คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 630/2569 ฉบับเต็ม

#727214
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 630/2569 พนักงานอัยการจังหวัด โจทก์ นางสาว ร. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ญ. กับพวก โจทก์ร่วม นาย ส. จำเลย ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง, มาตรา 277 วรรคสอง, มาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 212, มาตรา 225 ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกบังคับใช้ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิกวรรคสี่ วรรคห้า วรรคหกและวรรคเจ็ดของมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จากบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวยังคงบัญญัติว่า การใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ยังคงเป็นความผิดอยู่ มิใช่เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากอนาจารโดยการล่วงล้ำเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา อีกทั้งโทษตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ซึ่งใช้บัญญัติในขณะจำเลยกระทำความผิด และโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง (ที่แก้ไขบทนิยามใหม่) มีระวางโทษจำคุกและโทษปรับเท่ากัน กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาด้วยว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และมิใช่ภริยาของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการถอดกางเกงชั้นในของผู้เสียหายที่ 1 ออกแล้วใช้นิ้วมือล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวจริง แต่ไม่ปรับบทและระบุว่ามีความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ซึ่งความผิดฐานนี้มีระวางหนักกว่าโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 และการกระทำความผิดสองฐานนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวกันจึงต้องลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นใดซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาการไม่ปรับบทและระบุว่ามีความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) และลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดดังกล่าว เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้ฎีกา ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317 ระหว่างพิจารณา นางสาว ร. ผู้เสียหายที่ 3 ในฐานะส่วนตัว และในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ญ. ผู้เสียหายที่ 1 และนาย ด. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นโจทก์ร่วมในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 283 ทวิ และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เป็นโจทก์ร่วมในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317) โดยเรียกนางสาว ร. ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนาย ด. ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในส่วนแพ่งว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 16 ปี กับให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2566) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองคนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ที่ถูก ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมทั้งสองขอด้วย) ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอายุ 7 ปีเศษ เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนใกล้บ้านจำเลย กลับมาจากการทัศนศึกษา และยืนรอโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาที่หน้าบ้านจำเลย ก่อนที่โจทก์ร่วมทั้งสองจะมารับผู้เสียหายที่ 1 กลับบ้าน จำเลยให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และหลังจากโจทก์ร่วมที่ 1 กลับถึงบ้าน โจทก์ร่วมที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ผลการตรวจพบบาดแผลถลอกบริเวณส่วนล่างของอวัยวะสืบพันธุ์ด้านนอก ขนาดกว้าง 0.5 เซนติเมตร ยาว 0.5 เซนติเมตร ไม่พบตัวอสุจิและสารประกอบน้ำอสุจิ (แอซิดฟอสฟาเตส) จากของเหลวในช่องคลอด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิด และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ร่วมทั้งสอง และร้อยตำรวจเอก พ. เป็นพยาน โดยผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ขณะผู้เสียหายที่ 1 รออยู่ที่หน้าบ้านจำเลย จำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปภายในบ้านแล้วจำเลยจับและใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในห้องครัว จำเลยถอดกางเกงของผู้เสียหายที่ 1 และของจำเลยออก แล้วจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยดันใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 ร้องว่าเจ็บ ๆ จำเลยให้เงินผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 10 บาท และบอกว่าห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใคร โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความว่า เมื่อกลับถึงบ้านผู้เสียหายที่ 1 มีอาการเงียบซึมไม่พูดกับใคร โจทก์ร่วมที่ 1 สอบถามว่าเป็นอะไร แต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ตอบ โจทก์ร่วมที่ 1 สอบถามประมาณ 2 ถึง 3 ครั้ง ผู้เสียหายที่ 1 จึงยอมบอกว่าจำเลยใช้มือจับที่อวัยวะเพศ และนำอวัยวะเพศของจำเลยไปใส่ที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 1 บอกโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าถูกจำเลยทำ โจทก์ร่วมที่ 2 โกรธเดินออกหน้าบ้าน ส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 พูดคุยต่อกับผู้เสียหายที่ 1 และร้อยตำรวจเอก พ. พนักงานสอบสวนเบิกความว่า วันที่ 7 ธันวาคม 2565 พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุคดีนี้ และส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย และวันที่ 15 ธันวาคม 2565 ผู้เสียหายที่ 1 ให้การเป็นพยานตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีผู้เสียหายที่ 1 เป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์การกระทำผิดของจำเลยเพียงปากเดียว จึงเป็นพยานเดี่ยวที่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง แต่ตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 กล่าวถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลย สอดคล้องกับที่ผู้เสียหายที่ 1 เล่าให้โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาฟังเมื่อกลับไปถึงบ้านในวันเกิดเหตุ และเมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไปให้การชั้นสอบสวนในวันที่ 15 ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นวันหลังเกิดเหตุประมาณ 8 วัน ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังคงให้การเช่นเดียวกับที่ผู้เสียหายที่ 1 เล่าให้โจทก์ร่วมที่ 1 ฟัง ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุเพียง 7 ปีเศษ ย่อมไม่รู้เรื่องราวในทางเพศระหว่างหญิงกับชาย หากผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ประสบเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำกับผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความ ก็ยากที่ผู้เสียหายที่ 1 จะจินตนาการเรื่องดังที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความในชั้นพิจารณาขึ้นเอง ตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ความด้วยว่า เดิมผู้เสียหายที่ 1 เป็นคนร่าเริง ขี้เล่น และพูดเก่ง แต่หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 มีอาการซึม เหม่อลอย และพูดคนเดียว โจทก์ร่วมที่ 1 จึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปพบแพทย์ด้วยว่าอาการเหม่อลอยดังกล่าว ตลอดจนอาการกรีดร้องเมื่อถูกขัดใจ เอามือปิดหูไปนั่งมุมห้อง แยกตัวไม่เล่นกับเพื่อน ไม่เข้าใกล้เพื่อนผู้ชาย และกลางคืนนอนสะดุ้งต้องเรียกให้แม่ไปนอนใกล้ แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ส่อแสดงว่าผู้เสียหายที่ 1 ประสบเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำกับผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความ จนทำให้ผู้เสียหายที่ 1 มีอาการเครียด คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จึงมีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยฎีกาว่า ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 ให้การว่า จำเลยชักอวัยวะเพศเข้าออกจนสำเร็จความใคร่หลั่งน้ำอสุจิในช่องคลอดผู้เสียหายที่ 1 แต่ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ไม่พบตัวอสุจิและสารประกอบน้ำอสุจิจากของเหลวในช่องคลอดผู้เสียหายที่ 1 นั้น ขณะเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 7 ปีเศษ อยู่ในวัยไร้เดียงสาในเรื่องเพศสัมพันธ์ การที่จำเลยดันอวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 และชักอวัยวะเพศของจำเลยเข้าออก ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การในตอนแรกตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน ย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 1 รู้สึกเจ็บจนร้องว่าเจ็บ ๆ ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การและเบิกความไว้ และอาจทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าใจว่าอวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายที่ 1 สุดอวัยวะเพศของจำเลย จนจำเลยสำเร็จความใคร่และหลั่งน้ำอสุจิในช่องคลอดผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การตอบคำถามพนักงานสอบสวนในตอนถัดมา ดังนั้น แม้ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ที่ไม่พบตัวอสุจิและสารประกอบน้ำอสุจิจากของเหลวในช่องคลอดผู้เสียหายที่ 