คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 833/2569 ฉบับเต็ม

#727215
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 833/2569 บริษัท ก. โจทก์ นาย ย. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 คดีเดิมมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยแก่จำเลยหรือไม่ ส่วนคดีนี้แม้โจทก์จะตั้งรูปคดีว่า เป็นการฟ้องเรียกเงินค่าเสียหายส่วนแรกคืนจากจำเลยก็ตาม แต่ก็สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติผิดสัญญาในคราวเดียวกัน กรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาเป็นกรรมธรรม์ฉบับเดียวกัน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้รวมอยู่ในประเด็นในคดีเดิมว่าโจทก์ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยแก่จำเลยหรือไม่ เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน และคดีเดิมได้มีการวินิจฉัยในปัญหาเรื่องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยไปแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 104,794 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อ เมอร์เซเดสเบนซ์ จากจำเลย วันที่ 8 มีนาคม 2557 รถยนต์คันที่เอาประกันภัยประสบอุบัติเหตุชนต้นไม้เกิดไฟไหม้เสียหายทั้งคัน จำเลยขอรับค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ 16,200,000 บาท จากโจทก์ แต่โจทก์ปฏิเสธ จำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 1081/2557 หมายเลขแดงที่ ผบ 225/2559 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ และค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่จำเลย ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 16,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 911/2563 ระหว่าง นายยศกร โจทก์ บริษัท ล. โจทก์ร่วม บริษัท ก. จำเลย พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์วางเงินชำระหนี้ให้จำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ขอให้จำเลยคืนเงินค่าเสียหายส่วนแรก 100,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกัน หัวข้อกรณีรถยนต์เสียหาย สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 1.1 ที่กำหนดค่าเสียหายส่วนแรก 100,000 บาท ต่อครั้ง ซึ่งมีเงื่อนไขในหมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ข้อ 4 ว่า ในกรณีที่จำเลยผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกเอง โจทก์จะจ่ายแทนจำเลยไปก่อน เมื่อโจทก์ได้จ่ายเงินที่จำเลยต้องรับผิดชอบไปแล้ว จำเลยต้องใช้คืนให้โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับหนังสือเรียกร้องจากโจทก์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 1081/2557 หมายเลขแดงที่ ผบ 225/2559 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า ในคดีเดิมมีประเด็นข้อพิพาทว่า กรมธรรม์ประกันภัยเป็นโมฆียะหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายส่วนแรกคืน ซึ่งโจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายส่วนแรกคืนได้ก็ต่อเมื่อได้จ่ายเงินแก่จำเลยตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดในคดีเดิมแล้ว แต่ในคดีเดิมเมื่อยังโต้เถียงกันอยู่ว่า กรมธรรม์ประกันภัยเป็นโมฆียะหรือไม่ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายส่วนแรกของโจทก์ยังไม่เกิดเมื่อขณะให้การต่อสู้ในคดีเดิม ทั้งโจทก์ย่อมไม่อาจให้การในคดีเดิมในลักษณะแบ่งรับแบ่งสู้ทำนองว่ากรมธรรม์ประกันภัยมีผลสมบูรณ์ได้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีเดิม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น เห็นว่า คดีเดิมมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยแก่จำเลยหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีเดิมพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทน 16,200,000 บาท ตามทุนประกันกรณีรถยนต์เสียหาย สูญหาย ไฟไหม้ แก่จำเลย โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อมา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน ส่วนคดีนี้แม้โจทก์จะตั้งรูปคดีว่า เป็นการฟ้องเรียกเงินค่าเสียหายส่วนแรกคืนจากจำเลยก็ตาม แต่ก็สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติผิดสัญญาในคราวเดียวกัน กรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาก็เป็นกรมธรรม์ฉบับเดียวกัน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้ก็รวมอยู่ในประเด็นในคดีเดิมว่า โจทก์ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยแก่จำเลยหรือไม่ เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน และคดีเดิมได้มีการวินิจฉัยในปัญหาเรื่องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยไปแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อาทิตย์ ออกเวหา-โชคชัย รุจินินนาท-วาสนา อัจฉรานุวัฒน์) ศาลแขวงนนทบุรี - นางสาวภัทริน สิริวิทยาปกรณ์ มีเดช ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอุไรวรรณ กล้าประเสริฐ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)129/2568 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
