ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9300/2568
พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี
โจทก์
บริษัท ว.
โจทก์ร่วม
บริษัท น. กับพวก
จำเลย
ป.อ. มาตรา 56 วรรคสอง
มูลหนี้ตามเช็คที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมนั้น โจทก์ร่วมฟ้องร้องบังคับจำเลยทั้งสามเป็นคดีแพ่งต่างหากแล้ว การกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน ตามที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้กำหนดวิธีการบังคับตาม ป.อ. มาตรา 56 วรรคสอง จึงเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่ไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ
ระหว่างพิจารณา บริษัท ว. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (3) (5)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 60,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 30,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 คงจำคุกคนละ 6 เดือน สำหรับจำเลยที่ 1 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 30,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 15,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า สมควรลงโทษจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสามร่วมกันออกเช็คพิพาทจำนวน 2,170,550 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าประเภทชุดตรวจหาแอนติเจน COVID – 19 ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสามตกลงกัน โดยจำเลยทั้งสามขอผ่อนชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ร่วม เป็นงวดรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 150,000 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 12 เดือน ซึ่งจำเลยทั้งสามได้นำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 จำนวน 150,000 บาท วันที่ 1 ธันวาคม 2566 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 15 ธันวาคม 2566 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 28 ธันวาคม 2566 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 16 มกราคม 2567 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 31 มกราคม 2567 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 30 พฤษภาคม 2567 จำนวน 150,000 บาท วันที่ 28 มิถุนายน 2567 จำนวน 50,000 บาท และวันที่ 1 สิงหาคม 2567 จำนวน 50,000 บาท นอกจากนั้นยังปรากฏจากรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 28 มกราคม 2568 ว่า จำเลยทั้งสามนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ร่วมครั้งสุดท้าย 170,550 บาท โดยยังคงเหลือเงินที่ต้องชำระแก่โจทก์ร่วมอีก 1,000,000 บาท ซึ่งโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้โต้แย้ง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามได้นำเงินมาชำระตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมมาแล้วทั้งสิ้น 1,170,550 บาท ซึ่งเมื่อพิจารณาจำนวนเงินที่จำเลยทั้งสามชำระมาดังกล่าวถือว่าเป็นเงินจำนวนพอสมควรเมื่อเทียบกับจำนวนเงินตามเช็คพิพาท แม้จะไม่ครบถ้วนตามที่ตกลงกัน แต่ก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามได้รู้สำนึกในการกระทำความผิดของตนและพยายามขวนขวายนำเงินมาชำระเพื่อบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์ร่วมอยู่บ้าง การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่ร้ายแรงมากนัก ซึ่งโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 30,000 บาท ก่อนลดโทษให้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจกำหนดมานับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว และเมื่อคำนึงถึงอายุ อาชีพ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา และการศึกษาอบรมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีความประพฤติเสียหายร้ายแรง กรณีจึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับตัวเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมสักครั้ง โดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รอการลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่ไม่มีวิธีการบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคสอง ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ร่วมจำนวน 1,370,550 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษานั้น เห็นว่า มูลหนี้ตามเช็คที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมนั้น โจทก์ร่วมฟ้องร้องบังคับจำเลยทั้งสามเป็นคดีแพ่งต่างหากแล้ว การกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้แก่โจทก์ร่วม จึงเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่ไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
(สาธิต สุทธิสัตยารักษ์-ตุลยวัต พรหมพันธ์ใจ-อาคม ศรียาภัย)
ศาลแขวงนนทบุรี - นางอรนิตย์ บุณยรัตพันธุ์ มีไชยโย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายนพคุณ ไชยเทพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1878/2568
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