1 ก็ไม่อาจถือว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว เป็นพิรุธถึงขนาดที่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ว่าจำเลยใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 และใช้อวัยวะเพศของจำเลยดันใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 นั้น มีน้ำหนักลดน้อยลง ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า เมื่อโจทก์ร่วมทั้งสองมารับผู้เสียหายที่ 1 เด็กชาย น. และเด็กหญิง ว. บอกโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยทำ แต่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่นำเด็กชาย น. และเด็กหญิง ว. มาเบิกความให้ได้ความว่าจำเลยกระทำความผิด นั้น ตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวได้ความเพียงว่าเด็กชาย น. และเด็กหญิง ว. บอกโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยกระทำ ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าเด็กทั้งสองคนนั้นเห็นจำเลยกระทำความผิดแต่อย่างใด การที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่นำเด็กทั้งสองคนดังกล่าวมาเบิกความ จึงไม่เป็นข้อพิรุธดังที่จำเลยฎีกากล่าวอ้าง ที่จำเลยฎีกาว่า ประตูเข้าบ้านจำเลยกับประตูห้องครัวเปิดโล่งไม่มีบานประตู และในเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง บริเวณหน้าบ้านจำเลยมีคนพลุกพล่าน และสามารถมองเข้าไปในบ้านได้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยจะกระทำความผิดตามฟ้อง นั้น ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอก พ. พนักงานสอบสวนประกอบบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและภาพถ่ายประกอบคดี ปรากฏว่าบ้านของจำเลยอยู่ห่างจากทางสาธารณะพอสมควร ประตูเข้าบ้านจำเลยและห้องครัวมีเพียงวงกบ แต่ไม่มีบานประตู วงกบประตูเข้าบ้านจำเลยก็ไม่ได้กว้างมากนัก ประตูห้องครัวก็ไม่ได้อยู่ตรงกับประตูเข้าบ้าน ไม่เชื่อว่าคนที่เดินผ่านไปมาบนทางสาธารณะบริเวณหน้าบ้านจำเลยสามารถมองเห็นภายในบ้านและห้องครัวได้ จึงเป็นไปได้ที่จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องภายในบ้านและห้องครัวดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้อยู่กับผู้เสียหายเท่านั้น แต่มีนาง ว. และเด็กหญิง ก. อยู่ด้วย นั้น แม้ตามคำเบิกความของจำเลยที่อ้างทำนองว่าเมื่อผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปบ้านจำเลย ผู้เสียหายที่ 1 ก็ขอเงินจากจำเลย และขณะนั้นเด็กหญิง ก. ลูกจำเลยนอนเล่นอยู่กับจำเลย และตามคำเบิกความของนาง ว. ภริยาจำเลยอ้างว่าผู้เสียหายที่ 1 ขอเงินจากนาง ว. และจำเลย นาง ว. บอกว่าไม่มี ส่วนจำเลยไปหยิบเงินให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นทำนองว่านาง ว. ก็อยู่ด้วยในขณะจำเลยให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 แต่ตามคำเบิกความของนาง ว. อ้างว่าจำเลยไปหยิบเงินในกระเป๋าเสื้อที่แขวนไว้ที่เสากลางบ้านให้ผู้เสียหายที่ 1 ส่วนตามคำเบิกความของเด็กหญิง ก. ที่ตอบคำถามติงทนายจำเลยกลับอ้างว่าจำเลยไปหยิบเงินที่หน้าประตูบ้าน แม้เด็กหญิง ก. จะเบิกความตอบคำถามติงต่อไปว่าเด็กหญิง ก. ไม่เห็นตอนที่จำเลยไปหยิบเงิน โดยเด็กหญิง ก. คงเห็นตอนที่จำเลยยื่นเงินให้ผู้เสียหายที่ 1 ก็ขัดแย้งกับที่เด็กหญิง ก. เบิกความตอบคำซักถามทนายจำเลยในตอนต้นที่ว่าเด็กหญิง ก. ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 เมื่อเด็กหญิง ก. เบิกความขัดแย้งกันเอง และยังแตกต่างจากคำเบิกความของนาง ว. คำเบิกความของเด็กหญิง ก. และคำเบิกความของนาง ว. จึงมีน้ำหนักน้อย รับฟังไม่ได้ว่าขณะเกิดเหตุมีนาง ว. และเด็กหญิง ก. อยู่กับจำเลยและผู้เสียหายที่ 1 ด้วย ที่จำเลยฎีกาว่ามารดาโจทก์ร่วมที่ 2 และน้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงเตรียมการให้ผู้เสียหายที่ 1 ให้การปรักปรำจำเลย นั้น แม้ตามคำเบิกความของจำเลยอ้างว่าบุตรของจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของนาง ม. มารดาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปขับชนรถบรรทุกพ่วงแล้วไม่ชดใช้ค่าเสียหาย ทำให้มารดาโจทก์ร่วมที่ 2 โกรธเคืองจำเลย และจำเลยไม่ให้เงินค่าเวนคืนที่ดินแก่นางสาว บ. น้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 เพื่อนำไปลงทุน ทำให้น้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่พอใจจำเลย แต่ตามคำเบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ของจำเลยปรากฏว่าเหตุที่รถจักรยานยนต์ของมารดาโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับความเสียหายเกิดเมื่อประมาณ 5 ปีเศษที่แล้ว และการที่จำเลยไม่ให้เงินค่าเวนคืนที่ดินแก่น้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 นำไปลงทุน ก็เป็นเรื่องเล็กน้อย