727215
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนนทบุรี",
        "judge": "นางสาวภัทริน สิริวิทยาปกรณ์ มีเดช"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายอุไรวรรณ กล้าประเสริฐ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1790103607251"
    }
}
date
2569
deka_no
833/2569
deka_running_no
833
deka_year
2569
department
แผนก
judges
[
    "อาทิตย์ ออกเวหา",
    "โชคชัย รุจินินนาท",
    "วาสนา อัจฉรานุวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 144 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551",
        "sections": [
            "ม. 7"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ก."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ย."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 104,794 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อ เมอร์เซเดสเบนซ์ จากจำเลย วันที่ 8 มีนาคม 2557 รถยนต์คันที่เอาประกันภัยประสบอุบัติเหตุชนต้นไม้เกิดไฟไหม้เสียหายทั้งคัน จำเลยขอรับค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ 16,200,000 บาท จากโจทก์ แต่โจทก์ปฏิเสธ จำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 1081/2557 หมายเลขแดงที่ ผบ 225/2559 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ และค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่จำเลย ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 16,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 911/2563 ระหว่าง นายยศกร โจทก์ บริษัท ล. โจทก์ร่วม บริษัท ก. จำเลย พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์วางเงินชำระหนี้ให้จำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ขอให้จำเลยคืนเงินค่าเสียหายส่วนแรก 100,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกัน หัวข้อกรณีรถยนต์เสียหาย สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 1.1 ที่กำหนดค่าเสียหายส่วนแรก 100,000 บาท ต่อครั้ง ซึ่งมีเงื่อนไขในหมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ข้อ 4 ว่า ในกรณีที่จำเลยผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกเอง โจทก์จะจ่ายแทนจำเลยไปก่อน เมื่อโจทก์ได้จ่ายเงินที่จำเลยต้องรับผิดชอบไปแล้ว จำเลยต้องใช้คืนให้โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับหนังสือเรียกร้องจากโจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 1081/2557 หมายเลขแดงที่ ผบ 225/2559 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า ในคดีเดิมมีประเด็นข้อพิพาทว่า กรมธรรม์ประกันภัยเป็นโมฆียะหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายส่วนแรกคืน ซึ่งโจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายส่วนแรกคืนได้ก็ต่อเมื่อได้จ่ายเงินแก่จำเลยตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดในคดีเดิมแล้ว แต่ในคดีเดิมเมื่อยังโต้เถียงกันอยู่ว่า กรมธรรม์ประกันภัยเป็นโมฆียะหรือไม่ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายส่วนแรกของโจทก์ยังไม่เกิดเมื่อขณะให้การต่อสู้ในคดีเดิม ทั้งโจทก์ย่อมไม่อาจให้การในคดีเดิมในลักษณะแบ่งรับแบ่งสู้ทำนองว่ากรมธรรม์ประกันภัยมีผลสมบูรณ์ได้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีเดิม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น เห็นว่า คดีเดิมมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยแก่จำเลยหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีเดิมพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทน 16,200,000 บาท ตามทุนประกันกรณีรถยนต์เสียหาย สูญหาย ไฟไหม้ แก่จำเลย โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อมา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน ส่วนคดีนี้แม้โจทก์จะตั้งรูปคดีว่า เป็นการฟ้องเรียกเงินค่าเสียหายส่วนแรกคืนจากจำเลยก็ตาม แต่ก็สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติผิดสัญญาในคราวเดียวกัน กรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาก็เป็นกรมธรรม์ฉบับเดียวกัน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้ก็รวมอยู่ในประเด็นในคดีเดิมว่า โจทก์ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยแก่จำเลยหรือไม่ เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน และคดีเดิมได้มีการวินิจฉัยในปัญหาเรื่องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยไปแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260923_020001\000002.html
source_run
20260923_020001
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)129/2568
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2569