตรงกับภาพที่โฆษณา จำเลยประเมินแล้วคิดว่าผู้เสียหายที่ 1 น่าจะเป็นเด็กมีอายุไม่ถึง 18 ปี การที่จำเลยมีข้อสงสัยเช่นนี้จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนว่าผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็กอยู่หรือไม่และมีอายุเท่าใดแน่ แต่จำเลยไม่นำพา กลับตกลงซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายที่ 1 แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กมีอายุยังไม่ถึง 15 ปี การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมมีผลทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ถูกล่วงละเมิดตัดขาดเป็นการพรากไปโดยปริยาย เข้าลักษณะเป็นการพาและแยกผู้เสียหายที่ 1 ไปจากความปกครองดูแลและล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารอีกกระทงหนึ่งด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็กอ่อนด้อยทั้งวุฒิภาวะและประสบการณ์ชีวิต ย่อมถูกชักชวนไปในทางเสื่อมเสียได้โดยง่าย โดยเฉพาะการต้องเข้าไปอยู่ในวงจรขายบริการทางเพศตั้งแต่เป็นเด็กนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงภาวะความเสื่อมทรามของสังคมและศีลธรรมแล้ว ยังทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ต้องเสียโอกาสในการพัฒนาตนเองทั้งทางร่างกายและจิตใจเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่มีคุณภาพและมีอนาคตที่ดี รัฐจึงต้องเข้ามาคุ้มครองปกป้องสวัสดิภาพของเด็กไม่ให้ผู้ใดแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กในทางการค้าเช่นนี้ ผู้ซื้อบริการจึงสมควรได้รับโทษสถานหนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างซึ่งเท่ากับหยุดส่งเสริมการค้าประเวณีเด็กมิให้ลุกลามแพร่ขยายออกไป พฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่งด้วย ให้จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอมตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษและไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 (ฐานิต ศิริจันทร์สว่าง-ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน-ชาติชาย กิติสารศักดิ์) ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นางสาวผจงจิตต์ ชวาลีมาภรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นางณัฐสิรี นิตยะประภา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2392/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
726512
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครสวรรค์",
        "judge": "นางสาวผจงจิตต์ ชวาลีมาภรณ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นางณัฐสิรี นิตยะประภา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1783537203164"
    }
}
date
2569
deka_no
157/2569
deka_running_no
157
deka_year
2569
department
แผนก
judges
[
    "ฐานิต ศิริจันทร์สว่าง",
    "ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน",
    "ชาติชาย กิติสารศักดิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 317 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ภ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1, 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอม จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นยินยอม ลงโทษปรับ 120,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 80,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ตลอดเวลาที่รอการลงโทษ และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เด็กหญิง ป. ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ เป็นบุตรซึ่งอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของนาง ม. ผู้เสียหายที่ 2 ในคืนเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยซึ่งมาทำงานที่ต่างจังหวัดเข้าพักที่โรงแรม เห็นโฆษณาขายบริการทางเพศในสื่อสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์มีบัญชีผู้ใช้งานว่า "รถถัง" ระบุว่า "รับงานนครสวรรค์ในเมือง ฟรีห้องรวมถุง สนใจทักมา" โดยมีภาพใบหน้าผู้เสียหายที่ 1 พร้อมหมายเลขโทรศัพท์อยู่ในโฆษณาดังกล่าว จำเลยสนใจจึงติดต่อขอซื้อบริการทางจากเพศจากผู้เสียหายที่ 1 ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ ครั้นเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 และเพื่อนชื่อ เด็กหญิง ศ. มาหาจำเลยที่ห้อง จำเลยตกลงซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายที่ 1 เพียงคนเดียวเป็นเงิน 700 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีของนางสาว ก.จากนั้นกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม สำหรับความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยอีกกรรมหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานนี้ คำว่า "พราก" พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายไว้ว่า ทำให้จากไป พาไปเสียจาก ทำให้แยกออกจากกัน หรือแยกออกไป ดังนั้น การพรากอันจะทำให้ผู้กระทำมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ข้างต้น จึงหมายถึงการพาหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลเด็กของบุคคลดังกล่าวถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบุคคลดังกล่าวไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบุคคลเหล่านั้น ซึ่งเห็นได้ว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กเป็นสำคัญมิให้ถูกผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดอันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย จึงไม่จำกัดว่าการพรากจะกระทำด้วยวิธีการใด และไม่คำนึงว่าเด็กจะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือมีบุคคลใดเป็นฝ่ายนัดหมายชักชวนมา โดยหากมีการกระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหายอันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลแล้วย่อมถือเป็นความผิดทั้งสิ้น ฉะนั้น แม้ในตอนแรกที่จำเลยเห็นภาพโฆษณาของผู้เสียหายที่ 1 แล้วเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มิได้เป็นเด็กแต่เป็นบุคคลที่มีอายุกว่า 18 ปี จึงตัดสินใจติดต่อซื้อบริการทางเพศอันถือได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานนี้ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 มาพบกับจำเลยที่ห้อง จำเลยจึงมีโอกาสเห็นตัวจริงของผู้เสียหายที่ 1 อย่างชัดเจน ซึ่งในข้อนี้จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่ารูปร่างหน้าตาผู้เสียหายที่ 1 ไม่ตรงกับภาพที่โฆษณา จำเลยประเมินแล้วคิดว่าผู้เสียหายที่ 1 น่าจะเป็นเด็กมีอายุไม่ถึง 18 ปี การที่จำเลยมีข้อสงสัยเช่นนี้จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนว่าผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็กอยู่หรือไม่และมีอายุเท่าใดแน่ แต่จำเลยไม่นำพา กลับตกลงซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายที่ 1 แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กมีอายุยังไม่ถึง 15 ปี การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมมีผลทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ถูกล่วงละเมิดตัดขาดเป็นการพรากไปโดยปริยาย เข้าลักษณะเป็นการพาและแยกผู้เสียหายที่ 1 ไปจากความปกครองดูแลและล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารอีกกระทงหนึ่งด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็กอ่อนด้อยทั้งวุฒิภาวะและประสบการณ์ชีวิต ย่อมถูกชักชวนไปในทางเสื่อมเสียได้โดยง่าย โดยเฉพาะการต้องเข้าไปอยู่ในวงจรขายบริการทางเพศตั้งแต่เป็นเด็กนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงภาวะความเสื่อมทรามของสังคมและศีลธรรมแล้ว ยังทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ต้องเสียโอกาสในการพัฒนาตนเองทั้งทางร่างกายและจิตใจเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่มีคุณภาพและมีอนาคตที่ดี รัฐจึงต้องเข้ามาคุ้มครองปกป้องสวัสดิภาพของเด็กไม่ให้ผู้ใดแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กในทางการค้าเช่นนี้ ผู้ซื้อบริการจึงสมควรได้รับโทษสถานหนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างซึ่งเท่ากับหยุดส่งเสริมการค้าประเวณีเด็กมิให้ลุกลามแพร่ขยายออกไป พฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่งด้วย ให้จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอมตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษและไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260709_020000\000001.html
source_run
20260709_020000
supreme_black_case_no
อ.2392/2568
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2569