ซึ่งตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทกร่วมทั้งสองของจำเลยก็ปรากฏว่าจำเลยคิดหรือเข้าใจเองว่าน้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 โกรธเคืองจำเลย อีกทั้งโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่เชื่อว่าเหตุดังกล่าวทำให้มีการเตรียมการให้ผู้เสียหายที่ 1 ให้การปรักปรำจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง และผู้เสียหายที่ 1 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกบังคับใช้ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิกวรรคสี่ วรรคห้า วรรคหกและวรรคเจ็ดของมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จากบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวยังคงบัญญัติว่า การใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังคงเป็นความผิดอยู่ มิใช่เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากอนาจารโดยการล่วงล้ำเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา อีกทั้งโทษตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ซึ่งใช้บัญญัติในขณะจำเลยกระทำความผิด และโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง (ที่แก้ไขบทนิยามใหม่) มีระวางโทษจำคุกและโทษปรับเท่ากัน กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาด้วยว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และมิใช่ภริยาของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการถอดกางเกงชั้นในของผู้เสียหายที่ 1 ออก แล้วใช้นิ้วมือล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวจริง แต่ไม่ปรับบทและระบุว่ามีความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ซึ่งความผิดฐานนี้มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาทหรือจำคุกตลอดชีวิต หนักกว่าโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีแปดเดือนถึงสิบสามปีสี่เดือน และปรับตั้งแต่เก้าหมื่นสามพันสามร้อยสามสิบสามบาทสามสิบสามสตางค์ ถึงสองแสนหกหมื่นหกพันหกร้อยหกสิบหกบาทหกสิบหกสตางค์ หรือจำคุก 33 ปี 4 เดือน และการกระทำความผิดสองฐานนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวกันจึงต้องลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นใดซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาการไม่ปรับบทและระบุว่ามีความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) และลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดดังกล่าว เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้ฎีกา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) อีกบทหนึ่ง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีไปเพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นใดซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้ว เป็นจำคุก 16 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์-ธรรมนูญ สิงห์สาย-ชลิต กฐินะสมิต) ศาลจังหวัดตราด - นายเจนณรงค์ อุปเถย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสุบิน ชิ้นประเสริฐ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2382/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
727214
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตราด",
        "judge": "นายเจนณรงค์ อุปเถย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายสุบิน ชิ้นประเสริฐ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1784228403953"
    }
}
date
2569
deka_no
630/2569
deka_running_no
630
deka_year
2569
department
แผนก
judges
[
    "สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์",
    "ธรรมนูญ สิงห์สาย",
    "ชลิต กฐินะสมิต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 วรรคสอง",
            "ม. 277 วรรคสอง",
            "ม. 279 วรรคห้า (เดิม)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 212",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัด"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางสาว ร. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ญ. กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ส."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

ระหว่างพิจารณา นางสาว ร. ผู้เสียหายที่ 3 ในฐานะส่วนตัว และในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ญ. ผู้เสียหายที่ 1 และนาย ด. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นโจทก์ร่วมในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 283 ทวิ และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เป็นโจทก์ร่วมในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317) โดยเรียกนางสาว ร. ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนาย ด. ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในส่วนแพ่งว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 16 ปี กับให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2566) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองคนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ที่ถูก ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมทั้งสองขอด้วย) ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอายุ 7 ปีเศษ เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนใกล้บ้านจำเลย กลับมาจากการทัศนศึกษา และยืนรอโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาที่หน้าบ้านจำเลย ก่อนที่โจทก์ร่วมทั้งสองจะมารับผู้เสียหายที่ 1 กลับบ้าน จำเลยให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และหลังจากโจทก์ร่วมที่ 1 กลับถึงบ้าน โจทก์ร่วมที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ผลการตรวจพบบาดแผลถลอกบริเวณส่วนล่างของอวัยวะสืบพันธุ์ด้านนอก ขนาดกว้าง 0.5 เซนติเมตร ยาว 0.5 เซนติเมตร ไม่พบตัวอสุจิและสารประกอบน้ำอสุจิ (แอซิดฟอสฟาเตส) จากของเหลวในช่องคลอด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิด และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ร่วมทั้งสอง และร้อยตำรวจเอก พ. เป็นพยาน โดยผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ขณะผู้เสียหายที่ 1 รออยู่ที่หน้าบ้านจำเลย จำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปภายในบ้านแล้วจำเลยจับและใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในห้องครัว จำเลยถอดกางเกงของผู้เสียหายที่ 1 และของจำเลยออก แล้วจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยดันใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 ร้องว่าเจ็บ ๆ จำเลยให้เงินผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 10 บาท และบอกว่าห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใคร โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความว่า เมื่อกลับถึงบ้านผู้เสียหายที่ 1 มีอาการเงียบซึมไม่พูดกับใคร โจทก์ร่วมที่ 1 สอบถามว่าเป็นอะไร แต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ตอบ โจทก์ร่วมที่ 1 สอบถามประมาณ 2 ถึง 3 ครั้ง ผู้เสียหายที่ 1 จึงยอมบอกว่าจำเลยใช้มือจับที่อวัยวะเพศ และนำอวัยวะเพศของจำเลยไปใส่ที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 1 บอกโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าถูกจำเลยทำ โจทก์ร่วมที่ 2 โกรธเดินออกหน้าบ้าน ส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 พูดคุยต่อกับผู้เสียหายที่ 1 และร้อยตำรวจเอก พ. พนักงานสอบสวนเบิกความว่า วันที่ 7 ธันวาคม 2565 พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุคดีนี้ และส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย และวันที่ 15 ธันวาคม 2565 ผู้เสียหายที่ 1 ให้การเป็นพยานตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีผู้เสียหายที่ 1 เป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์การกระทำผิดของจำเลยเพียงปากเดียว จึงเป็นพยานเดี่ยวที่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง แต่ตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 กล่าวถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลย สอดคล้องกับที่ผู้เสียหายที่ 1 เล่าให้โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาฟังเมื่อกลับไปถึงบ้านในวันเกิดเหตุ และเมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไปให้การชั้นสอบสวนในวันที่ 15 ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นวันหลังเกิดเหตุประมาณ 8 วัน ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังคงให้การเช่นเดียวกับที่ผู้เสียหายที่ 1 เล่าให้โจทก์ร่วมที่ 1 ฟัง ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุเพียง 7 ปีเศษ ย่อมไม่รู้เรื่องราวในทางเพศระหว่างหญิงกับชาย หากผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ประสบเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำกับผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความ ก็ยากที่ผู้เสียหายที่ 1 จะจินตนาการเรื่องดังที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความในชั้นพิจารณาขึ้นเอง ตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ความด้วยว่า เดิมผู้เสียหายที่ 1 เป็นคนร่าเริง ขี้เล่น และพูดเก่ง แต่หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 มีอาการซึม เหม่อลอย และพูดคนเดียว โจทก์ร่วมที่ 1 จึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปพบแพทย์ด้วยว่าอาการเหม่อลอยดังกล่าว ตลอดจนอาการกรีดร้องเมื่อถูกขัดใจ เอามือปิดหูไปนั่งมุมห้อง แยกตัวไม่เล่นกับเพื่อน ไม่เข้าใกล้เพื่อนผู้ชาย และกลางคืนนอนสะดุ้งต้องเรียกให้แม่ไปนอนใกล้ แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ส่อแสดงว่าผู้เสียหายที่ 1 ประสบเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำกับผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความ จนทำให้ผู้เสียหายที่ 1 มีอาการเครียด คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จึงมีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยฎีกาว่า ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 ให้การว่า จำเลยชักอวัยวะเพศเข้าออกจนสำเร็จความใคร่หลั่งน้ำอสุจิในช่องคลอดผู้เสียหายที่ 1 แต่ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ไม่พบตัวอสุจิและสารประกอบน้ำอสุจิจากของเหลวในช่องคลอดผู้เสียหายที่ 1 นั้น ขณะเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 7 ปีเศษ อยู่ในวัยไร้เดียงสาในเรื่องเพศสัมพันธ์ การที่จำเลยดันอวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 และชักอวัยวะเพศของจำเลยเข้าออก ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การในตอนแรกตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน ย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 1 รู้สึกเจ็บจนร้องว่าเจ็บ ๆ ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การและเบิกความไว้ และอาจทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าใจว่าอวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายที่ 1 สุดอวัยวะเพศของจำเลย จนจำเลยสำเร็จความใคร่และหลั่งน้ำอสุจิในช่องคลอดผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การตอบคำถามพนักงานสอบสวนในตอนถัดมา ดังนั้น แม้ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ที่ไม่พบตัวอสุจิและสารประกอบน้ำอสุจิจากของเหลวในช่องคลอดผู้เสียหายที่ 1 ก็ไม่อาจถือว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว เป็นพิรุธถึงขนาดที่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ว่าจำเลยใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 และใช้อวัยวะเพศของจำเลยดันใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 นั้น มีน้ำหนักลดน้อยลง ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า เมื่อโจทก์ร่วมทั้งสองมารับผู้เสียหายที่ 1 เด็กชาย น. และเด็กหญิง ว. บอกโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยทำ แต่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่นำเด็กชาย น. และเด็กหญิง ว. มาเบิกความให้ได้ความว่าจำเลยกระทำความผิด นั้น ตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวได้ความเพียงว่าเด็กชาย น. และเด็กหญิง ว. บอกโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยกระทำ ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าเด็กทั้งสองคนนั้นเห็นจำเลยกระทำความผิดแต่อย่างใด การที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่นำเด็กทั้งสองคนดังกล่าวมาเบิกความ จึงไม่เป็นข้อพิรุธดังที่จำเลยฎีกากล่าวอ้าง ที่จำเลยฎีกาว่า ประตูเข้าบ้านจำเลยกับประตูห้องครัวเปิดโล่งไม่มีบานประตู และในเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง บริเวณหน้าบ้านจำเลยมีคนพลุกพล่าน และสามารถมองเข้าไปในบ้านได้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยจะกระทำความผิดตามฟ้อง นั้น ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอก พ. พนักงานสอบสวนประกอบบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและภาพถ่ายประกอบคดี ปรากฏว่าบ้านของจำเลยอยู่ห่างจากทางสาธารณะพอสมควร ประตูเข้าบ้านจำเลยและห้องครัวมีเพียงวงกบ แต่ไม่มีบานประตู วงกบประตูเข้าบ้านจำเลยก็ไม่ได้กว้างมากนัก ประตูห้องครัวก็ไม่ได้อยู่ตรงกับประตูเข้าบ้าน ไม่เชื่อว่าคนที่เดินผ่านไปมาบนทางสาธารณะบริเวณหน้าบ้านจำเลยสามารถมองเห็นภายในบ้านและห้องครัวได้ จึงเป็นไปได้ที่จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องภายในบ้านและห้องครัวดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้อยู่กับผู้เสียหายเท่านั้น แต่มีนาง ว. และเด็กหญิง ก. อยู่ด้วย นั้น แม้ตามคำเบิกความของจำเลยที่อ้างทำนองว่าเมื่อผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปบ้านจำเลย ผู้เสียหายที่ 1 ก็ขอเงินจากจำเลย และขณะนั้นเด็กหญิง ก. ลูกจำเลยนอนเล่นอยู่กับจำเลย และตามคำเบิกความของนาง ว. ภริยาจำเลยอ้างว่าผู้เสียหายที่ 1 ขอเงินจากนาง ว. และจำเลย นาง ว. บอกว่าไม่มี ส่วนจำเลยไปหยิบเงินให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นทำนองว่านาง ว. ก็อยู่ด้วยในขณะจำเลยให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 แต่ตามคำเบิกความของนาง ว. อ้างว่าจำเลยไปหยิบเงินในกระเป๋าเสื้อที่แขวนไว้ที่เสากลางบ้านให้ผู้เสียหายที่ 1 ส่วนตามคำเบิกความของเด็กหญิง ก. ที่ตอบคำถามติงทนายจำเลยกลับอ้างว่าจำเลยไปหยิบเงินที่หน้าประตูบ้าน แม้เด็กหญิง ก. จะเบิกความตอบคำถามติงต่อไปว่าเด็กหญิง ก. ไม่เห็นตอนที่จำเลยไปหยิบเงิน โดยเด็กหญิง ก. คงเห็นตอนที่จำเลยยื่นเงินให้ผู้เสียหายที่ 1 ก็ขัดแย้งกับที่เด็กหญิง ก. เบิกความตอบคำซักถามทนายจำเลยในตอนต้นที่ว่าเด็กหญิง ก. ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 เมื่อเด็กหญิง ก. เบิกความขัดแย้งกันเอง และยังแตกต่างจากคำเบิกความของนาง ว. คำเบิกความของเด็กหญิง ก. และคำเบิกความของนาง ว. จึงมีน้ำหนักน้อย รับฟังไม่ได้ว่าขณะเกิดเหตุมีนาง ว. และเด็กหญิง ก. อยู่กับจำเลยและผู้เสียหายที่ 1 ด้วย ที่จำเลยฎีกาว่ามารดาโจทก์ร่วมที่ 2 และน้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงเตรียมการให้ผู้เสียหายที่ 1 ให้การปรักปรำจำเลย นั้น แม้ตามคำเบิกความของจำเลยอ้างว่าบุตรของจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของนาง ม. มารดาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปขับชนรถบรรทุกพ่วงแล้วไม่ชดใช้ค่าเสียหาย ทำให้มารดาโจทก์ร่วมที่ 2 โกรธเคืองจำเลย และจำเลยไม่ให้เงินค่าเวนคืนที่ดินแก่นางสาว บ. น้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 เพื่อนำไปลงทุน ทำให้น้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่พอใจจำเลย แต่ตามคำเบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ของจำเลยปรากฏว่าเหตุที่รถจักรยานยนต์ของมารดาโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับความเสียหายเกิดเมื่อประมาณ 5 ปีเศษที่แล้ว และการที่จำเลยไม่ให้เงินค่าเวนคืนที่ดินแก่น้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 นำไปลงทุน ก็เป็นเรื่องเล็กน้อย ซึ่งตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทกร่วมทั้งสองของจำเลยก็ปรากฏว่าจำเลยคิดหรือเข้าใจเองว่าน้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 โกรธเคืองจำเลย อีกทั้งโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่เชื่อว่าเหตุดังกล่าวทำให้มีการเตรียมการให้ผู้เสียหายที่ 1 ให้การปรักปรำจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง และผู้เสียหายที่ 1 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกบังคับใช้ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิกวรรคสี่ วรรคห้า วรรคหกและวรรคเจ็ดของมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จากบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวยังคงบัญญัติว่า การใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังคงเป็นความผิดอยู่ มิใช่เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากอนาจารโดยการล่วงล้ำเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา อีกทั้งโทษตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ซึ่งใช้บัญญัติในขณะจำเลยกระทำความผิด และโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง (ที่แก้ไขบทนิยามใหม่) มีระวางโทษจำคุกและโทษปรับเท่ากัน กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาด้วยว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และมิใช่ภริยาของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการถอดกางเกงชั้นในของผู้เสียหายที่ 1 ออก แล้วใช้นิ้วมือล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวจริง แต่ไม่ปรับบทและระบุว่ามีความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ซึ่งความผิดฐานนี้มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาทหรือจำคุกตลอดชีวิต หนักกว่าโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีแปดเดือนถึงสิบสามปีสี่เดือน และปรับตั้งแต่เก้าหมื่นสามพันสามร้อยสามสิบสามบาทสามสิบสามสตางค์ ถึงสองแสนหกหมื่นหกพันหกร้อยหกสิบหกบาทหกสิบหกสตางค์ หรือจำคุก 33 ปี 4 เดือน และการกระทำความผิดสองฐานนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวกันจึงต้องลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นใดซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาการไม่ปรับบทและระบุว่ามีความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) และลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดดังกล่าว เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้ฎีกา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) อีกบทหนึ่ง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีไปเพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นใดซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้ว เป็นจำคุก 16 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260717_020000\000001.html
source_run
20260717_020000
supreme_black_case_no
อ.2382/2568
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2569